รายการ 60 Minutes เผยผลวิจัยโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) พบว่าระยะเวลาที่เด็กๆใช้อยู่หน้าจอ สมาร์ทโฟน และดีไวซ์ต่างๆในหนึ่งวัน ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างสมอง

งานวิจัยดังกล่าว ทำการตรวจโครงสร้างสมองของเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 4,500 คน เป็นระยะ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน เพื่อทำการเปรียบเทียบว่าระยะเวลาที่ใช้ในการอยู่หน้าจออุปกรณ์ต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป แท็บเล็ท และ สมาร์ทโฟน จะส่งผลต่อสมอง การพัฒนาทางอารมณ์ และสุขภาพจิต ในรูปแบบใดบ้าง

ส่วนหนึ่งของรายงานพบว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินกว่า 7 ชั่วโมง สมองจะมีเปลือกสมอง (คอร์เท็กซ์) ที่บางกว่ากลุ่มอื่นๆ

ด้าน กายา ดาวลิง หนึ่งในทีมนักวิจัยชุดนี้ ยอมรับว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลเสียกับตัวเด็ก และคงต้องคอยตรวจสอบเด็กกลุ่มนี้ต่อไป ว่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

แต่ในหัวข้ออื่นๆของงานวิจัย พบว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอตั้งแต่สองชั่วโมงขึ้นไป ทำคะแนนในการทดสอบความคิดและการใช้ภาษา ต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้เวลาหน้าจอไม่ถึงสองชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายการ 60 Minutes ระบุว่าวัยรุ่นในปัจจุบัน ใช้เวลาอยู่หน้าจอสมาร์ทโฟน เฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว

AHEAD TAKEAWAY

คงปฏิเสธได้ยากว่าในยุคที่ถูกเหน็บแนมว่าเป็น “สังคมก้มหน้า” สมาร์ทโฟน กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 สำหรับเราไปแล้ว

เมื่อแทบทุกเรื่องในชีวิต ถูกรวมศูนย์เข้ามาไว้ในโทรศัพท์เล็กๆเพียงเครื่องเดียว ตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลาเข้านอน

แม้รู้ทั้งรู้ว่าการใช้งานดีไวซ์เหล่านี้มากเกินไป จะส่งผลต่อสมองและพฤติกรรมของเรา ในลักษณะคล้ายกับยาเสพติด หรือการพนัน

เพราะเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามา เป็นการสร้างความคาดหวังขึ้นกับผู้ใช้

เมื่อสร้างความหวังได้ สมาร์ทโฟน ก็มีผลย้อนศรในด้านลบต่อจิตใจด้วย

เพราะข้อมูลจากหนังสือ Screen Schooled พบว่า เด็กมัธยมเกรด 8 (เทียบเท่ากับ ม.2) ในสหรัฐ มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า เพิ่มขึ้นถึง 27% หากเข้าไปใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นประจำ

ในอดีต บิล เกตส์ กับ สตีฟ จ็อบส์ อาจเลี้ยงลูกแบบ tech free จำกัดโอกาสการเข้าถึงของคนในครอบครัวจนกว่าจะถึงเวลาที่พร้อม

แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อสองทศวรรษก่อน

ขณะที่ปัจจุบัน ในยุคที่เด็กเล็กก่อนวัยเรียน ยังรู้จักว่าสมาร์ทโฟนคืออะไร ต่อให้เป็น เกตส์ กับ จ็อบส์ ก็น่าสนใจว่าสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งซิลิคอน วัลลีย์จะทำได้ดีแค่ไหนในการห้าม

บางที อาจจะอันตรายกว่าบุหรี่ด้วยซ้ำ เพราะบุหรี่นั้นยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมาย ขณะที่สมาร์ทโฟนนั้นอยู่เหนือการควบคุมใดๆ

และตัวพ่อแม่หลายคน ก็ยังเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นด้วยการหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาใช้เป็นระยะ

ขณะที่ งานวิจัยจาก NIH ที่มีกำหนดเผยแพร่ในต้นปีหน้า จะยังไม่สรุปภัยที่ชัดเจนของสมาร์ทโฟน

แต่การที่พ่อแม่จะควบคุมทั้งตัวเองและลูกให้อยู่ห่างจากดีไวซ์บ้าง ก็ยังเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่ดี

มีการพูดถึงวิธีมากมายในการนำมาใช้ หนึ่งในนั้นคือคำแนะนำจาก ดร.เทเรซา เบลตัน จากมหาวิทยาลัย อีสต์ แองเกลีย ว่า “ต้องปล่อยให้เด็กรู้สึกเบื่อบ้าง”

การปล่อยให้เด็กมีอิสระในการท่องอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา อาจทำให้เด็กรู้มากขึ้น แต่เขาจะหันหลังให้กับคนรอบข้าง

กลับกัน ถ้าเด็กต้องอยู่ห่างหน้าจอบ้าง เขาจะเริ่มเบื่อ และเมื่อไม่มีอะไรทำ กลไกทางสมองจะกระตุ้นให้เขามองหาอะไรใหม่ๆทำแทน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ไปจนถึงการทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านที่ไม่เคยพูดจากันมาก่อน

เป็นการ “ออฟไลน์” จาก “โลกออนไลน์” เพื่อจะได้ “ออนไลน์” ใน “โลกออฟไลน์” ให้ชีวิตเดินช้าลงบ้างนั่นเอง

เรียบเรียงจาก
New Research: Screen Time Is Literally Changing Children’s Brains

NIH Study Probes Impact of Heavy Screen Time on Young Brains

How to help protect your kids from ‘online luring’

Former Microsoft and Apple CEOs raised their kids tech-free — and it should’ve been a red flag

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า