Amazon แซงหน้า Microsoft ขึ้นเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลกรายใหม่แล้ว หลังราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ขยับขึ้นในช่วงต้นปี 2019 เป็น 1,920 ดอลลาร์ (61,600 บาท) ต่อหน่วย ส่งผลให้มูลค่ารวมในปัจจุบัน อยู่ที่ 796,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 25.5 ล้านล้านบาท)

อีคอมเมิร์ซชั้นนำจากซีแอตเทิล ซึ่งเคยมีมูลค่าถึงล้านล้านดอลลาร์อยู่ช่วงหนึ่ง ประสบปัญหาราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตกในช่วงปลายปี 2018 เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่สายเทคโนโลยีอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของบริษัทก็เริ่มดีขึ้น จากยอดขายสินค้าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ iOT ที่ติดตั้งผู้ช่วยอัจฉริยะ Alexa ซึ่งมียอดขายรวมกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก

รวมไปถึงธุรกิจคลาวด์เซอร์วิส และโฆษณาออนไลน์ เสริมด้วยการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์รายหนึ่งที่ว่าราคาหุ้นของ AMZN จะขยับขึ้นอีก 20% ภายในปีนี้

จนสุดท้าย มูลค่ารวมของบริษัทหลังปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ เพิ่มขึ้นราว 3.5% แซงหน้า Microsoft ที่อยู่ในตำแหน่งนี้มาหกสัปดาห์ และมีมูลค่าอยู่ที่ 783,400 ล้านดอลลาร์ (25.1 ล้านล้านบาท) ขึ้นไปเป็นอันดับ 1 สำเร็จ

อันดับ 3 ได้แก่ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน (24 ล้านล้านดอลลาร์)

ด้าน Apple ซึ่งเคยเป็นบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ยังประสบปัญหาถดถอยไม่เลิก หลังรายงานเรื่องยอดขาย iPhone รุ่นใหม่ไม่ดี ทำให้มูลค่ารวมของบริษัทลดเหลือเพียง 702 ล้านดอลลาร์ (22.5 ล้านล้านบาท) ตกมาเป็นอันดับ 4 แล้ว

 

AHEAD TAKEAWAY

แม้มูลค่าปัจจุบันจะลดลงจากช่วงพีกสุดอยู่พอสมควร แต่นั่นเป็นเพราะภาพรวมของตลาดที่ซบเซาจากปัญหาหลายด้าน จนไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 นับเป็นช่วงที่แย่ที่สุดนับจากตอนเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2008 เลยทีเดียว ขณะที่ยอดขายสินค้าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ก็ย้อนกลับมาช่วยให้ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น

ทาง CNBC ได้วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทกลับมาอีกครั้ง ไว้ดังนี้

1) ธุรกิจคลาวด์
ที่จริงแล้ว AWS นั้นคือเจ้าตลาดคลาวด์ตัวจริง ด้วยการถือส่วนแบ่งตลาดไว้ถึง 40% และไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะในแถบอเมริกาเหนือหรือยุโรป แต่ยังรวมถึง บาห์เรน, ฮ่องกง หรือแอฟริกาใต้ด้วย

2) อีคอมเมิร์ซ
รายงานจาก eMarketer ระบุว่าแม้คลาวด์จะเป็นธุรกิจที่ “ทำกำไร” ได้สูงสุด เมื่อเทียบกับแผนกอื่น แต่รายได้ 90% ของบริษัท ยังคงมาจากธุรกิจค้าปลีกเช่นเดิม ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะยังโตได้อีก

เพราะในภาพรวมนั้น Amazon เพิ่งถือส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐ (รวมทั้งออนไลน์และออฟไลน์) ไว้เพียงแค่ 5% เท่านั้น และน่าจะเติบโตขึ้นได้อีก เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมมาจับจ่ายสินค้าแบบออนไลน์มากขึ้น

3) Healthtech, Alexa และโฆษณาออนไลน์
Amazon นั้นต่อยอดธุรกิจออกไปเกือบทุกแขนง การซื้อกิจการร้านขายยาออนไลน์ PillPack เมื่อกลางปีที่แล้ว รวมถึงแผนจับมือกับ Berkshire Hathaway และ JP Morgan สร้างศูนย์สุขภาพของตนเองขึ้น ก็ถูกมองว่าอาจเป็นการ disrupt ธุรกิจประกันสุขภาพ และสถานพยาบาลต่างๆในอนาคต

ขณะที่โฆษณาออนไลน์นั้น บริษัทซึ่งมีฐานข้อมูลลูกค้ามหาศาลในมือ ก็มีสิทธิ์เป็นคู่แข่งสำคัญของทั้ง Google และ Facebook ที่เป็นเจ้าตลาดเดิม

และสุดท้ายคือ Alexa ผู้ช่วยอัจฉริยะในอุปกรณ์ iOT ของบริษัท ที่ใช้งานได้ดีและครบเครื่องกว่าบริษัทอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญให้ Echo และ Echo Dot มียอดขายถล่มทลายในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา

4) ปัจจัยถัดมา คือการบริหารงานของ เจฟฟ์ เบโซส ที่วางรากฐานให้บริษัทอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะทีมบริหารหลักที่เรียกกันว่า S-Team นั้น แม้จะมีจำนวนไม่ถึงยี่สิบคน ตามหลัก “มากคนมากความ” ของ เบโซส แต่ทั้งหมดก็อยู่กับบริษัทอย่างเหนียวแน่น ทำให้ Amazon มีแนวทางบริหารที่ชัดเจน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยเหมือนหลายๆบริษัทใหญ่

5) และสุดท้ายคือการที่บริษัทหลีกเลี่ยงปัญหาฉาวโฉ่ที่จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้เป็นอย่างดี แม้จะมีคำครหาเรื่องการใช้งานพนักงานหนักก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับ Facebook ที่กำลังเสียฐานผู้ใช้เพราะข่าวข้อมูลรั่วไหล หรือ Apple ที่เป็นเหยื่อของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ก็ทำให้ราคาหุ้นของ Amazon นั้นมีเสถียรภาพมากกว่า

เรียบเรียงจาก
AMZN is the most valuable public company in the world after passing Microsoft

AMZN ends Microsoft’s run as world’s most valuable company

How AMZN became the world’s most valuable public company

Facebook Comments