กองทุน Vision Fund ของ Masayoshi Son แห่ง SoftBank ที่อยู่เบื้องหลังบริษัทเทคโนโลยีดังๆมากมาย ส่อแววถูกบอยคอตต์จากทั้งนักลงทุนและสตาร์ทอัพต่างๆ หลังมกุฎราชกุมาร Mohamed Bin Salman ผู้ให้การสนับสนุนหลัก ตกเป็นข่าวพัวพันเบื้องหลังการสังหาร Jamal Khashoggi ผู้สื่อข่าวอิสระ และคอลัมนิสต์ของ Washington Post เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

Jamal Khashoggi
มกุฏราชกุมารแห่งซาอุฯ และ Jamal Khashoggi (ภาพจาก business insider)

 

Son แห่ง SoftBank Group ตั้งกองทุนนี้ขึ้นในปี 2016 และสามารถระดมทุนได้ถึง 98,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเน้นไปที่การลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีต่างๆทั่วโลก อาทิ Uber, WeWork, Didi Chuxing และ Slack Technologies ฯลฯ ในจำนวนนี้ ราวครึ่งหนึ่งเป็นเงินจากมกุฎราชกุมาร Bin Salman หลังรับฟังการนำเสนอไอเดียของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เพียง 45 นาที

อย่างไรก็ตาม หลังมีรายงานว่า Bin Salman มีส่วนรู้เห็นกับการสังหาร Jamal Khashoggi ระหว่างที่คอลัมนิสต์ของ Washington Post ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยจากซาอุฯ ไปใช้ชีวิตในสหรัฐ เข้าไปจัดการเรื่องเอกสารหย่าร้างกับอดีตภรรยา ที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ในกรุงอิสตันบูล เมื่อต้นเดือนตุลาคม ก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทุนดังกล่าว และบริษัทที่เกี่ยวข้องทันที

โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของ SoftBank Group ที่ดูแลกองทุนดังกล่าวอยู่ ก็ตกลงถึง 19% ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบสองปี

ขณะที่ Dara Khosrowshahi ซีอีโอของ Uber ก็ขอถอนตัวไม่เข้าร่วมงาน Davos in the Desert ที่ซาอุฯอย่างกะทันหัน ส่วนนักวิเคราะห์ก็คาดว่า SoftBank และกองทุน Vision Fund จะถูกบอยคอตต์จากเหล่าสตาร์ทอัพและบริษัทในซิลิคอน วัลลีย์อย่างแน่นอน

“หากทางซาอุฯมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมครั้งนี้จริง จะมีบริษัทมากมายถอนตัวไม่ข้องเกี่ยวกับกองทุนนี้แน่” Chris Lane นักวิเคราะห์จาก Sanford C. Bernstein & Co.

“นั่นหมายถึงโอกาสที่ Vision Fund จะบรรลุข้อตกลงใหม่ๆยากขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตั้งกองทุน Vision Fund 2 อย่างที่ Son เคยประกาศไว้เลย”

Jeff Kingston ศาสตราจารย์จาก Temple University ในโตเกียว ก็เสริมว่าเรื่องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ Vision Fund และ SoftBank แน่นอน เพราะปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีหลายๆราย พยายามที่จะแยกตัวออกจากการทำธุรกิจหรือสัญญาต่างๆ หากมีเรื่องพัวพันกับการเมือง เหมือนที่ Google ถูกพนักงานเรียกร้องให้ยกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เมื่อเร็วๆนี้

“จากนี้ Son จะเจอกับการต้อนรับที่เย็นชาจากผู้ก่อตั้งในซิลิคอน วัลลีย์มากขึ้น คนเหล่านี้มีเป้าหมายที่ต้องการเห็นโลกพัฒนาไปมากกว่าเดิม และยากที่จะยอมรับเงินจากนักลงทุนที่มีประวัติติดลบอย่างราชวงศ์ซาอุฯ”

ด้านโฆษกของ SoftBank ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆถึงเรื่องนี้ ส่วนตัวแทนของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ ก็ปฏิเสธว่ามีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรม Khashoggi ตามที่สื่อฝั่งตะวันตกระบุ

แต่ทางการซาอุฯ ก็เตรียมที่จะทำการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว หลังพบหลักฐานบางอย่างที่เชื่อมโยงว่ากลุ่มผู้สังหารนั้น เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งในรัฐบาล หรือทำงานให้กับมกุฎราชกุมาร Bin Salman

CNN อ้างแหล่งข่าวรายหนึ่งว่าอาจมีการสรุปรายงานว่าคนกลุ่มนี้ทำไปโดยพละการ ขณะที่แหล่งข่าวอีกราย ก็เผยกับ Wall Street Journal ว่าอาจมีการระบุในรายงานว่าการเสียชีวิตของ Khashoggi อาจเป็นอุบัติเหตุระหว่างการถูกสอบปากคำ

 

AHEAD TAKEAWAY

การสังหาร Jamal Khashoggi ผู้สื่อข่าวอิสระ และคอลัมนิสต์ของ Washington Post ส่อแววว่าจะลุกลามใหญ่โต เป็นเรื่องราวระดับประเทศค่อนข้างแน่

จากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่พยายามกดดันให้ทางการซาอุฯชี้แจง ตั้งแต่ตอนที่ Khashoggi หายตัวไป พร้อมประกาศจะใช้มาตรการลงโทษซาอุฯขั้นรุนแรง หากรัฐบาลมีส่วนรู้เห็นจริง ส่งผลให้ทางซาอุฯ ก็ขู่จะตอบโต้กลับด้วยวิธีรุนแรงเช่นกัน จนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดการเงินทั่วโลกในเวลานี้

ส่วนเหตุผลที่หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่ Mohamed Bin Salman นั้น เป็นเพราะ Khashoggi ซึ่งคยเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลและราชวงศ์ซาอุฯ ก่อนลี้ภัยไปใช้ชีวิตในสหรัฐ หลังเหตุการณ์ Arab Spring มักวิจารณ์มกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯโดยตลอด และถึงแม้จะได้ปฏิเสธเรื่องการมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เรื่องสงบลงได้

นอกจาก Khosrowshahi ซีอีโอ Uber จะถอนตัวจากงาน Davos in the Desert ที่กรุงริยาด ในสัปดาห์หน้าแล้ว บริษัทอื่นๆ อย่าง GM, JP Morgan, Ford หรือ Google ต่างก็ถอนตัวจากการประชุมครั้งนี้เช่นกัน

ไม่น่าแปลกใจที่หลายฝ่ายจะมองว่า Son และกองทุน Vision Fund ที่เงินกว่าครึ่งหนึ่งมาจาก Bin Salman จะเจอปัญหาใหญ่รออยู่

เพราะในโลกธุรกิจ แม้เงินทุนจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ภาพลักษณ์และความโปร่งใส โดยเฉพาะที่มาของเงิน ก็มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่ากัน

สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษจากนี้ไป คือ Son จะเลือกรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ และบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย

“นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญทั้งสำหรับ Son และบริษัทในซิลิคอน วัลลีย์ทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับเขา มันจะเป็นตัวบ่งบอกว่าเนื้อแท้ของเขาและคนเหล่านั้นเป็นอย่างไรกันแน่?”

 

เรียบเรียงจาก

SoftBank CEO Masayoshi Son, the Saudi crown prince and a $22 billion test of values

Khashoggi: Trump says US asked for audio ‘if it exists’

Khashoggi case: All the latest updates

 

Masayoshi Son คือนักลงทุนผู้ค้นพบทั้ง Yahoo! และ Alibaba ขณะที่ปัจจุบัน เจ้าตัวก็อยู่เบื้องหลังผู้ให้บริการเรียกรถ (ride hailing service) ทั่วโลก

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments