ปี 2561 ที่เพิ่งผ่านไป บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้มากน้อยแค่ไหนกันครับ
ถ้ายัง หรือรู้สึกว่าตัวเองควรจะทำได้ดีกว่านี้
ลองย้อนกลับมาสำรวจตัวเองกันหน่อย
ว่าคุณยังมี นิสัยที่ควรเปลี่ยน ตาม 5 ข้อที่ว่ามานี้รึเปล่า
จะได้ปรับปรุง และเริ่มต้นใหม่ ให้ปี 2562 เป็นปีที่ดียิ่งกว่าที่ผ่านๆมา

#1
ผลัดวันประกันพรุ่ง

“ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยทำ”
น่าจะเป็นประโยคและพฤติกรรมที่หลายคนทำจนเคยตัว
พอใกล้ถึงกำหนดส่งแล้ว ถึงค่อยมาเร่งทำแบบหามรุ่งหามค่ำ
นอกจากจะทำให้งานออกมาไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว
ยังเป็นการเพิ่มความเครียดให้ตัวเองโดยไม่จำเป็นด้วย

วิธีแก้นั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
ขึ้นกับว่าคุณพร้อมแค่ไหน

เพราะทางแก้ที่ดีที่สุด คือการมีวินัยในตัวเอง
จัดระเบียบตารางเวลาของคุณให้แน่นอน
ย่อยโปรเจกต์ใหญ่ให้เป็นส่วนย่อยๆ
แล้วค่อยเก็บงานทีละชิ้นตามกำหนด
ซึ่งอาจเป็นไปตามวิธีของ ไอวี ลี (Ivy Lee Method)
หรือ Time Blocking ที่ AHEAD ASIA เคยนำเสนอไปแล้วก็ได้
(อ่านเพิ่มเติม ที่นี่)

สำคัญคือ อย่าปล่อยให้สิ่งยั่วยวนทั้งหลาย
ทั้งการเผือกเรื่องชาวบ้านใน FB, ฟาร์มของใน Ragnarok, แชทกับกิ๊ก ฯลฯ
มารบกวนสมาธิคุณได้

พยายามบอกตัวเองไว้
ว่าถ้ายิ่งงานคุณเสร็จเร็วเท่าไหร่
คุณก็จะมีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้นเท่านั้น

#2
ใช้เวลาหน้าจอมากเกินไป

กับดักเทคโนโลยี ทั้งแล็ปท็อป แท็บเลท สมาร์ทโฟน ฯลฯ
คือตัวดูดเวลาชั้นดีให้คุณหมดไปกับมันได้เป็นวันๆ
ทั้ง YouTube, Netflix และอีกสารพัดโซเชียลมีเดีย

แต่ยิ่งคุณใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้มากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งสร้างกำแพงขวางคุณกับคนรอบข้างมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเมื่อคุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
โอกาสที่จะมีพ่อแม่มาเตือน
หรือกำหนดเวลาใช้งานก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้

นี่เป็นอีกเรื่องคุณต้องพยายามมีวินัยในตัวเอง
อาจตั้งเวลาในเครื่องไว้เตือนว่าถึงเวลาต้องหยุดพักบ้าง
เพราะเมื่อคุณห่างจากสิ่งเหล่านี้
สมาธิของคุณก็จะค่อยๆกลับมา
สายตาก็จะได้พักผ่อน ไม่ต้องเพ่งที่หน้าจอเล็กๆตลอดเวลา
ความเครียดที่สะสมไว้โดยไม่รู้ตัวก็จะลดลงด้วย

#3
ไม่ตรงต่อเวลา

คนจำนวนมากพลาดโอกาสดีๆไป
เพราะไม่เห็นคุณค่าของเวลา
ทั้งสำหรับตัวเองและคนอื่นๆ

หลายคนพลาดโอกาสขึ้นเงินเดือน
หรือเลื่อนขั้น เพราะมาทำงานสายเป็นประจำ
แม้หลายบริษัทจะไม่ตักเตือน
แต่ถ้าเจ้านายเห็นคุณเดินเข้ามาในออฟฟิศคนสุดท้ายเป็นประจำ
ลองสมมติตัวเองเป็นเจ้านายก็ได้
ว่าคุณจะขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนขั้นให้คนแบบนี้แน่เหรอ?

การมาสาย คือสัญลักษณ์ของความขี้เกียจ และไม่มีวินัย
นอกจากนี้ ยังเป็นการไม่ให้เกียรติคนอื่นๆด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการนัดลูกค้า หรือแม้แต่พบแพทย์

ยิ่งคุณปล่อยให้ตัวเองไม่ตรงต่อเวลามากเท่าไหร่
มันก็จะยิ่งเกิดความเคยชิน
และจะลุกลามจากเรื่องหนึ่งไปเรื่องหนึ่ง
จนสุดท้าย มันจะกลายเป็นเรื่องยากในการฝืนตัวเองให้กลับมามีวินัย

ทางที่ดี คือรีบหยุดพฤติกรรมเหล่านี้
และลองคิดถึงใจเขาใจเราว่า
ถ้ากลับกัน เราต้องเป็นคนรอบ้าง
จะทนได้ซักแค่ไหน

#4
ไม่นอนให้เป็นเวลา

รีด เฮสติงส์ ซีอีโอของ Netflix อาจจะอยากให้คุณนอนน้อย
เพราะจะได้มีเวลาดูคอนเทนต์ของเขาเยอะๆ
แต่ในโลกนอกจอ
คงไม่มีใครปลื้มที่เห็นคุณนั่งสัปหงกในที่ทำงาน

ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ในสายตาคนอื่น
คนที่นอนดึกหรืออดหลับอดนอนเป็นประจำ
ภูมิต้านทานของร่างกายจะลดลง ป่วยง่าย
แถมยังมีอาการเครียดและกังวลสะสม

กลับกัน ถ้าคุณนอนหลับเต็มอิ่มทุกวัน
สมาธิจะอยู่กับร่องกับรอย ไม่เครียด อารมณ์คงที่
ระบบการเผาผลาญของร่างกายก็จะทำงานปกติ

แค่ลดเวลาดูซีรีส์หรือเล่นเกมลงซักวันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง
เพื่อให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนมากขึ้น
คงไม่ทำให้ Netflix หรือ Steam ล้มละลายแน่นอน

#5
หาข้ออ้างปัดความรับผิดชอบ

การหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไม่ลงมือทำสิ่งที่ต้องทำในทันที
ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตของคุณจะดีขึ้นหรือแย่ลง
ขึ้นกับทางเลือกของคุณเองทั้งนั้น

หลายครั้งที่การเลือกอาจขัดใจคุณเองบ้าง
แต่ถ้ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคุณในระยะยาวจริงๆ
เช่น ทำงานสำคัญให้เสร็จก่อน
หรือไปออกกำลังตามที่ตั้งใจไว้
ค่อยออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ
ก็ต้องบังคับตัวเองให้ทำให้ได้
จนเมื่อเป็นนิสัยแล้ว คุณก็จะเริ่มเคยชินกับมัน
และเริ่มทำทุกอย่างตามอัตโนมัติในที่สุด

เรียบเรียงจาก
5 Bad Habits To Leave Behind In 2018

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า