อีลอน มัสก์ สวมบทโหด ประเดิมปี 2019 ด้วยคำสั่งปลดพนักงานจากสามบริษัทที่เจ้าตัวเป็นซีอีโอ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ไล่ตั้งแต่ The Boring Company ที่มีพนักงานโดนปลด 5 ราย ขณะที่ Tesla กับ SpaceX นั้น มีพนักงานถูกเลย์ออฟ รวมกันกว่า 1,500 คน

The Boring Company บริษัทขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อการสัญจร เพิ่งประเดิมเปิดใช้งานอุโมงค์ ระยะ 1.8 กม. ขึ้นอย่างเป็นทางการที่ลอส แอนเจลิส เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังลงทุนไปกับการจ้างพนักงานกว่า 80 คน มาดูแลการออกแบบและก่อสร้าง คิดเป็นเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,300 ล้านบาท)

แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทฯได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 5 คน ซึ่งบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างอุโมงค์แห่งแรกที่ลอส แอนเจลิส โดยตรง ขณะที่โฆษกของบริษัท อธิบายว่ามีขึ้นหลังจากได้ทบทวนมาตรฐานการทำงานของทั้งห้าคนแล้ว โดยไม่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนแต่อย่างใด พร้อมเสริมว่าบริษัทฯ มีแผนจะจ้างงานใหม่เช่นกัน

“บริษัทของเราเตรียมจะจ้างงานมากกว่า 12 ตำแหน่ง สำหรับโครงการจำนวนมากทั่วประเทศ ตามแผนที่วางไว้ว่าจะเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2019”

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีรายงานว่า Tesla อีกหนึ่งบริษัทที่ มัสก์ เป็นซีอีโอเช่นกัน ได้ประกาศเลย์ออฟพนักงาน 7% จากทั้งหมด 45,000 คน คิดเป็นจำนวนหลักพันคน โดย มัสก์ เป็นคนชี้แจงด้วยตัวเองว่าเป็นการลดต้นทุน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น จากผลของอัตราภาษี

“ถึงเทคโนโลยีของบริษัทจะก้าวหน้า แต่ผลิตภัณฑ์ของเรายัแพงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่” มัสก์ ชี้แจงเรื่องนี้ในบล็อกของบริษัท “เราโชคไม่ดีที่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลดจำนวนพนักงานเต็มเวลาออกประมาณ 7% (หลังจากเพิ่มขึ้น 30% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสูงเกินกว่าที่บริษัทจะรับผิดชอบได้) และจะเหลือเฉพาะพนักงานที่มีความสำคัญจริงๆ กับพนักงานแบบอัตราจ้างเอาไว้”

“Tesla จะต้องลดจำนวนพนักงานลง พร้อมกับเพิ่มอัตราการผลิต Model 3 และทำการปรับปรุงด้านวิศวกรรมการผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

ก่อนหน้านี้ SpaceX ก็เพิ่งเลย์ออฟพนักงานบางส่วน รับปีใหม่ โดยเมื่อ 12 ม.ค. ทางบริษัทฯเพิ่งปลดพนักงานออก 10% จากพนักงานทั้งหมดราว 6,000 คน เพื่อให้โครงการของบริษัทสามารถดำเนินต่อไปได้ตามแผนที่วางไว้

“SpaceX จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่มีความคล่องตัวสูง เพื่อจะได้ให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสานต่อแผนงานขององค์กรในการพัฒนายานอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ และอินเทอร์เน็ตพื้นฐานในอวกาศ โฆษก SpaceX อธิาย

 

AHEAD TAKEAWAY

แม้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 เป็นต้นมา สถานการณ์ของทั้งสามบริษัทที่ มัสก์ เป็นซีอีโอ จะไปได้สวย

แต่ในภาพรวมนั้น ซีอีโอชาวแอฟริกาใต้ ยังมีงานหนักอีกมากที่ต้องทำ ในการประคับประคองบริษัทให้ดำเนินงานได้ต่อไป

ในปีนี้ Tesla จะต้องพบกับปัญหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อรัฐบาลสหรัฐ จะเริ่มปรับลดสิทธิ์สนับสนุนเงินช่วยเหลือ จาก 7,500 ดอลลาร์ เหลือ 3,500 ดอลลาร์ ต่อคัน จนถึงช่วงกลางปี

จากนั้น จะลดลงเหลือ 1,875 ดอลลาร์ ในช่วงหกเดือนสุดท้าย และยกเลิกการสนับสนุนดังกล่าว ในปี 2563

นั่นจะทำให้ราคารถ EV แพงขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของ Tesla ที่ถือว่าราคาสูงอยู่แล้ว (รถรุ่นต่ำสุดของบริษัท อยู่ที่ 44,000 ดอลลาร์ หรือ 1.45 ล้านบาท)

ขณะที่ธุรกิจรถยนต์นั้นมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงเป็นทุนเดิม

ทางออกของ มัสก์ และทีมบริหารจึงหนีไม่พ้นการลดจำนวนพนักงานประจำ เพื่อควบคุมต้นทุนให้ไม่สูงไปกว่านี้ จนสามารถรักษาระดับราคาขายไว้ได้ รวมถึงแผนการลดราคา Model 3 ซึ่งเป็นรุ่นถูกที่สุดลงอีก เพื่อแข่งขันกับบริษัทอื่นๆในอนาคต แม้การปรับลดจำนวนพนักงานครั้งนี้ จะกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาถึง 9% ก็ตาม

ขณะที่ SpaceX ที่เป็นบริษัทจำกัดนั้น โฆษกบริษัทยืนกรานว่าสถานะทางการเงินยังไปได้สวยอยู่ หลังได้งานต่อเนื่องทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในการขนส่งดาวเทียมและอุปกรณ์ต่างๆด้วยจรวดของบริษัท

แต่บริษัทก็ยังโครงการอื่นๆอีกมากรออยู่ ทั้งทริปทัวร์ดวงจันทร์ การเดินทางสู่ดาวอังคาร รวมถึงโครงการ Starlink เพื่อกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลกผ่านดาวเทียมวงโคจรระดับต่ำ ทำให้บริษัทน่าจะยังต้องระดมทุนอีกหลายครั้ง เพื่อให้แผนการเหล่านี้สามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งทางเลือกที่ดีที่สุด ก็คือการลดพนักงานประจำนั่นเอง

 

เรียบเรียงจาก
Elon Musk’s Boring Company fired five employees just one month after unveiling its first tunnel
Tesla is slashing thousands of jobs because its cars are still too expensive

 

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า