นักวิเคราะห์หลายราย คาดข่าวการถูกจับกุมตัวของ คาร์ลอส กอส์น ประธานและประธานบริหาร กลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance จากกรณีเจตนาหลบเลี่ยงภาษี รวมถึงนำเงินของบริษัทไปใช้ในเรื่องส่วนตัว อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมผู้ผลิตรถยนต์เลยทีเดียว

กอส์น ซึ่งแจ้งรายงานต่อสรรพากร ว่ามีรายรับระหว่างปี 2010-2015 อยู่ที่ 44.4 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,465 ล้านบาท) หรือเพียงครึ่งเดียวจากที่ได้รับจริง ถูกจับกุมตัวตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าอัยการพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง ก็มีสิทธิ์ถูกจำคุก 10 ปี หรือปรับ 10 ล้านเยน หรือทั้งจำทั้งปรับ

การถูกจับกุมตัวของ กอส์น ครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Nissan เมื่อวันพุธ ตกลงราว 6% ส่วน Renault ตกถึง 11%

ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Renault ที่มีการจ้างพนักงานกว่า 48,000 ตำแหน่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ของทั้ง 3 แบรนด์ในทางใดทางหนึ่ง ก็อยู่ระหว่างจับตาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่อการปรับลดความน่าเชื่อถือจากสถาบันการเงิน

ขณะที่ เอริก ชิฟเฟอร์ ประธานบริษัท Reputation Management Consultants ในลอส แอนเจลิส กล่าว มองว่าผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้น จะแผ่ขยายออกไปมากกว่านี้แน่นอน

พร้อมให้นิยามว่าเป็น “การฆ่าตัวตายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รถยนต์สมัยใหม่” เลยทีเดียว

เพราะเมื่อปีกลาย กอส์น เพิ่งประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้ Mitsubishi ตอบรับเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Renault และ Nissan พร้อมส่งให้ทั้งสามบริษัท แซงหน้าทั้ง Volkswagen และ Toyota เป็นกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 10.6 ล้านคัน

แต่ภายหลังเจ้าตัวถูกจับกุมจากกรณีนี้ โอซามุ มาสึโกะ ซีอีโอของ Mitsubishi ก็ยอมรับว่ากำลังพิจารณาถึงอนาคตในการร่วมงานกับทั้งสองบริษัทในฐานะพันธมิตรต่อไป

“ผมไม่คิดว่าจะมีใครบนโลกที่สามารถบริหาร ทั้ง  Renault, Nissan และ Mitsubishi พร้อมกันได้อย่าง กอส์น อีกแล้ว”

นอกจากอนาคตของกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว กอส์น ยังมีคอนเนคชั่นกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำรายอื่นๆด้วย อาทิ ดีเตอร์ เซตเชอ ซีอีโอ Daimler AG บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz ซึ่งนำไปสู่การร่วมงานกันของสองกลุ่มบริษัท

เช่น เครื่องยนต์ที่ผลิตโดย Nissan ในรัฐเทนเนสซี จะถูกส่งไปประกอบในรถยนต์ของ Mercedes ที่รัฐอลาบามา เป็นต้น หรือการที่ทั้ง Mercedes และ Infiniti แบรนด์ในเครือ Nissan ต่างก็ใช้โรงงานประกอบแห่งเดียวกันในเม็กซิโก ส่วนแแพลตฟอร์มที่ Daimler พัฒนาขึ้น ก็ถูกนำไปใช้ในรถแบรนด์อื่นๆในเครือ Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance

ซึ่งแม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ แต่ภายหลังใบลาออกของ เซตเชอ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 พ.ค. ปีหน้า ก็มีโอกาสสูงที่ความร่วมมือเหล่านี้จะยุติลง เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีสองบุคคลสำคัญอยู่ในตำแหน่งแล้วนั่นเอง

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นปี ยังมีรายงานว่า กอส์น ได้เริ่มต้นหารือกับบริษัทเทคโนโลยี อย่าง Uber, Alibaba, Google และ Amazon เพื่อร่วมกันพัฒนารถ EV รวมถึงรถไร้คนขับ ที่ถูกยกให้เป็นเทรนด์แห่งอนาคตของวงการด้วย

AHEAD TAKEAWAY

ข่าวการถูกจับกุมตัวของ กอส์น ถือได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีของอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2018 เลยก็ว่าได้

เพราะก่อนที่ อีลอน มัสค์ จะสร้างชื่อกับ Tesla อย่างในปัจจุบันนั้น

ในวงการรถยนต์แทบไม่มีใครที่โดดเด่นพอทาบรัศมี แซร์โจ มาร์คิออนเน่ อดีตซีอีโอผู้ล่วงลับของ Fiat Chrysler ได้เลย นอกจาก กอส์น ซึ่งมีผลงานโดดเด่นในการชุบชีวิตยักษ์หลับอย่าง Renault, Nissan รวมถึง Mitsubishi จนมีภาพลักษณ์ของ “ฮีโร่” ในความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ข่าวการจับกุมตัวครั้งนี้ ก็แทบจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่ กอส์น เคยสร้างมา

ไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงของกลุ่มพันธมิตรสามบริษัทเท่านั้น แม้แต่ภาพลักษณ์ของ “บุรุษผู้ทำงานหนักที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์” ก็พลอยมัวหมองไปด้วย

“จะต้องมีการเชือดเกิดขึ้นแน่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการรักษาเกียรติและความเชื่อถือในตัวบริษัทจากผู้คนมากมาย” ชิฟเฟอร์ ประเมินสถานการณ์ ก่อนทาง Nissan จะประกาศผลตัดสินอนาคตของ กอส์น โดยคณะกรรมการบริหารในวันที่ 22 พ.ย.

และหาก กอส์น ไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ (ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นแบบนั้น) ก็แทบจะการันตีได้ว่าอนาคตของเจ้าตัว ในฐานะผู้บริหารองค์กรระดับโลก คงถึงคราวสิ้นสุดแล้ว

ไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่งที่ Nissan เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว กอส์น ซึ่งต้องทำหน้าที่ลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรครั้งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณไม่ได้เป็นตัวร้ายในช่วงเวลาหนึ่ง คุณก็จะไม่มีวันเป็นฮีโร่ และในวันที่คุณเป็นฮีโร่แล้ว คุณก็อาจกลายเป็นตัวร้ายได้ในวันรุ่งขึ้น”

เขาอาจเคยเป็นวายร้ายในสายตาพนักงานจำนวนมากที่ต้องถูกเลิกจ้าง เพื่อความอยู่รอดของบริษัท และกลายเป็นฮีโร่เมื่อนำองค์กรพ้นวิกฤตมาได้

และกำลังจะกลายเป็นวายร้ายอีกครั้ง จากสิ่งที่เจ้าตัวเลือกทำลงไป และถูกจับได้

 

เรียบเรียงจาก
Ghosn scandal could trigger a series of crises for Nissan, Renault, Mitsubishi

Carlos Ghosn: Google, Uber, Amazon are interested in transportation with no driving; this is a market we cannot neglect

Why It’s a Bad Time for Renault-Nissan to Lose Carlos Ghosn

Nissan’s Ghosn Arrested in Japan, Threatening Three-Way Alliance

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน