TechCrunch เผย Facebook จ่ายเงินให้กับกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นจำนวนหนึ่ง เพื่อติดตั้ง VPN ชื่อ “Facebook Research” เพื่อเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างของคนนั้นๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ทางบริษัทยอมรับว่ามีอยู่จริง โดยทำไปเพื่อวิจัยข้อมูลผู้บริโภค และไม่ผิดต่อกฎใน App Store หรือ Google Play แน่นอน

รายงานจากเว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่าโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ทำการวิจัยนี้ โดยจ่ายเงินแก่กลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นจำนวนหนึ่ง รายละ 20 ดอลลาร์ ต่อเดือน แลกกับการติดตั้งแอพพลิเคชัน VPN ที่มีชื่อว่า “Facebook Research”

แอพดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับ Onavo Protect ที่ทางบริษัทฯเคยถูก Apple สั่งให้ลบจาก App Store เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์นโยบายส่วนบุคคล โดยจะเปิดทางให้บริษัทฯเข้าถึงข้อมูลการใช้งานในสมาร์ทโฟนได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ข้อความแชท, รูปภาพและวิดีโอในแชท, อีเมล, การใช้เว็บไซต์ภายนอก ไปจนถึงตำแหน่งสถานที่ของผู้ใช้

ด้าน Facebook ยอมรับว่าแอพพลิเคชั่นนี้มีอยู่จริง และเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2016 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Project Atlas” เมื่อกลางปี ​​2018 ส่วนจุดประสงค์ของการทำวิจัยครั้งนี้ คือการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งาน

ผู้ร่วมงานวิจัยนี้ จะได้ “Facebook Research” ซึ่งระบุตัวเองว่าเป็น “การศึกษาวิจัยโซเชียลมีเดียแบบเสียค่าใช้จ่าย” ผ่านบริการทดสอบเบต้าต่างๆ สามแบบ

คือ BetaBound, uTest และ Applause ซึ่งถูกใช้เพื่องานโฆษณาบน Instagram และ Snapchat ที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายในช่วงอายุ 13-35 ปี

เมื่อลงชื่อสมัครใช้แล้ว กลุ่มผู้ใช้ที่อายุน้อย จะได้รับแจ้งให้ขออนุญาตจากผู้ปกครองผ่านแบบฟอร์ม โดยหนึ่งในแบบฟอร์มเหล่านั้นระบุว่า ไม่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโครงการ แต่ผู้ใช้ได้ทราบแล้วถึงลักษณะโดยธรรมชาติของโครงการ เกี่ยวข้องกับการติดตามข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านการใช้แอพ

ขณะที่หลังติดตั้งแอพ Facebook Research แล้ว ก็จะขึ้นข้อความเตือนอีกครั้งว่า ผู้ใช้ตกลงอนุญาตให้ลูกค้าของบริษัทฯรวบรวมข้อมูลจากโทรศัพท์ เช่น แอพใดบ้างที่อยู่ในโทรศัพท์, วิธีการและเวลาที่คุณใช้, ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมและเนื้อหาในแอพเหล่านั้น, วิธีที่ผู้อื่นโต้ตอบ หรือเนื้อหาของผู้ใช้ในแอพเหล่านั้น และการใช้บริการออนไลน์อื่นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

หลังรายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทางบริษัทฯ ยอมรับว่าการวิจัยนี้มีอยู่จริง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่บริษัทอื่นๆทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนของผู้ใช้ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการแชร์ข้อมูลดังกล่าวไปยังบุคคลที่สาม และผู้ทำวิจัยสามารถยกเลิกการทดสอบได้ตลอดเวลา

โฆษกของบริษัทฯ ยังยืนยันว่า แอพพลิเคชั่นตัวนี้ ไม่ได้ละเมิดกฎของ App Store เพราะเป็นไปตามเกณฑ์รับรอง Enterprise Certificate program ของ Apple

แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตจากทาง Techcrunch ว่า โปรแกรมลักษณะนี้ มักใช้สำหรับนักพัฒนาภายในเป็นหลัก และไม่ใช่ในฐานะเบต้าสาธารณะที่ผู้ใช้จะได้รับเงิน จึงมีความคลุมเครืออยู่ว่าข้อมูลที่ผู้ร่วมทำการวิจัยนั้น จะได้รับการปกป้องไม่ให้หลุดรอดออกไปได้ในระดับไหน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมจาก The Verge ว่า Apple ได้ปิดช่องทางการแจกจ่ายแอพ iOS ภายในองค์กรของ Facebook แล้ว หลังรับทราบเรื่องนี้ ส่งผลให้แอพต่างๆที่จำกัดการใช้งานไว้เฉพาะพนักงาน Facebook ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าการเปิดให้คนนอกใช้งาน Facebook Research แลกกับการจ่ายเงินนั้น เป็นการละเมิดเงื่อนไขการใช้งานที่ทั้งสองบริษัททำไว้ร่วมกัน

 

AHEAD TAKEAWAY

ยังคงเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง สำหรับรูปแบบต่างๆของการดึงข้อมูลผู้บริโภคไปใช้โดย Facebook

ในกรณีนี้ หากจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะไม่ต่างอะไรกับการว่าจ้างคนมาช่วยทำงานวิจัยทั่วไป ซึ่งผู้เข้าร่วมวิจัยก็จำเป็นต้องอ่านรายละเอียดข้อตกลงให้ครบ ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่

ปัญหาคือแอพตัวนี้ไม่ได้เปิดให้โหลดทั่วไป เพราะโดยปกติจะถูกใช้สำหรับนักพัฒนาภายในเป็นหลัก และไม่ใช่ในฐานะเบต้าสาธารณะที่ผู้ใช้จะได้รับเงิน

วิลล์ สตราฟาช ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เผยว่า ระดับการเข้าถึงของแอพนี้ อาจนำไปสู่การที่​​บริษัทจะสามารถรวบรวมข้อมูลทุกประเภทได้ แม้แต่ในกรณีที่แอพบางตัวต้องใช้การเข้ารหัสเพื่อใช้งาน หรือเบราเซอร์บางตัวที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาข้อมูลส่วนตัวก็ตาม

อีกประเด็นที่สำคัญคือการทำวิจัยในลักษณะนี้ เป็นการล้ำเส้นข้อมูลของบริษัทอื่นๆด้วยหรือไม่

เพราะมีการเปิดเผยว่าการดาวน์โหลดโปรแกรมจาก Applause นั้น มีการขอให้ผู้ใช้แคปภาพหน้าจอของประวัติการสั่งซื้อในเว็บไซต์ Amazon ด้วย โดยหากผู้ร่วมวิจัยทำสิ่งนี้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะได้รับค่าตอบแทนผ่าน e-gift cards

นั่นหมายถึง Facebook ได้ข้อมูลบางส่วนของ Amazon ไปโดยปริยาย ไม่ว่าทาง Amazon จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

ส่วนกรณีการที่ Apple สั่งแบนการกระจายแอพในองค์กรของ Facebook นั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารที่ ทิม คุก เคยวิจารณ์ ซัคเกอร์เบิร์ก ออกสื่อ กรณีข้อมูลส่วนบุคคล

แต่น่าจะเป็นเพราะ Apple นั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และไม่ต้องการพาตัวเองไปเข้าเสี่ยงต่อการถูกเหมารวมเรื่องความบกพร่องในการเก็บรักษาข้อมูล เนื่องจากกรณีนี้กลายเป็นรอยด่างที่ลบไม่หายสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์คเบอร์หนึ่งไปแล้วมากกว่า

เรียบเรียงจาก
Facebook pays teens to install VPN that spies on them

Facebook secretly pays users for complete access to their data

Apple blocks Facebook from running its internal iOS apps

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า