ผลสำรวจโดย Center for Data Innovation ระบุชาวอเมริกัน พร้อมอ้าแขนรับเทคโนโลยี ตรวจจับใบหน้า (facial recognition) มากขึ้น หลังเริ่มเข้าใจการทำงาน และเห็นประโยชน์จากการนำมาใช้

การสำรวจความเห็นครั้งนี้ เป็นคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า จำนวน 10 ข้อ มีขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 ธ.ค. ในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 3,151 คนในสหรัฐอเมริกา ด้วยการขอให้ผู้เข้าร่วมโหวต ให้คะแนนว่าเห็นด้วยหรือไม่

ส่วนหนึ่งของคำถามได้แก่ “รัฐบาลควรจำกัดการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าอย่างเคร่งครัดหรือไม่ แม้อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยสาธารณะเพิ่มเติม” หรือ “ควรอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า เพื่อช่วยค้นหาผู้ต้องสงสัยหรือไม่ หากซอฟต์แวร์นั้นมีค่าความถูกต้อง 90 เปอร์เซ็นต์”

ผลปรากฎว่า มีเพียง 26.2% ของผู้ร่วมโหวต เห็นว่ารัฐยังต้องจำกัดการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเคร่งครัด และลดเหลือ 18.3% สำหรับประเด็นที่รัฐต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยสาธารณะ เมื่อไม่ใช้การตรวจจับใบหน้า

ผลสำรวจนี้ แสดงถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของชาวอเมริกันต่อเทคโนโลยีนี้ เมื่อเทียบกับผลสำรวจโดย Brookings Institution เมื่อเดือน ก.ย. ที่ทำการสำรวจกลุ่มคน 2,000 คน ในประเด็นเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า พบว่า 35% คิดว่ารัฐบาลยังต้องควบคุมการใช้งานในระดับสูง

แดเนียล คาสโตร ผู้อำนวยการศูนย์ Center for Data Innovation สรุปผลการสำรวจครั้งนี้ ว่าชาวอเมริกันเริ่มเข้าใจและไว้ใจเทคโนโลยี ตรวจจับใบหน้า มากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาที่ช่วงก่อนหน้านี้ คนจะต่อต้านเพราะไม่เข้าใจสิ่งใหม่ๆ

และสาเหตุที่ทำให้คนเริ่มยอมรับมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆที่มีระบบนี้ติดตั้งอยู่นั่นเอง

“ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจเหล่านี้แสดงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้ามากขึ้น เช่นการใช้เพื่อปลดล็อคโทรศัพท์ ฉะนั้นพวกเขาจึงเข้าใจถึงความสะดวกของมันแล้ว เมื่อผู้คนเข้าใจในเทคโนโลยี พวกเขามักเต็มใจยอมรับเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้”

 

AHEAD TAKEAWAY

ปัจจุบัน ยังไม่มีการออกกฎหมายควบคุมการนำ เทคโนโลยี ตรวจจับใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้ในรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรป ซึ่งบรรจุเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR)

ขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายราย ก็พัฒนาและนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว

ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่าง การปลดล็อคโทรศัพท์ การเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่เดินเข้าออกร้านค้า ไปจนถึงการสแกนหาผู้ก่อการร้ายในสนามกีฬา และตรวจสอบผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐ ทั้งทางชายแดน หรือในสนามบิน

หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ป๊อปสตาร์สาวนั้นนำเทคโนโลยีนี้มาติดตั้งในคอนเสิร์ตของเธอ เพื่อตรวจสอบและคัดกรองบุคคลที่มีแนวโน้มเป็นสตอล์คเกอร์ คอยคุกคามชีวิตส่วนตัวของเธอ

เพราะในทางกลับกัน แม้ สวิฟต์ จะทำไปเพื่อความปลอดภัยของเธอเอง แต่ผู้ถูกตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีนี้ ไม่มีโอกาสเลือกว่ายินยอมหรือไม่นั่นเอง

จนนำมาสู่คำถามต่อมา ก็คือการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่

แบรดฟอร์ด สมิธ ประธาน Microsoft คือผู้บริหารองค์กรใหญ่รายแรกๆที่แสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ เพราะแม้จะมีการระบุถึงขอบเขตด้านจริยธรรมของแต่ละองค์กรที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ แต่ไม่มีการระบุชัดเจนว่าขอบเขตนั้นอยู่ตรงไหน

Google ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีปัญหาเรื่องนี้ เมื่อพนักงานขององค์กรได้รวมตัวเพื่อเรียกร้องให้บริษัทเลิกให้ความร่วมมือใดๆกับ กองตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการตรวจคนเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันก็เต็มใจที่จะยอมรับเทคโนโลยี หากมันสามารถใช้งานได้จริงตามที่ควรจะเป็น

นั่นก็แปลว่าคุณภาพความแม่นยำของซอฟท์แวร์ที่ใช้ ก็มีความสำคัญ

41.1% เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าเทคโนโลยีมีความแม่นยำ 100% ส่วนผู้โหวต 23.4% เห็นด้วยถ้ามีความแม่นยำ 90% และ 17.7% ถ้าแม่นยำ 80%

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการใช้เทคโนโลยี เมื่อปัจจุบันยังมีคุณภาพความแม่นยำไม่สูงนัก ยังพบข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการตรวจจับผู้คนหลากหลายสัญชาติที่ไม่ได้มีผิวขาว หรือเพศอื่นๆ นอกเหนือจากเพศชาย

แน่นอนว่ารัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องพิจารณากันต่อไปว่าจะเปิดทางให้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าถูกใช้กับอะไรและอย่างไร

ยกเว้นว่าจะนำมาใช้เพื่อ “จัดระเบียบสังคม” แบบที่รัฐบาลจีนทำ โดยไม่ต้องร้องขอความเห็นจากประชาชนคนไหน

 

เรียบเรียงจาก
Survey: Americans Support Facial Recognition Tech — When It Works

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า