แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ
แต่ในทางเศรษฐกิจ มีตัวเลขที่น่าสนใจว่าเทศกาลฮัลโลวีนนั้น
ถือเป็นเทศกาลที่ชาวอเมริกันใช้จ่ายสูงเป็นอันดับสองของปี

เห็นได้จากตัวเลขในปี 2016 ว่าในสหรัฐและอเมริกาเหนือ
ธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลปล่อยผี
มีมูลค่ารวมสูงถึง 8,400 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

หลักๆ ก็คือธุรกิจคอสตูม
ที่เงินสะพัดเกินกว่า 1 ใน 3 ของตัวเลขทั้งหมด คือ 3,140 ล้านดอลลาร์
ส่วนที่เหลือจะกระจัดกระจายกันไปตามธุรกิจต่างๆ

ในจำนวนนั้น ก็ต้องนับรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย
เพราะช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี ก็เป็นธรรมเนียมไปแล้ว
ที่จะมีภาพยนตร์สยองขวัญออกฉายตามช่วงเทศกาล

และหนึ่งในภาพยนตร์แนวสั่นประสาทสุดคลาสสิค
ที่ยังถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอในเทศกาลนี้
ก็คือ Halloween ผลงานการกำกับของ John Carpenter ในปี 1978
ซึ่งจะมีอายุครบ 4 ทศวรรษในปีนี้พอดี

 

โปสเตอร์ของ Halloween ฉบับออริจินอล

Halloween ต้นฉบับนั้น
จัดเป็นหนึ่งในภาพยนตร์จากผู้สร้างอิสระที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล
และยังเป็นใบเบิกทางชั้นดีสำหรับผู้เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ทั้งในฐานะผู้บุกเบิกภาพยนตร์ฆาตกรโรคจิตไล่เชือดเหยื่อ (slasher films)
การแจ้งเกิดบนจอเงินหนแรกของ Jamie Lee Curtis ในบทผู้ถูกไล่ล่า
รวมถึงการสร้างชื่อให้ John Carpenter
ในฐานะผู้กำกับหนังสยองขวัญระดับขึ้นหิ้งในเวลาต่อมา

แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้นั้น
การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความทุลักทุเล

เพราะเดิมที Carpenter นั้น มีเฉพาะไอเดีย
เกี่ยวกับการไล่ล่าระหว่างฆาตกรโรคจิตกับเหยื่อในบ้านร้าง
และตั้งชื่อโปรเจกต์นี้ว่า ‘The Babysitter Murders’

แต่โปรดิวเซอร์ Irwin Yablans แนะนำว่ามันจะดูน่าสนใจมากขึ้น
ถ้าทีมงานผูกโยงเหตุการณ์เข้ากับเทศกาลใดเทศกาลหนึ่งเป็นหลัก

Carpenter จึงตัดสินใจเลือกเทศกาลฮัลโลวีนมาใช้
เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แต่การเลือกวันปล่อยผีเป็นธีมของเรื่อง
ก็นำมาสู่ข้อจำกัดอย่างแรก คือเรื่องเวลา

การต้องฉายในช่วงเทศกาลฮัลโลวีน ปีเดียวกัน
ภารกิจของ Carpenter และทีมงาน
จึงต้องเร่งให้การถ่ายทำเสร็จสิ้นภายในยี่สิบวัน
เพื่อเข้าสู่ช่วงโพสต์โปรดักชั่นต่อไป

แต่นั่นอาจไม่วุ่นวายเท่ากับข้อจำกัดเรื่อง งบประมาณ
จนหลายครั้งทีมงานต้องหาสารพัดวิธีแก้ไขเฉพาะหน้า

 

บ้านร้างที่ถูกแปลงโฉมให้เป็นบ้านของ Michael Myers ในภาพยนตร์

อาทิ สถานที่ซี่งสมมติให้เป็นบ้านของ Michael Myers
ก็เป็นบ้านร้างจริงๆ
และในการถ่ายทำวันสุดท้าย
ทีมงานทุกคนก็ต้องช่วยกันซ่อมแซม
และทาสีให้ดูเหมือนบ้านที่มีคนอาศัย
เพื่อใช้ถ่ายทำฉากแรกที่ปรากฎในภาพยนตร์

ระหว่างถ่ายทำ ตัวละครหลักทุกคนก็ต้องหาเสื้อผ้ามาเข้าฉากเอง
Jamie Lee Curtis ซึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ในเวลานั้น
เล่าว่าเธอเองก็มีเงินไม่มากนัก
แต่ก็ยังต้องใช้เงินไปราวๆ 100 ดอลลาร์ เพื่อให้การถ่ายทำดำเนินไปได้

 

หน้ากากกัปตันเคิร์ก ที่แสดงโดย วิลเลียม แชทเนอร์ ถูกดัดแปลงมาเป็นหน้ากาก ไมค์ ไมเออร์ส

หน้ากากที่ Michael Myers ฆาตรกรโรคจิตในเรื่องสวม
ก็ดัดแปลงจากหน้ากากยาง Captain Kirk
ตัวละครเอกจาก Star Trek (รับบทโดย William Shatner)
ที่ซื้อจากร้านของเล่นในราคาแค่ 2 ดอลลาร์
ก่อนนำมาดึงจนยืดผิดรูป
แต่มันก็กลายเป็นภาพจำของภาพยนตร์ชุดนี้ในที่สุด

ทุกครั้งที่ Carpenter สั่งคัท
ทีมงานก็ต้องคอยเก็บใบไม้เทียมที่โปรยไว้บนพื้นไม่ให้ปลิวหายไป
เพื่อนำกลับมาใช้ตลอดการถ่ายทำ
เพราะเหตุการณ์ในเรื่องเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง
แต่การถ่ายทำมีขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลายฉากในเรื่อง ยังปรากฎต้นไม้ที่มีใบเขียวชอุ่ม
แต่ก็เป็นเรื่องสุดวิสัยสำหรับทีมงานในเวลานั้น

ในเรื่องเทคนิคการถ่ายทำ
Halloween ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ใช้ Panaglide
(อุปกรณ์กันสั่นแบบ Steadicam ให้ช่างภาพเคลื่อนที่ตามเป้าหมายได้)
เหตุผลจริงๆที่ Carpenter เลือกใช้อุปกรณ์นี้
เพราะเขาต้องการเก็บภาพต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ชอตสำหรับการตัดต่อมากที่สุด
โดยใช้เวลาในการถ่ายทำน้อยที่สุด

แม้แต่เพลงประกอบ เขาก็ยังเป็นคนแต่งเอง
โดยใช้เวลาเพียงสามวัน
และอาศัยทักษะจากการเล่นกลองบองโกที่พ่อเป็นคนสอนเท่านั้น

แม้จะทุลักทุเลขนาดนี้ แต่ก็คุ้มค่าความพยายามของทีมงาน
เพราะหลังออกฉายในสหรัฐ ในเดือนตุลาคม 1978
Halloween ก็ทำรายได้ถึง 47 ล้านดอลลาร์
ทั้งที่ใช้ทุนสร้างเพียง 320,000 ดอลลาร์

นอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นของ slasher films ทั้งหลาย
แฟรนไชส์ Halloween ยังมีภาคต่อตามมาอีกเกือบสิบตอน
รวมถึงภาคล่าสุดที่ใช้ชื่อเดียวกัน
และถูกวางให้เป็น “ภาคต่อ” ของฉบับออริจินอลด้วย

แต่ก็ไม่มีภาคไหนเลย ที่จะได้รับคำยกย่อง
เทียบเท่ากับต้นตำรับนักเชือดซึ่งกำลังจะอายุครบ 40 ปีในปีนี้
แม้จะถูกสร้างขึ้นโดยงบและเวลาที่จำกัดก็ตาม

 

เรียบเรียงจาก

John Carpenter Q&A: Why ‘Halloween’ Didn’t Need Sequels & What Scares The Master Of Horror

Due to its low budget, the prop department of Halloween1978 was forced to use a cheap Star Trek mask of William Shatner.

Test Footage From John Carpenter’s ‘Halloween’ Using Steadicam Competitor Panaglide

 

ข้อจำกัดบางครั้ง ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีให้กับไอเดียสร้างสรรค์ หนึ่งในสตาร์ทอัพที่สร้างชื่อจากการแก้ปัญหาแบบแหวกแนวจนประสบความสำเร็จ ก็คือ Airbnb นั่นเอง

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments