อย่างที่ AHEAD ASIA นำเสนอมาตลอด AI นั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

ไล่ตั้งแต่ชิปประมวลผลในสมาร์ทโฟนของคุณ ไปจนถึงเครื่องดูด***อัจฉริยะ ที่รู้ใจคุณมากกว่าแฟน

และในอนาคต มันจะเข้ามาเกี่ยวพันกับแทบทุกอุตสาหกรรม และทุกเรื่องในชีวิตคุณ จากมุมมองของ แอนดรูว์ อึ้ง (Andrew Ng) หนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีนี้ ร่วมกับ Google และ Baidu

แอนดรูว์ อึ้ง คือผู้ร่วมก่อตั้ง Google Brain แผนกวิจัยการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แบบ deep learning ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีด้าน AI ต่างๆที่ต่อยอดมา อาทิ การจดจำใบหน้าและเสียง ฯลฯ อีกมากมาย

ที่ Baidu เขายังรับบทเป็นหัวหน้าทีมนักวิจัย ที่มีพนักงานในสังกัดกว่า 1,300 คน ดูแลแผนกพัฒนาเสิร์ชเอ็นจิน ผู้ช่วยอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้กับยักษ์ใหญ่จากจีน

ปัจจุบัน อึ้ง เป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสาย AI สองราย ในแคลิฟอร์เนีย คือ deeplearning.ai และ Landing AI หลังลาออกจากงานที่ Baidu มาเมื่อเดือนเมษายน 2017

และเมื่อเร็วๆนี้ เจ้าตัวก็ได้รับเชิญให้ขึ้นเวที WSJ D.Live Asia เพื่อนำเสนอมุมมองต่อโลกอนาคต ว่า AI จะมีบทบาทสำคัญกับชีวิตเรา มากขนาดไหน

 

#1
AI จะเป็นสาธารณูปโภคที่ขาดไม่ได้

ในมุมมองของ อึ้ง นั้น ปัญญาประดิษฐ์ จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำหรับใช้งานทั่วไป ไม่ต่างอะไรกับ ไฟฟ้า และ อินเตอร์เน็ต ในปัจจุบัน

ทุกอุตสาหกรรมต่างๆจะหันมาพึ่งพา AI มากขึ้นในฐานะเครื่องทุ่นแรง

“ทุกวันนี้ ผมนึกภาพอุตสาหกรรมหรือรัฐต่างๆที่ดำเนินงานโดยปราศจากอินเตอร์เน็ตไม่ออกเลยจริงๆ และในอนาคต เรื่องแบบนี้ ก็จะเกิดขึ้นกับปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน”

 

#2
ชดเชยการเลิกจ้าง ด้วยรายได้พื้นฐานแบบมีเงื่อนไข

ปัจจุบัน เริ่มมีการพูดถึงการลดพนักงานในองค์กร เพื่อนำหุ่นยนต์และ AI มาทดแทนมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะนำไปสู่การสร้างอาชีพใหม่ๆขึ้นมาทดแทน แต่ อึ้ง ก็เชื่อว่ารายได้พื้นฐาน (Basic Income) คืออีกหนึ่งองค์ประกอบจำเป็น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมยุคใหม่

รายได้พื้นฐาน คืออะไร?

รายได้พื้นฐาน คือแนวคิดทางเศรษฐกิจที่รัฐ เป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินให้ประชาชนทุกคน (ไม่ใช่ต่อครัวเรือน) ในระดับที่เพียงพอต่อการครองชีพขั้นพื้นฐาน

รายได้พื้นฐานในอุดมคติ เป็นไปอย่าง “ไม่มีเงื่อนไข” ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐีหรือคนไร้บ้าน จะทำงานหรือนอนอยู่บ้านเฉยๆ ก็จะได้รับเงินจำนวนนี้แน่นอน

แต่ อึ้ง มีมุมมองต่างไปเล็กน้อย คือ รายได้พื้นฐานจากรัฐ ควรจะมีเงื่อนไขประกอบด้วยในทางใดทางหนึ่ง คล้ายกับประกันสังคมอื่นๆ เพียงแต่เป็นเงื่อนไขที่ง่ายต่อการปฏิบัติมากกว่า

อาทิ การศึกษา หรือพัฒนาทักษะเพื่อให้พร้อมสำหรับการทำงาน เพื่อตอบแทนสังคมในรูปแบบของการจ่ายภาษี ที่จะนำเงินส่วนนี้ไปหมุนเวียนสำหรับช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

 

#3
การศึกษาต้องถูกปฏิรูป

อึ้ง มองว่าการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาในปัจจุบัน ต่อด้วยระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปใหม่ ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว

ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Coursera ซึ่งทำธุรกิจด้านการศึกษาแบบออนไลน์ อึ้ง อธิบายว่าในการศึกษายุคใหม่ ผู้เรียนจะต้องมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมนั้นๆติดตัว

และการจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคธุรกิจด้วย ซึ่งสามารถเริ่มได้เลยตั้งแต่ ณ ปัจจุบัน ผ่านการสนับสนุนให้เข้าคอร์สวิชาต่างๆ ระหว่างที่เป็นพนักงานองค์กร ซึ่งปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ก็ลดลงมากแล้ว ด้วยการเรียนผ่านคอร์สออนไลน์ต่างๆ

นั่นหมายความว่าหากคุณมีแผนจะเป็นนักวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงสี่ปีในสถาบันศึกษาเพื่อเรียนเขียนโค้ดอีกต่อไป เพราะคุณสามารถเรียนรู้ได้เลยจากคอร์สออนไลน์ต่างๆ

 

#4
หุ่นยนต์และ AI คือเครื่องมือใหม่ในอุตสาหกรรมต่างๆ

อึ้ง มองว่าการที่แต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งเคยจ้างคนจำนวนมาก เพื่อทำการตรวจสอบสิ่งต่างๆด้วยตา จะเริ่มโน้มเอียงเข้าสู่การใช้หุ่นยนต์และซอฟต์แวร์ต่างๆมาทดแทนมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์ตรวจหาชิ้นส่วนที่บกพร่อง ภาคการเกษตรที่ใช้โปรแกรมควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ไปจนถึงระบุช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว

หรือแม้แต่ในกลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่ AI หลายๆตัวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าวินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งสำหรับองค์กรและตัวผู้ใช้บริการลงได้อย่างมาก

 

#5
AI ยังไม่หยุดพัฒนาง่ายๆ

ในอดีต เราเคยมีศัพท์อย่าง AI Winter ซึ่งหมายถึงการหยุดชะงักในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในยุคแรกๆ เนื่องจากเทคโนโลยีอื่นๆพัฒนาตามไม่ทัน

เหตุผลหนึ่งก็คือการพัฒนา AI ในยุคก่อนนั้น ทำกันในวงจำกัด แต่ปัจจุบัน จะเห็นว่าแทบทุกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ล้วนแต่มีการพัฒนา AI ของตัวเองอยู่ ขณะที่ข้อมูลจาก Big Data ก็มีปริมาณมากพอที่จะป้อนให้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไปได้เรื่อยๆ

 

AHEAD TAKEAWAY

ย้อนกลับไปในอดีต เราอาจรู้จักคำว่า AI จากนิยายไซไฟ มากกว่าสื่อต่างๆ

แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ตามที่ Jeff Bezos แห่ง Amazon เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่านี่คือ “ยุคทอง” ของปัญญาประดิษฐ์

เมื่อสมองกลเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ หน่วยงานรัฐ สถาบันหรือองค์กรต่างๆได้แล้ว

เราจึงได้เห็นคำว่า AI กลายเป็นจุดขายของหลายๆผลิตภัณฑ์

เช่นเดียวกับข่าวคราวที่ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ เอาชนะมนุษย์ได้ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการวินิจฉัยโรค การตรวจสอบหาคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม หรือ hate speech ในโซเชียลมีเดีย การเล่นหมากกระดานที่ต้องใช้วิธีคิดซับซ้อน การลงทุน หรือแม้แต่การสร้างสรรค์งานศิลปะ ฯลฯ

และหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จะแย่งงานของเราในอนาคต

ครั้งหนึ่ง Jack Ma เคยกล่าวไว้ในงาน World Economic Forum ว่าตราบใดที่มนุษย์เราไม่สามารถวิ่งแข่งกับรถยนต์ หรือบินแข่งกับเครื่องบินได้

ก็ไม่มีทางที่เราจะเอาชนะคอมพิวเตอร์ได้ในสิ่งที่สิ่งเหล่านี้ถนัด

ในทางกลับกัน เครื่องจักรก็ยังมีช่องโหว่มากมายที่ไม่สามารถเติมเต็มคุณสมบัติที่มนุษย์มีได้ โดยเฉพาะ soft skill ต่างๆ

ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่เราจำเป็นต้องพัฒนาให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ ในยุคที่ AI เหล่านี้ จะถูกนำมาใช้เพื่อเป็น “เครื่องมือ” ให้ชีวิตเราสะดวกสบายและง่ายดายขึ้น

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเราด้วยว่าจะพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆต่อไป หรือหยุดนิ่งเฉยๆและรอให้เครื่องจักรแซงหน้าเราไปได้

เพราะหากปล่อยให้เป็นแบบนั้น สิ่งที่หลายคนกลัวจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา ด้วยน้ำมือของพวกเราเอง

AI คืออะไร การทำงานและการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ จนเป็นอัจฉริยะนั้นทำอย่างไร หาคำตอบไปกับเรา ในคลิปนี้

 

เรียบเรียงจาก

AI Guru Andrew Ng on the Job Market of Tomorrow

How Artificial Intelligence Will Change Everything

 

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments