อีลอน มัสค์ และ Tesla ประสบความสำเร็จตามเป้า สร้างผลกำไรให้กับบริษัทได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี ที่จำนวน 312 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,296 ล้านบาท) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี และเป็นหนแรกหลังผลประกอบการติดลบมาต่อเนื่องถึง 7 ไตรมาสติดต่อกัน

หลายปีมานี้ ผู้ผลิต EV ไฮเอนด์ ต้องเจอวิกฤตทางการเงินต่อเนื่อง จนได้รับการคาดหมายว่าอาจถึงขั้นล้มละลาย แต่ มัสค์ ซึ่งเคยตั้งเป้าไว้ว่าจะนำบริษัททำกำไรได้ ภายในไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ของปี 2018 ก็สยบข่าวลือดังกล่าวสำเร็จ ด้วยตัวเลขกำไรสุทธิ 312 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,296 ล้านบาท)

ส่งผลให้ราคาหุ้นเมื่อปิดตลาดวันพุธที่ผ่านมา พุ่งขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 320 ดอลลาร์ (ราว 10,560 บาท) คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนของรายได้ภาพรวม ไตรมาสล่าสุดนี้อยู่ที่ 6,820 ล้านดอลลาร์ (ราว 225,060 ล้านบาท) ขณะที่ไตรมาสที่ 2 ซึ่งมีรายได้ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 132,000 ล้านบาท)แต่หักลบแล้วไม่มีกำไร

การปิดไตรมาสที่ผ่านมาด้วยผลกำไร นับเป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของบริษัทที่มีผลประกอบการเป็นบวก ซึ่งเป็นผลจากการเร่งเครื่องผลิตและจัดส่งรถรุ่น โมเดล 3 ให้ถึงมือผู้สั่งจองได้เป็นจำนวนมาก โดยสามารถจัดส่งรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้ถึง 83,500 คัน (เป็นโมเดล 3 อยู่ 55,840 คัน) ในช่วงไตรมาสที่ 3 จากการเปิดเผยเมื่อ 2 ต.ค. ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าไตรมาสที่ 2 ถึงสองเท่า

ผลประกอบการเป็นบวกในไตรมาสล่าสุด ยังทำให้บริษัทมีกระแสเงินสด (free cash flow) อยู่ที่ประมาณ 881 ล้านดอลลาร์ (ราว 29,073 ล้านบาท) เทียบกับจำนวนติดลบ 1,416 ล้านดอลลาร์ (ราว 46,728 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันนี้ของปีก่อน ส่วนเงินสดรวม (total cash) เพิ่มขึ้น 731 ล้านดอลลาร์ (ราว 24,123 ล้านบาท) จนไปอยู่ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 99,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังนับเป็นข่าวดีว่าสถานะทางการเงินของบริษัทดีขึ้นเป็นลำดับ หากเทียบกับช่วงเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ขาดทุนมากถึง 619 ล้านดอลลาร์ (ราว 20,427 ล้านบาท)

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น มัสค์ คาดการณ์ว่าโมเดล 3 จะมีศักยภาพเติบโตในตลาดได้มากกว่ารถซีดานระดับพรีเมียมของค่ายอื่นๆ อีกทั้งลูกค้าบางส่วนก็มีการขายรถที่ราคาถูกกว่าออกไปเพื่อหันมาซื้อโมเดล 3 ที่มีราคาเริ่มต้น 49,000 ดอลลาร์ (ราว 1.6 ล้านบาท)

“ความสามารถในการทำกำไรของโมเดล 3 เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของเรามีความยั่งยืน นี่คือสิ่งที่หลายคนบอกว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้”

ณ เวลานี้ การขายโมเดล 3 ยังคงจำกัดอยู่เพียงในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเพียงเท่านั้น ซึ่งก็สามารถสร้างผลกำไรได้แล้วดังกล่าว แต่มัสค์ยืนยันว่าเป้าหมายระยะยาวของตนและบริษัทคือการขายโมเดล 3 ในตลาดโลก พร้อมกับเชื่อมั่นว่าระดับความต้องการของผู้บริโภคสำหรับรถรุ่นนี้ จะสูงถึงหลัก 5 แสน – 1 ล้านคัน ต่อปี

 

ประกาศลุยจีนปีหน้า, เปิดตัวรุ่นราคาประหยัด

ในจดหมาย ซีอีโอ Tesla ยังถือโอกาสเปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์รุ่นโมเดล 3 จะถูกดำเนินการในโรงงานใหม่ที่ประเทศจีน อย่างแน่นอนในปี 2019 และเตรียมจะเริ่มเปิดรับคำสั่งจองจากลูกค้าในจีน รวมถึงในประเทศต่างๆ ของทวีปยุโรป ก่อนสิ้นปีนี้

“เรามีเป้าหมายที่จะนำบางส่วนของการผลิตโมเดล 3 ไปยังประเทศจีนในช่วงปี 2019 และเพื่อเพิ่มระดับการจัดหาและการผลิตในท้องถิ่น การผลิตในประเทศจีนจะมีขึ้นเฉพาะสำหรับลูกค้าในท้องถิ่นเท่านั้น”

ส่วนการจัดส่งรถให้กับลูกค้าในแถบยุโรป จะเริ่มในช่วงต้นปี 2019 “ตลาดของรถซีดานพรีเมียมขนาดกลางในยุโรป มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับในสหรัฐอเมริกา นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงตื่นเต้นในการที่จะนำโมเดล 3 ไปสู่ยุโรปในช่วงต้นปีหน้า”

ทั้งนี้ Tesla มีแผนจะสร้างโรงงานใหม่แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกสหรัฐฯ ในเมืองหลินกัง นครเซี่ยงไฮ้ และแม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มต้นก่อสร้าง แต่ก็ผ่านการทำสัญญาซื้อที่ดิน 210 เอเคอร์ได้แล้วในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงทำสัญญากับเทศบาลเซี่ยงไฮ้สำหรับการสร้างโรงงานที่จะมีกำลังผลิตรถยนต์สูงถึง 500,000 คันต่อปี (ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า) ไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

นอกจากนั้น แผนการยังมีการเตรียมเปิดตัวโมเดล 3 รุ่นราคาประหยัด 35,000 ดอลลาร์ (ราว 1.15 ล้านบาท) ที่บริษัทเผยว่า “กำลังทำงานหนัก” เพื่อคลอดออกสู่ตลาดให้ได้ในเร็ววัน จากที่ตอนนี้ รุ่นราคาต่ำสุดคือเวอร์ชั่นกลางของโมเดล 3 ที่สามารถวิ่งได้ประมาณ 260 ไมล์ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ซึ่งมีราคา 46,000 ดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านบาท)

สำหรับตัวราคาประหยัด 35,000 ดอลลาร์ มัสค์ระบุว่า อาจสามารถวางตลาดได้อย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.พ. ศกหน้า

 

AHEAD TAKEAWAY

แม้จะกัดฟันฮึดจนทำกำไรได้สำเร็จ แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่าบริษัทยังไม่น่าจะประคองผลประกอบการให้เป็นบวกต่อไปได้นานนัก

เพราะยังต้องมีการลงทุนในหลายส่วน โดยเฉพาะการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งว่ากันว่าจะผลาญงบไปสูงถึงกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 165,000 ล้านบาท) ทีเดียว

แต่ในมุมกลับ หากพิจารณาว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นในไตรมาสล่าสุดนี้ มาจากการขายรถเพียงในสหรัฐฯ และแคนาดาเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่โรงงานในจีนพร้อม จนสามารถรับออเดอร์จากฝั่งยุโรปและเอเชีย ก็มีโอกาสที่บริษัทจะพลิกฟื้นกลับมาทำกำไรต่อเนื่องได้ในอนาคตเช่นกัน

แม้นั่นจะยังเป็นเป้าหมายที่อีกยาวไกล แต่การสร้างผลกำไรให้กับบริษัทได้อย่างที่ประกาศไว้ ก็น่าจะกอบกู้ระดับความน่าเชื่อถือของมัสค์กลับมาได้ไม่น้อยทีเดียว

 

เรียบเรียงจาก
Tesla earns its first profit in two years
Tesla delivers profit: ‘Many argued’ it was ‘impossible,’ CEO Elon Musk says
Tesla to bring portion of Model 3 production to China next year

นอกจากรถ EV แล้ว ยานอวกาศและจรวดก็เป็นของชอบของป๋าอีลอนเช่นกัน ถึงขนาดทำเป็นธุรกิจสำรวจอวกาศกันเลยทีเดียว ไปติดตามเรื่องราวของ SpaceX และคู่แข่งอย่าง Blue Origin กัน

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments