กลุ่มทุน SoftBank ของญี่ปุ่น ประกาศร่วมทุนกับ Toyota สร้าง joint venture สำหรับการเปิดบริการรูปแบบใหม่ “MONET” ที่ใช้รถยนต์ไร้คนขับเป็นยานพาหนะ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มเดินเครื่องให้บริการในปี 2020

ที่ผ่านมา SoftBank มีการลงทุนใน Uber และอีกหลายบริษัทด้านยานยนต์ เช่น Didi ในประเทศจีน, Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำสัญญากับบริษัทเทคโนโลยีของจีนอย่าง Baidu เพื่อทำโครงการบัสไร้คนขับ แต่โครงการริเริ่มนี้กับ Toyota ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงเหล่านั้น

โครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรวมเอาศักยภาพของ SoftBank ด้านเทคโนโลยี Internet-of-Things (IoT) และแพลตฟอร์มบริการเครือข่ายของ Toyota เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดบริการประเภทใหม่ที่มีรถยนต์ไร้คนขับเป็นส่วนสำคัญ

บริการนี้ได้ชื่อว่า MONET ซึ่งมาจากการสมาสคำว่า “mobility network” โดยวางพันธกิจไว้ในการให้บริการส่วนต่างๆ ผ่านทางรถยนต์ไร้คนขับ เช่นการเรียกรถโดยสาร, ขนส่งสินค้า, จัดส่งอาหาร, ออฟฟิศเคลื่อนที่ ไปจนถึงบริการทางการแพทย์

แผนการระบุไว้ว่าจะใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น e-Palette ของ Toyota ในการณ์นี้ และจะเริ่มเปิดบริการ MONET ในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ซึ่งบริษัทของ Masayoshi Son เผยว่าธุรกิจนี้จะมุ่งเน้นไปที่ตลาดญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก ก่อนจะมีการประเมินข้อดีข้อเสียต่อไปเพื่อขยายไปสู่ตลาดโลก

เวลานี้ Toyota มีความคืบหน้าอย่างมากในการพัฒนารถไร้คนขับ โดยมีการเปิดตัวรถยนต์วิจัย 3.0 (3.0 self-driving research car) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา จากนั้นในเดือน มี.ค. ก็สร้างธุรกิจใหม่มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่จำเป็น ซึ่งโครงการหลังถูกสร้างให้ทำงานควบคู่ไปกับสถาบันวิจัย Toyota Research Institute ซึ่งขับเคลื่อนโดยทุนจดทะเบียน 1 พันล้านดอลลาร์

ส่วนในเดือน ม.ค. ที่งาน CES ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของแดนอาทิตย์อุทัย เผยว่าพวกเขากำลังทำงานร่วมกับ Amazon, Uber, Didi, Mazda และ Pizza Hut ในการพัฒนารถไร้คนขับที่สามารถนำไปใช้ในการขนส่งผู้โดยสารหรือพัสดุสิ่งของ ซึ่งพันธมิตรทางธุรกิจเหล่านี้ล้วนแต่เกิดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา e-Palette

โครงร่างบริการ MONET

AHEAD TAKEAWAY

โครงการ MONET สร้างขึ้นภายใต้เงินทุน 2 พันล้านเยน (ราว 570 ล้านบาท) โดยต่างฝ่ายต่างถือหุ้นคนละครึ่ง แต่ SoftBank ถือมากกว่าเล็กน้อย ที่ 50.25 เปอร์เซ็นต์

Toyota เล็งเป้าจะเปิดตัวบริการรถไร้คนขับพลังไฟฟ้า e-Palette เต็มตัวในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน โตเกียว 2020 ซึ่งการจับมือกับบริษัทของ Masayoshi Son ครั้งนี้ ก็คือการต่อยอด e-Palette ให้กลายเป็นบริการหลากหลายรูปแบบหลังจากจบทัวร์นาเมนต์โอลิมปิก (หรืออาจคาบเกี่ยวกัน)

โครงการวางเป้าหมายการให้บริการไว้ 5 ส่วน ประกอบด้วย รถโดยสารสำหรับบุคคลทั่วไป, การขนส่งพัสดุสินค้า, เดลิเวอรี่อาหารและเครื่องดื่ม, ออฟฟิศเคลื่อนที่ และบริการทางการแพทย์ เช่นการทำให้รถเป็นศูนย์ตรวจสุขภาพเคลื่อนที่

การขยับตัวครั้งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับกำลังถูกผลักดันอย่างเต็มที่จากบรรดาค่ายรถชั้นนำทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และเอเชีย

เพราะในวันเดียวกันนี้ยังมีทาง Honda ที่ประกาศการทุุ่มเงินมหาศาลถึง 2,750 ล้านดอลลาร์ (ราว 89,000 ล้านบาท) ลงทุนในส่วนพัฒนาเทคโนโลยีรถไร้คนขับของ General Motors อย่าง GM Cruise

Honda ตกลงจ่ายเงิน 750 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นสัดส่วน 5.7 เปอร์เซ็นต์ของ Cruise Automation บริษัทลูกของ GM จากนั้นจะมีการลงทุนเพิ่มเติมเป็นจำนวน 2,000 ล้านดอลลาร์ในระยะ 12 ปี

ขณะที่ Toyota จับมือกับ SoftBank ทางฝั่ง Honda ก็เข้าเป็นพันธมิตรกับ GM สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ตลาดรถยนต์ไร้คนขับกำลังจะเกิดการแข่งขันอย่างหนักหน่วงในอนาคตอันใกล้

 

เรียบเรียงจาก
Son and Toyota team up to develop services powered by self-driving vehicles
Toyota, Son to partner in future car technologies
Honda to invest $2.8bn in GM’s self-driving car unit

นักลงทุนผู้ค้นพบ Yahoo! และ Alibaba รายนี้ ปัจจุบันอยู่เบื้องหลังความเชื่อมโยงของผู้ให้บริการเรียกรถ หรือ ride hailing service ทั่วโลก เขามีอิทธิพลในวงการนี้มากแค่ไหน ไปดูกัน

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน