Facebook เดินหน้าแผนการพัฒนาเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality) แบบเต็มตัว ด้วยการตั้งทีมใหม่สำหรับพัฒนาแว่น AR โดยเฉพาะ พร้อมโยกพนักงานจำนวนหลายร้อยคนจากทีมวิจัย Facebook Reality Labs ไปประจำการ

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เคยกล่าวไว้ในงาน F8 ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้วว่า AR จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญในอนาคตอันใกล้ แม้จะยอมรับว่าการสร้างอุปกรณ์ที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้จริง ยังอาจต้องใช้เวลาอีกห้าหรือเจ็ดปีเป็นอย่างน้อย

จนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ไมเคิล อับบราช ซึ่งปัจจุบันดูแลแผนกวิจัย AR และ VR (ความจริงเสมือน) กล่าวในงาน Oculus Connect ว่าความเป็นไปได้ที่ใกล้เคียงที่สุด คือการสร้างอุปกรณ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นไอเดียเดียวกับที่ทาง Apple กำลังพัฒนาอยู่

ล่าสุด ก็มีรายงานจาก Business Insider ระบุว่า Facebook ได้เริ่มเดินหน้าโครงการพัฒนาแว่น AR อย่างจริงจัง ด้วยการตั้งทีมใหม่ มารับผิดชอบตรงจุดนี้โดยเฉพาะ ภายใต้การดูแลของ อับบราช และ แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ

ขณะที่ เทรา แรนดัลล์ โฆษกของบริษัทก็ยอมรับว่าทีมใหม่นี้ มีจำนวนพนักงานราว 2-300 คนด้วยกัน

ด้านแหล่งข่าวยังเผยต่ออีกด้วยว่า แว่น AR ที่ทาง Facebook กำลังพัฒนาขึ้นนั้น จะมีลักษณะใกล้เคียงกับแว่นสายตาทั่วไป มากกว่าอุปกรณ์ไฮเทคล้ำยุค เหมือน Magic Leap และ HoloLens ของ Microsoft

“มันจะดูคล้ายแว่นไฮ-เอนด์มากกว่า และเบาพอที่จะไม่ทำให้คุณรู้สึกรำคาญเวลาใส่ แต่ก็ไม่เปราะถึงขนาดคุณนั่งทับมันหักได้”

 

AHEAD TAKEAWAY

การขยับตัวของ Facebook เป็นอีกครั้งที่ย้ำว่าต่อให้ธุรกิจของคุณใหญ่แค่ไหน และคุณครองส่วนแบ่งตลาดไว้เท่าไหร่ ก็ไม่อาจพอใจและหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้

มีตัวอย่างมากมายของบริษัท “ที่เคยยิ่งใหญ่” และสุดท้ายก็กลายเป็นอดีตไป เพราะขาดดีเอ็นเอของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

จากตัวเลขสถิติในรอบหลายปีหลังสุด แม้โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่จะมีตัวเลขผู้ใช้งานมากถึงสองพันล้านคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจนี้เริ่มอิ่มตัวแล้ว

เพราะเป็นไปได้ยากที่จะขยายฐานผู้ใช้งานเพิ่ม ด้วยหลายๆปัจจัย เช่น จำนวนผู้ลงทะเบียน Facebook มีมากเกือบเท่าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตบนโลกปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ราว 3,200 ล้านคน แต่การที่รัฐบาลจีนเข้มงวดไม่ให้เว็บไซต์จากต่างประเทศเข้าไปเปิดบริการ ก็แทบจะเป็นการตัดโอกาสเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานของบริษัทฯโดยปริยาย

ยังไม่นับเรื่องไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง ที่เห็นว่า Facebook นั้นเป็น “ของเก่า” ของคนรุ่นพ่อแม่ตนไปแล้ว และพอใจที่จะเลือกใช้สื่อใหม่อื่นๆมากกว่า อาทิ Instagram หรือ Snapchat แทน

การตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เมื่อกลางปีที่แล้ว ด้วยการโยกธุรกิจเดิมมาไว้รวมกัน และให้ผู้บริหารชุดหลักแยกไปดูแลแผนกใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากเทคโนโลยีที่มีศักยภาพแทน อาทิ สกุลเงินดิจิทัล บล็อกเชน รวมถึง ความจริงเสมือน (Virtual Reality) และ ความจริงเสริม (Augmented Reality) ฯลฯ

ปลายปีที่แล้ว ฟีคัส เคิร์คแพทริค หัวหน้าฝ่าย AR ของบริษัทก็ยืนยันเองว่าบริษัทฯอยู่ระหว่างพัฒนาฮาร์ดแวร์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่

การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม AR ในอนาคตของ Facebook ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้าง

รายงานจาก ARtillry Intelligence ระบุว่า ตลาด AR มีโอกาสเติบโตได้ถึง 47,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2021 ขณะที่อุปกรณ์ซึ่งมี AR เป็นส่วนประกอบ (รวมถึง แว่น AR) ก็จะมีถึง 4,200 ล้านชิ้นทั่วโลก ในปี 2020

ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นักวิเคราะห์หลายๆราย เคยกล่าวไว้ว่าอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนจะเริ่มแผ่วลง และถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ใหม่ๆ

นั่นหมายความว่าวันหนึ่งข้างหน้า แว่น AR หรือ สมาร์ทกลาส อาจเป็นดีไวซ์ตัวใหม่ที่เราใช้กันเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่สมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบันก็เป็นได้

 

เรียบเรียงจาก
Facebook moves hundreds of employees to new AR glasses team
AR Glasses: Coming Soon To A Face Near You

 

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า