จัดเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ ซึ่งจัดเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านผลงาน และถูกวิจารณ์ในเรื่องการก่อดรามาไม่หยุดหย่อน สำหรับ Dolce & Gabbana หลังงานใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้ถูกกระทรวงวัฒนธรรมจีนสั่งยกเลิก ก่อนเริ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะคลิปโปรโมตงาน ถูกตีความว่าเหยียดชาวจีน

เราจะพาย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น งานใหญ่ที่ลงทุนไปหลายล้านดอลลาร์ ถึงต้องถูกยกเลิกชนิดผู้เกี่ยวข้องไม่ทันตั้งตัว?

และแบรนด์ดังที่ซ่าด่าคนมาแล้วทั่วโลก ควรจะต้องกลัวชาติมหาอำนาจจากฝั่งเอเชียหรือไม่?

 

ตะเกียบเป็นเหตุ

เดิม งานใหญ่ประจำปีของแบรนด์ ที่ใช้ชื่อ #DGTheGreatShow มีกำหนดจัดขึ้น ในวันที่ 21 พ.ย. ซึ่งจะมีนักแสดงไทยอย่าง ดาวิกา โฮร์เน่ และ มาริโอ้ เมาเร่อ ไปร่วมเดินบนแคทวอล์คด้วย

จนเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ก็เริ่มมีการทยอยปล่อยคลิปวิดีโอโปรโมตงาน จำนวน 3 คลิป ในชื่อ “Eating with Chopsticks” ผ่านแอคเคาท์ของแบรนด์ ในโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมแฮชแท็ก #DGLovesChina และ #DGTheGreatShow

ด้วยเนื้อหาคล้ายๆกันคือเป็นหญิงสาวชาวจีนที่พยายามทานอาหารอิตาเลียนด้วยตะเกียบในสภาพทุลักทุเล จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนที่เห็นว่าเป็นการล้อเลียน จนต้องถูกถอดออกจาก Weibo โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนในที่สุด

 

โดนแฮ็ก? หรือลืมตัว?

 

View this post on Instagram

 

As @dolcegabbana prepares to mount their next runway show in Shanghai this coming evening (7:30PM) and the rest of Instagram fawns over what’s sure to be an overly lavish “love letter” to China, we’ll be wondering if we’ll see chopsticks as hair ornaments, take-out boxes as purses, or even kimonos misappropriated as Chinese costume. Time will tell. For now, we’ll let y’all simmer on this DM between Stefano and Dieter @michaelatranova (chronology is reversed in slides). Word has it that they’re still in the process of model casting (over 200 Asian girls scheduled)…wouldn’t let them walk the show if we were their agents lol. Also, curious what the Chinese government will think of their country being called shit basically…especially considering how strict they are on who to allow to enter the country on work visas based on a thorough social media background checks. • #DGTheGreatShow #DGlovesChina #runway #fashionshow #cancelled #racism #dolceandgabbana #altamoda #rtw #dgmillennials #stefanogabbana #shanghai #chinese #china #wtf #dumb #lame #asianmodel #asian #dietprada

A post shared by Diet Prada ™ (@diet_prada) on

กระแสต่อต้านยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อ มิเคลา ตราโนวา แฟชั่นดีไซเนอร์เชื้อสายเวียดนาม โพสต์ภาพสกรีนช็อตบทสนทนาที่เธอแคปไว้ ระหว่างการโต้เถียงกับ สเตฟาโน กับบานา ถึงคลิปดังกล่าว

ในภาพที่ถูกแคปไว้ กับบานา ท้าทายว่าทีมงานลบคลิปนั้นทิ้ง เพราะกลัวทางการจีน แต่ถ้าเป็นตนจะไม่มีทางลบเด็ดขาด พร้อมคำพูดเชิงดูถูกชาวจีน และท้าทายอีกฝ่ายว่าไม่กลัวที่จะนำไปเผยแพร่

หลังจากนั้นไม่นาน ทาง Dolce & Gabbana ก็แถลงว่า IG ของแบรนด์ และของตัว กับบานา นั้นถูกแฮ็ก พร้อมขออภัยสำหรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น และกำลังพยายามสอบสวนหาต้นตออยู่

 

กระแสต้านรุนแรง

ภาพจากแอคเคาท์ของ แคร์รี่ หวัง ใน Weibo

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถหยุดกระแสต่อต้านได้ เมื่อบรรดาเซเลบในจีน นำขบวนตอบโต้แบรนด์ดังจากอิตาลี ด้วยการประกาศไม่เข้าร่วมงานดังกล่าว ตามด้วยแฮชแท็ก #BoycottDolce

หนึ่งในนั้นคือ แคร์รี่ หวัง นักร้อง ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Dolce & Gabbana

เช่นเดียวกับเอเจนซี่ China Bentley ที่แถลงว่านางแบบในสังกัดทั้ง 24 คน ขอถอนตัวจากการร่วมงาน

ด้าน เอสเตล เฉิน นางแบบชาวจีน ก็โพสต์ตำหนิ กับบานา ที่พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าเป็นคนพิมพ์ข้อความเหยียดเชื้อชาติเหล่านั้นเอง ว่าเป็นการกระทำของ “คนขี้ขลาด”

กระทั่งมีรายงานว่างานนี้ถูกสั่งยกเลิกในที่สุดโดยกระทรวงวัฒนธรรมจีน

AHEAD TAKEAWAY

“ไม่ดราม่า ไม่ใช่ Dolce & Gabbana” อาจจะไม่ใช่สโลแกนของแบรนด์ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสองดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำว่า “สังเคราะห์” (synthetic) ที่มีความหมายเชิงลบ เรียกลูกของคู่เกย์ที่เกิดจากการทำหลอดแก้ว IVF จนมีประเด็นโต้เถียงกับ เอลตัน จอห์น ซึ่งมีลูกจากการทำหลอดแก้วสองคนกับ เดวิด เฟอร์นิช

การเรียกรองเท้าแตะรัดเชือก (Gladiator Sandals) ของแบรนด์ตัวเอง ว่า รองเท้าแตะทาส (Slave Sandals)

รวมถึงการวิพากษ์เซเลบอื่นๆตรงๆ เช่น วิจารณ์อดีตเพื่อนสนิท และอันฟอลโลว์ IG ของ วิคตอเรีย เบ็คแฮม ตำหนิ เซลีนา โกเมซ ว่า “น่าเกลียด” เรียกสาวๆตระกูลคาร์เดเชียน ว่า “พวกราคาถูก” และวิจารณ์การแต่งกายของ เมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐคนปัจจุบัน ฯลฯ

แม้การแสดงความเห็นเชิงลบ และก่อดรามาต่อเนื่อง อาจเคยทำให้แบรนด์อื่นๆถึงคราวอวสานมาแล้ว แต่น่าสังเกตว่า ชื่อเสียงในทางลบ แทบไม่มีผลกับ Dolce & Gabbana เลย

เพราะในการจัดงานใหญ่ทุกครั้ง แบรนด์ยังคงได้รับความร่วมมือจากเซเลบดังๆมากมาย เช่นเดียวกับยอดขายที่ยังเติบโตต่อเนื่องทุกปี (ในปี 2017 มูลค่ายอดขายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นั้นสูงถึง 585 ล้านยูโร หรือเพิ่มขึ้น 23% ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 34%)

เหตุผลหนึ่งคือกลุ่มเป้าหมายของ Dolce & Gabbana ไม่ใช่ “ลูกค้าทั่วไป”

หากจะนิยามให้เห็นภาพที่สุดคือ บรรดามหาเศรษฐีรัสเซียที่เป็นเจ้าของเรือยอชท์ขนาด 600 ฟุต หรือเชื้อพระวงศ์ของประเทศในตะวันออกกลาง ที่มองเห็นว่างานออกแบบของสองดีไซเนอร์คู่นี้ เป็น “งานศิลปะ”

อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตาดูเป็นพิเศษ สำหรับการงัดข้อกับจีนในครั้งนี้

เพราะที่ผ่านมา จีนอาจเป็นประเทศที่ถูกดูแคลนในหลายๆเรื่อง แต่ด้วยความเติบโตทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นตลาดใหญ่ของโลก ก็ทำให้หลายแบรนด์ต้องเกรงอกเกรงใจที่นี่มากขึ้น (แม้แต่ Victoria’s Secret ยังต้องย้ายมาจัดงานใหญ่ประจำปีในจีน)

หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แบรนด์ดังอย่าง Christian Dior ก็เคยเกือบต้องไฝว้กับคนจีนทั้งประเทศมาแล้ว

เมื่อ ชารอน สโตน เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่จากฮอลลีวู้ด ที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ Christian Dior ในขณะนั้น

ดันไปให้สัมภาษณ์ที่เมืองคานส์เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมปี 2008 ว่า

เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวนในวันที่ 12 พฤษภาคม 2008 ที่คร่าชีวิตคนไปเกือบ 80,000 ศพนั้น อาจเป็นกรรมตามสนอง สิ่งที่จีนทำกับทิเบตไว้ (สโตนนับถือ ดาไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต และสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐบาลจีน)

ความเห็นดังกล่าวของเธอไม่เพียงแต่สร้างความไม่พอใจ แต่ยังนำไปสู่ความโกรธแค้นของชาวจีนแทบทุกระดับ เธอกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประเทศในเวลานั้น และชาวจีนจำนวนมากเริ่มรนณรงค์บอยคอตต์ภาพยนตร์ และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับดาราสาวรายนี้

นั่นทำให้ไม่กี่วันหลังจากการให้สัมภาษณ์ของเธอ Dior ตัดสินใจถอดโฆษณาที่มี ชารอน สโตน ในจีนทั้งหมด

พร้อมกับแถลงการจากสำนักงานใหญ่ที่ปารีสว่า “ทางเราไม่มีวัน สนับสนุนความเห็นใดๆ ที่ทำร้ายจิตใจคนจีน”

ก่อนที่เซ็กซี่สตาร์จะกลับลำออกมาขอโทษ และขอแก้ตัวด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่าที่จะทำได้

แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า ชารอน สโตน เป็นฝ่ายผิดเต็มๆ แต่การจัดการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วของ Dior ก็ชัดเจนเช่นกันว่า

ไม่ว่าแบรนด์หรูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานขนาดไหน ก็ไม่กล้าไฝว้กับจีน ที่เวลานั้นกำลังจะพุ่งขึ้นเป็นตลาด Luxury ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ส่วนในครั้งนี้นั้น แม้ที่ผ่านมา แบรนด์ดังจากอิตาลีอาจไม่แคร์เรื่อง crisis management เพราะเชื่อว่ายังไง ก็มีลูกค้ากลุ่มประจำอยู่

แต่ในกรณีนี้อาจต่างไปก็ได้ หากบริษัทคิดจะต่อยอด และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นจริงๆ (ซึ่งการเลือกจัดงานนี้ที่เซี่ยงไฮ้ ก็น่าจะอยู่ในแผนด้วย)

ถ้าหากสองดีไซเนอร์ โดยเฉพาะตัวต้นเรื่องหาทางลงให้กับเรื่องนี้ได้ไม่สวย

แบรนด์ที่ไม่เคยกลัวใคร อาจจะต้องเจอการตอบโต้รุนแรงกว่าที่ผ่านมา จากชาติที่มีประชากรถึง 16% ของทั้งโลก และเป็นตลาดสินค้าหรูหราอันดับหนึ่งของโลกไปเรียบร้อยแล้ว

 

เรียบเรียงจาก

The whole Dolce & Gabbana China controversy

Dolce & Gabbana cancels China show amid ‘racist’ ad controversy

A Dolce & Gabbana show was canceled after racist online messages leaked

Here’s Why So Many People Are Protesting Dolce & Gabbana

Celebrities break off relationships with D&G after controversy

Dolce & Gabbana Profits, Sales Rise

 

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments