Microsoft แซงหน้า Apple ไปเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลกรายล่าสุดแล้ว ด้วยมูลค่า 812,930 ล้านดอลลาร์ (ราว 26.83 ล้านล้านบาท) โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ แซงคู่ปรับตลอดกาลได้สำเร็จด้วย

แม้จะมีแนวทางการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างกัน แต่ความขัดแย้งในวัยหนุ่มของสองผู้ก่อตั้ง ทั้ง บิล เกตส์ และ สตีฟ จ็อบส์ ซึ่งสร้างชื่อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ทั้งสองบริษัทถูกมองเป็นคู่ปรับกันมาตลอด โดยในช่วงทศวรรษแรกนั้น Microsoft ประสบความสำเร็จในวงกว้างมากกว่า จน เกตส์ ได้ชื่อว่าเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกนานหลายปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อ เกตส์ ส่งมอบตำแหน่งซีอีโอแก่ สตีฟ บอลเมอร์ ขณะที่ Apple ได้ จ็อบส์ กลับมารับตำแหน่งซีอีโออีกครั้ง ตอนปลายยุค 90 สถานการณ์ของสองบริษัทก็เริ่มสวนทางกัน

กระทั่งในปี 2010 ค่ายผลไม้ก็แซงหน้าไปได้สำเร็จ จนหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ส นิยามว่าเป็น “จุดสิ้นสุดของยุคสมัย และการเริ่มต้นของยุคใหม่”

หรือแม้แต่เมื่อ ทิม คุก เข้ารับตำแหน่งซีอีโอต่อจาก จ็อบส์ Apple ก็ยังประสบความสำเร็จด้วยดี เมื่อราคาหุ้นขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนมูลค่าตลาดเคยไปแตะหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยอดขายของ iPhone ทั่วโลกซึ่งนับเป็นรายได้ประมาณ 60% ของบริษัท เริ่มแผ่วลงในช่วงหลายเดือนหลัง และข่าวการสั่งลดออร์เดอร์สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ทั้ง iPhone XR, iPhone XS และ iPhone XS Max ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัท ส่งผลให้มูลค่าตลาดลดลงจาก 1 ล้านล้านมาเหลือประมาณ 812,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 26.81 ล้านล้านบาท) ในเดือนนี้

ขณะที่ Microsoft นั้น หลังเปลี่ยนซีอีโอจาก บอลเมอร์ มาเป็น สัตยา นาเดลลา เมื่อเกือบสี่ปีก่อน พร้อมปรับแนวทางบริหารใหม่ โดยเฉพาะการหันไปเน้นบริการคลาวด์เซอร์วิส แทนการขายระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ก็ค่อยๆเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง จนกลับมาติดท็อป 5 บริษัทมูลค่าสูงสุดในตลาดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

จนเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่ราคาหุ้นของกลุ่ม FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google) ตกต่ำลง อดีตยักษ์ใหญ่ที่มีสถานะคงตัว ก็ค่อยๆแซงหน้า Google และ Amazon ไปได้ ก่อนจะแซง Apple เป็นรายล่าสุด ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดโลกทันที แม้อาจรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้แค่ชั่วคราวก็ตาม

 

AHEAD TAKEAWAY

ตอนปลายยุค 2000 หรือต้นยุค 2010 สถานะของ Microsoft ในสายตาคนไอทีจำนวนไม่น้อย คงมองว่านี่คือบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ แต่เริ่มล้าสมัย และตามเทรนด์เทคโนโลยีไม่ทัน

จุดต่ำสุดของ Microsoft นั้น ต้องย้อนกลับไปในยุคของ สตีฟ บอลเมอร์ เมื่อปี 2012 ด้วยการมีผลประกอบการติดลบเป็นครั้งแรก จากการตัดสินใจผิดพลาดมากมายของ บอลเมอร์ ทั้ง Windows 8 ที่เต็มไปด้วยบั๊ก ความล้มเหลวของ Windows Phone และเครื่องเล่น mp3 “Zune”

และสำคัญที่สุดคือวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งต่อมาจากยุคของ เกตส์ ที่ทำให้พนักงานของบริษัท ไม่คิดจะสร้างอะไรใหม่ๆขึ้น

การตัดสินใจลงจากตำแหน่งของ บอลเมอร์ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่อย่าง นาเดลลา มารับช่วงต่อ จึงได้รับการจับตาเป็นพิเศษ

การกล้าฉีกกฎเดิมๆที่วางแนวทางไว้โดย เกตส์ และหันมาโฟกัสยังเทคโนโลยีข้ามแพลตฟอร์ม, คลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์ และมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยในอนาคตของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ก็ค่อยๆสร้างโมเมนตัมเชิงบวกให้กับยักษ์หลับรายนี้

และกลายเป็นว่า Microsoft ยุคใหม่นั้น ยืดหยุ่น ไม่ได้ยึดติดกับผลิตภัณฑ์ใดๆเป็นพิเศษเหมือนในอดีต รายงานระบุว่า Windows, Xbox และ Surface รวมกันคิดเป็นเพียง 36% ของรายได้ทั้งหมด

รอยเตอร์ส ระบุว่า มีนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นถึง 33 รายที่แนะนำให้ผู้ลงทุนเข้าถือหุ้นของ Microsoft และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ให้เรตติดลบกับบริษัทของ บิลล์ เกตส์

ตรงกันข้าม เมื่อเวลาผ่านไปกลับเป็น Apple และ Google ที่ยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิมๆไปแทน (iPhone คือรายได้หลักของ Apple ที่ 60% และ Google พึ่งพาโฆษณาออนไลน์ มากถึง 86%)

ยิ่งเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อหลายๆบริษัทในกลุ่ม FAANG โดยเฉพาะ Apple ที่พึ่งพาผลิตภัณฑ์ซึ่งผลิตในจีนเป็นหลัก

หนึ่งในนั้น คือข่าวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวว่าอาจมีการเรียกเก็บภาษีสำหรับแล็ปท็อปและโทรศัพท์มือถือที่นำเข้าจากจีน จนราคาหุ้นของ Apple วูบลงทันที 1.77%

ยิ่งเมื่อมีการคาดการณ์จากสื่อว่ายอดขาย iPhone จะไม่เป็นไปตามคาด เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นของบริษัทตกลงไปถึง 23% เท่ากับว่าแค่ 4 เดือนหลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทล้านล้านดอลลาร์ Apple ก็เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรวดเร็ว

นั่นแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรแน่นอนในโลกธุรกิจ ต่อให้คุณเคยเป็น “เบอร์หนึ่ง” ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะอยู่บนนั้นได้ตลอดไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับทั้งสองบริษัทนี้มาแล้ว

 

เรียบเรียงจาก
Micro soft briefly overtakes Apple to become the world’s most valuable company
Micro soft’s market cap catches Apple’s

 

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments