Google เอาจริง เตรียมเรียกเก็บค่าไลเซนส์จากผู้ผลิตอุปกรณ์ในทวีปยุโรป สำหรับการติดตั้งแอพพลิเคชั่นและบริการต่างๆของบริษัท ในสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษจากสหภาพยุโรป (EU) ในข้อหาผูกขาดการใช้งาน

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากสหรัฐ ถูกตัดสินจาก คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อ 18 ก.ค. ว่ามีความผิดฐานเข้าข่ายผูกขาดการค้า สำหรับการใช้ความได้เปรียบที่เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ บีบให้ผู้ผลิตติดตั้งแอพและบริการต่างๆของ Google อาทิ เบราเซอร์ Chrome, YouTube, Maps และ Gmail ในสมาร์ทโฟนที่รันด้วย OS ดังกล่าว

โดยมีโทษปรับเงินก้อนโต 5,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 165,000 ล้านบาท) พร้อมคำสั่งให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจภายในวันที่ 28 ต.ค. หากไม่ต้องการได้รับบทลงโทษเพิ่มเติม

เพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับดังกล่าว ได้มีการโพสต์แนวทางใหม่ในบล็อกของ Hiroshi Lockheimer รองประธานอาวุโสฝ่ายแพลตฟอร์มและระบบนิเวศน์ ว่าตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. บริษัทจะเรียกเก็บค่าใบอนุญาตใช้งาน จากผู้ผลิตที่ต้องการติดตั้งแอพของ Google และ Play Store “เฉพาะในอุปกรณ์ที่จะมีการจัดส่งไปขายในกลุ่ม EU” ขณะที่ลูกค้าทั่วไปยังคงไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย

Lockheimer อธิบายต่อว่าการปรับเปลี่ยนนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับคำตัดสิน ในขณะที่กำลังรอผลการอุทธรณ์ แต่ไม่ได้ชี้แจงว่าไลเซนส์ดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่ายเท่าใด เพียงแค่ระบุว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำไปช่วยพัฒนาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องผลักภาระไปยังผู้ใช้งาน

“การติดตั้งเสิร์ชเอ็นจิ้นและ Chrome ร่วมกับแอพอื่นๆ ของเรา ช่วยให้เราสามารถสร้างการพัฒนาและการแจกจ่ายอย่างฟรีๆ ของแอนดรอยด์ แต่หลังจากนี้เราจะนำเสนอการทำข้อตกลงแบบจ่ายเงินลักษณะใหม่สำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่จัดส่งไปยังเขตเศรษฐกิจของยุโรป”

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สอดคล้องกับคำกล่าวของ Pichai เมื่อเดือน ก.ค. ที่ว่าบริษัทอาจต้องเริ่มต้นเรียกเก็บเงินสำหรับแอพพลิเคชันตามคำตัดสินของ EC ซึ่งเขากล่าวว่าบทลงโทษ “ส่งผลต่อความสมดุลของระบบแอนดรอยด์ และยังส่งสัญญาณที่น่าหนักใจให้แก่ระบบที่เป็นกรรมสิทธิ์เหนือแพลตฟอร์มแบบเปิด”

AHEAD TAKEAWAY

ปัจจุบัน แอนดรอยด์ คือ OS บนสมาร์ทโฟนและแท็บเลท ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในโลก คือราวๆ 72%

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ แอนดรอยด์ เป็น OS ยอดนิยม คือการไม่เก็บค่าไลเซนส์ใดๆจากผู้ผลิต สำหรับการนำไปติดตั้งบนดีไวซ์ต่างๆ แต่ยังมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่า iOS ที่เป็นเอกซ์คลูซีฟสำหรับดีไวซ์ของ Apple เท่านั้น

แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำข้อตกลงอื่นๆ อาทิ กำหนดให้ผู้ผลิตต้องติดตั้งแอพพลิเคชัน Google Search และเบราเซอร์ Chrome ในดีไวซ์เหล่านั้น ในฐานะเงื่อนไขสำหรับการอนุญาตใช้งาน Play Store

เพราะเหตุผลหลักๆในเรื่องนี้ คือรายได้กว่า 50% ของรายได้สุทธิจากโฆษณาดิจิทัลของ Google ก็มาจากโฆษณาบนสมาร์ทโฟน (ผ่าน Search และ Chrome) นั่นเอง

แต่ข้อบังคับดังกล่าว ก็ถูกตีความว่าเป็นการ “ผูกขาด” ไม่ให้ผู้ผลิตเหล่านี้มีทางเลือกในการติดตั้งเบราเซอร์ตัวอื่นๆโดยปริยาย (เป็นคนละกรณีกับผู้ใช้งาน เพราะผู้ใช้งานสามารถเลือกลงเบราเซอร์อื่นๆเองได้ในภายหลัง)

ทว่า เมื่อถูกบีบด้วยข้อบังคับจาก EU บริษัทจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปรับแนวทางใหม่ โดยที่ Lockheimer ยืนยันว่าตัว OS จะยังคงฟรีสำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็คือบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ ซึ่งจะมีทางเลือกคือ

1) ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฟน โดยไม่มี Play Store หรือแอพจาก Google (ไม่มีค่าไลเซนส์)
2) ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ที่ติดตั้ง Play Store และแอพอื่นของ Google (จ่ายค่าไลเซนส์) แต่สามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้ง Chrome และ Google Search หรือไม่ โดยไม่มีการบังคับเหมือนที่ผ่านมา

ผู้ผลิตรายใดที่ไม่ต้องการเสียค่าไลเซนส์ ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ เหมือนที่ Amazon ทำกับ Fire OS ซึ่งมีพื้นฐานจากแอนดรอยด์ เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่ขายในจีน ซึ่งไม่สามารถใช้งาน Google Search และอีกหลายฟีเจอร์ได้เช่นกัน

แต่ปัญหาก็จะย้อนกลับมาที่จุดเดิม คือรายได้จากโฆษณาของ Google ที่ไหลผ่าน Chrome และ Search ในโซนยุโรปจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้พันธมิตรผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ หรือแม้แต่บรรดานักพัฒนา third party ในการพัฒนาแอพและบริการอื่นๆขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับบริการของ Google บ้าง

 

เรียบเรียงจาก
Google to start charging for apps after EU fine
Google will start charging Android device makers a fee for using its apps in Europe
Google could finally face serious competition for Android

 

ความน่าสนใจอีกอย่างก็คือเป็นไปได้ไหมที่บริษัทอื่นๆจะสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแข่งขันกับ Google หรือไม่ ในเมื่อยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ก้าวหน้าไปไกล ถึงขนาดสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่ตอบโต้บทสนทนาได้เหมือนมนุษย์จริงๆแล้ว

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments