เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon.com สูญเงินเป็นสถิติถึง 19,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 633,600 ล้านบาท) ภายหลังราคาหุ้นของบริษัทเสื่อมลงถึง 23 % นับตั้งแต่เข้าสู่เดือนตุลาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น ดิ่งลงมากถึง 14% เลยทีเดียว

นับตั้งแต่เข้าสู่เดือนตุลาคม ราคาหุ้นของ Amazon ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 4 ครั้งด้วยกัน เริ่มจาก 6.2% ในวันที่ 10 ต.ค. ตามด้วย 5.9% ในวันที่ 24 และ 7.8% ในวันที่ 26 ต.ค. และล่าสุดวานนี้ อีก 6.3%

เท่ากับว่าในช่วง 11 วัน ราคาหุ้นของบริษัทตกลงถึง 23% ถือว่าแย่ที่สุดสำหรับราคาหุ้นของ Amazon ในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว

สาเหตุของการการเสื่อมมูลค่าครั้งนี้ เป็นผลจากรายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของบริษัทเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งมีรายรับรวม 56,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,867,800 ล้านบาท) ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งคาดไว้ที่ 57,070 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,883,310 ล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นปัจจุบันซึ่งตกลงมาอยู่ที่ 1,539 ดอลลาร์ (ราว 50,787 บาท) หลังปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินของ เบโซส หายไปประมาณ 19,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 633,600 ล้านบาท) เลยทีเดียว แม้จะไม่กระทบต่อสถานะคนที่รวยที่สุดในโลกก็ตาม ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 128,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,224,000 ล้านบาท) ส่วนอันดับสอง ยังคงเป็น บิล เกตส์ แห่ง Microsoft  ที่ 92,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,062,400 ล้านบาท)

ดัชนี Bloomberg Billionaires Index ยังระบุว่าการสูญเงินครั้งนี้ของ เบโซส นับเป็นสถิติใหม่ แซงหน้า มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ของ Facebook ที่เสียไป 16,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 544,500 ล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

 

AHEAD TAKEAWAY

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เจฟฟ์ เบโซส สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการแซงหน้า บิล เกตส์ ขึ้นมาเป็นชายที่รวยที่สุดในโลกคนปัจจุบัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2017

ด้วยอานิสงส์จากราคาหุ้นของ Amazon.com ที่ขยับขึ้นต่อเนื่อง จาก 1,100 ดอลลาร์ (ราว 36,500 บาท) และยังคงแรงต่อเนื่องมาเกือบๆหนึ่งปีเต็ม ไปแตะหลัก 2,000 ดอลลาร์ (ราว 66,400 บาท) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พร้อมกับที่ Amazon กลายเป็นบริษัทอเมริกันรายที่สองที่ไปถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2018

แต่กลายเป็นว่าเมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ราคาหุ้นของบริษัทกลับค่อยๆดิ่งลงเรื่อย จนลงมาอยู่ที่ 1,539 ดอลลาร์ (ราว 50,787 บาท) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การที่ราคาหุ้นของบริษัทตกลงนั้น เป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง เพราะผลประกอบการของบริษัททำได้ไม่ถึงเป้านั่นเอง ซึ่งก็เป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากการที่ธุรกิจหลักๆของบริษัทเริ่มชะลอตัวในช่วงปลายไตรมาสที่สาม ไม่ว่าจะเป็น อีคอมเมิร์ซ, บริการสตรีมมิ่ง Prime จนถึงธุรกิจคลาวด์คอมพิวเตอร์ Web Services (AWS) แม้ในภาพรวม จะถือว่ารายรับของบริษัทยังเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันนี้ของปีที่แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับกรณีราคาหุ้นของ Facebook ซึ่งเกิดจากการสูญเสียความน่าเชื่อถือของตัวบริษัทและผู้บริหาร เมื่อกลางปีนั้น สถานการณ์ของ Amazon อาจไม่น่าเป็นห่วงเท่าก็ได้ เพราะเกิดจากการแผ่วของภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า

และหากมองว่าในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้า เมื่อเทศกาลแบล็คฟรายเดย์มาถึง ยอดการใช้จ่ายของชาวอเมริกันก็น่าจะพุ่งสูงขึ้นตามช่วงเทศกาลไปด้วย ซึ่งก็น่าจะส่งผลในทางบวกต่อผลประกอบการของ Amazon จนทำให้ราคาหุ้นในตลาดกลับมากระเตื้องอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแบบเดียวกันในทุกๆปีที่ผ่านมา

 

ข้อมูลเพิ่มเติม: สถิติการสูญเงินของนักธุรกิจใน 48 ชั่วโมง

1) เจฟฟ์ เบโซส 19,200 ล้านดอลลาร์ (29 ต.ค. 2018)
2) มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก 16,500 ล้านดอลลาร์ (27 ก.ค. 2018)
3) ปาน ซูตง 13,900 ล้านดอลลาร์ (21 พ.ค. 2015)
4) เจฟฟ์ เบโซส 12,700 ล้านดอลลาร์ (10 ต.ค. 2018)
5) เจฟฟ์ เบโซส 9,900 ล้านดอลลาร์ (24 ต.ค. 2018)

 

เรียบเรียงจาก
Amazon shares are cratering — down 6% today, down 23% in the past month
Bezos Sets New Wealth Record, Losing $19.2 Billion Over Two Days

 

สูญเงินเป็นประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ถามว่า จารย์เจฟฟ์ เจ็บไหม ก็อาจจะไม่ก็ได้ เพราะรากฐานของ Amazon นั้นยังมั่นคงเหมือนเดิม และแกก็ยังมีธุรกิจอื่นๆในมืออีกมาก หนึ่งในนั้นคือ Blue Origin ที่มีเป้าหมายในการพามนุษย์ไปทัวร์อวกาศในอนาคตอันใกล้

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments