หรือการโหมงานหนักจะไม่เป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่

เพราะจากข่าวที่ อีลอน มัสก์ ส่งอีเมลประกาศการลดจำนวนพนักงานฟูลไทม์ลง 7% ในเวลาประมาณ 01.20 น. ของกลางดึกคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น ที่แคลิฟอร์เนีย)

จน จัสติน บาริโซ่ ที่ปรึกษาของหลายองค์กร และผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ ‘EQ Applied’ ให้ความเห็นว่าความมุ่งมั่นจนเกินขอบเขตของซีอีโอชาวแอฟริกาใต้รายนี้ อาจเป็นการบีบคั้นพนักงานจนเกินไป และส่งผลเสียต่อบริษัทแทน ตามที่ AHEAD ASIA ได้เคยนำเสนอไปแล้ว (อ่านต่อ ที่นี่)

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก The Guardian สื่ออังกฤษว่า นับจากปี 2014 เป็นต้นมา โรงพยาบาลต้องส่งรถไปรับพนักงานที่ล้มป่วยระหว่างการทำงานที่โรงงานของ Tesla เกินกว่า 100 ครั้ง ด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิ หมดสติ วิงเวียนศีรษะ หายใจติดขัด หรือเจ็บหน้าอก รวมถึงบาดเจ็บระหว่างการทำงานอีกด้วย

จากกรณีดังกล่าว จึงไปสอดรับกับเทรนด์ใหม่เกี่ยวกับการทำงาน ที่เชื่อว่าถ้าสามารถทำให้พนักงานมีความสุขได้ อาจได้รับผลตอบรับที่ดีกว่า

โดยมีเทคนิคมากมายที่บริษัททั้งในและต่างประเทศได้นำมาใช้ โดย AHEAD ASIA ได้รวบรวมไว้ให้ตามนี้

 

#1
เลี้ยงดูปูเสื่อ

Google คือบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านการเลี้ยงดูปูเสื่อพนักงานเป็นอย่างดี เพราะจัดอาหารกลางวันเลี้ยงพนักงานอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะที่เฮดควอเตอร์ที่สิงคโปร์นั้น มีอาหารหลากหลายประเภท ตั้งแต่ตะวันตกอย่างฝรั่งเศส อาหารอินเดีย หรือสตรีทฟูดไว้เลี้ยงดูพนักงานเป็นอย่างดี

ส่วนในประเทศไทยนั้น Line Thailand ก็มีห้องอาหารไว้บริการพนักงานอย่างเต็มที่เช่นกัน ขณะที่เอเยนซี่โฆษณา MCFIVA ชื่อดัง มีการเลี้ยงอาหารเช้า ให้กับพนักงานที่เข้างานเร็ว เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมาถึงที่ทำงานเร็วขึ้น

ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสียงวิจารณ์ว่า การเลี้ยงอาหารพนักงงานนั้น อาจเป็นกลยุทธ์ให้พนักงงานใช้เวลาในช่วงพักกลางวันน้อยลง หรือขังพนักงานไว้ไม่ให้ออกไปไหนได้นั่นเอง

#2
วันทำงาน น้อยลง วันลา มากและประหลาดมากขึ้น

Perpetual Guardian บริษัทวางแผนด้านอสังหาริมทรัพย์ ของนิวซีแลนด์ เคยตกเป็นข่าวดังก่อนหน้านี้ เมื่อตัดสินใจให้พนักงานทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ แต่ยังจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม ซึ่งล่าสุดบริษัทที่มีพนักงานร่วม 200 คน  เปิดเผยว่า ยังไม่พบผลกระทบในแง่ลบที่สำคัญแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนมัธยมในมณฑลเจ้อเจียง ที่พยายามให้ครูทุกคน ได้ลาอย่างน้อยเดือนละ 2 วันครึ่ง เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เพราะเชื่อว่าหากครูมีความสุข ก็จะทำให้นักเรียนมีความสุข และทำให้การเรียนการสอนดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในจีนอย่าง Hangzhou Songcheng Performance และ Hangzhou Songcheng Tourism ที่ตัดสินใจมอบวันหยุดเพิ่ม เป็นกรณีพิเศษอีก 8 วัน ให้กับพนักงานผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่ยังโสดในช่วงตรุษจีนที่จะถึงนี้ เพื่อไปหาคู่หรือออกเดท

หรือแม้แต่ที่สุดขั้วอย่าง LELO UK บริษัทผู้ผลิตเซ็กส์ทอยในอังกฤษ เพิ่ม วันลา พิเศษ “self-love days” อีกปีละ 4 วัน ให้พนักงานแยกย้ายไป ช่วยตัวเอง เชื่อช่วยให้สนุกกับการทำงาน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ใหม่มากขึ้น (อ่านต่อ ที่นี่)

ส่วนในประเทศไทยนั้น adapter digital group ดิจิทัล เอเยนซี่ ชั้นนำของเมืองไทย ก็มีวันลาสุดแนวที่ไม่เหมือนใคร อย่างลาวันเกิด Birthday Leave หรือ Indy Leave ให้พนักงานที่เหงา เศร้า อกหัก ไม่พร้อมมาทำงาน ทำงานอยู่ที่บ้านได้

แต่มีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่พนักงานที่สามารถหยุดได้นั้น จะเป็นพนักงานหลังบ้าน ไม่ใช่พนักงานที่ให้บริการลูกค้าโดยตรง จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า

#3
บริษัทสายเปย์

มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆของพนักงาน เริ่มตั้งแต่ สตาร์บัคส์ แบรนด์กาแฟชื่อดังที่ประกาศเมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี 2018 ว่าจะช่วยออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเล็กที่เป็นลูกของพนักงาน มากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของพนักงาน และจำนวนชั่วโมงในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพชื่อ Goodly หนึ่งในสตาร์ทอัพจากโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพชื่อดังที่สุดในโลกอย่าง Y-Combinator ก็ให้บริการช่วยให้นายจ้างสามารถเข้ามาช่วยชำระหนี้ของกองทุนกู้ยืมการศึกษา ( Student loan ) ตามแต่ผลงาน แถมให้นายจ้างสามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ขณะที่ในประเทศไทย มีข่าวว่าบริษัทเทคโนโลยีเกี่ยวกับอาหารเจ้าใหญ่อย่าง Wongnai นั้น มองถึงความเป็นไปได้ในการสร้างที่พักให้พนักงานได้อยู่ในราคาพิเศษ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับพนักงาน ในกรุงเทพ ที่การเดินทางนั้นยากลำบาก

#4
โอกาสในแบบของคุณ ในที่ของเรา

การเติบโตปกติตามตำแหน่งปกตินั้น อาจไม่ดึงดูดคนเจนใหม่อีกต่อไป ในปัจจุบันหลายบริษัทเปิดให้โอกาสให้พนักงานสามารถยื่นคำร้องไปรับตำแหน่งในส่วนงานอื่นได้ เช่น จากฝ่ายขาย มาเป็นฝ่ายการตลาด

หรือบริษัทขนาดใหญ่อย่าง SCG มีโครงการสร้างนวัตกรรมภายใน ที่หากมีพนักงงานกลุ่มไหนที่ทำได้ดี และมีแนวโน้มจะเป็นธุรกิจใหม่ได้ ก็จะสนับสนุนให้ไปเปิดธุรกิจใหม่โดยมี SCG ร่วมถือหุ้น และสนับสนุน

ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่บริษัทระดับโลก อย่าง Google เปิดโอกาสให้พนักงานใช้เวลา 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลางาน ทำสิ่งที่สนใจ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องงานก็ได้ จนกลายมาเป็นโปรดักส์มากมายของ Google

#5
จงทำดี ไปทำดี

บริษัทระดับโลกอย่าง Saleforce นั้น บังคับให้พนักงานลาหนึ่งอาทิตย์ เพื่อไปช่วยทำงานการกุศลอะไรก็ได้ เช่น สอนหนังสือ ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน ช่วยผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพ

Pinche Gringo ร้านบาร์บีคิวชื่อดังของเม็กซิโก มีนโยบายรับพนักงานที่ถูกส่งกลับ เนื่องจากการกีดกันผู้อพยพ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อเมริกา ซึ่งกรณีคล้ายกัน ก็พบได้ในร้าน Auntie Anne’s ร้านเพรทเซลชื่อดังที่ให้โอกาสผู้พิการทำงานในร้าน

หรือ Microsoft ที่ล้ำไปกว่านั้น ด้วยการประกาศในเดือนสิงหาคมปี 2018 ที่ผ่านมาว่า ซัพพลายเออร์ของบริษัท จะต้องอนุญาตให้พนักงานที่จะเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ได้มีวันลาคลอด ( Paid Parental Leave ) อย่างน้อย 12 สัปดาห์ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ในกรณีที่กำลังจะมีลูก หรือรับเด็กมาเลี้ยง

 

AHEAD TAKEAWAY

การที่หลายบริษัทออกมามีนโยบายเช่นนี้นั้น ทางทีม บก. AHEAD ASIA มองว่าเกิดจากภาพใหญ่ที่แรงงานซึ่งเป็นที่ต้องการในปัจจุบันนั้น จะเป็นตำแหน่งงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ มากกว่ากลุ่มที่ทำงานซ้ำๆเป็นประจำ ซึ่งกำลังจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ หรือ AI (ตัวอย่าง เช่น ธนาคารหลายแห่งในประเทศไทยประกาศลดพนักงาน) การทำให้พนักงานมีความสุขและขวัญกำลังใจที่ดีนั้น น่าจะนำไปสู่ผลงานที่ดีกว่า

เทรนด์ของพนักงานรุ่นใหม่ในตลาดแรงงานนั้น มีแนวโน้มและทางเลือกที่จะทำงานอิสระ เป็นช่วงๆมากขึ้น ตามเทรนด์ Gig Economy ที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ทำให้ต้องนำสิ่งอื่นๆ มาดึงดูดใจมากกว่าที่เคยทำในอดีต

ซึ่งถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ในฐานะพนักงาน หมายความว่าการสมัครงานครั้งต่อไป คุณอาจสามารถถามถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่ารูปแบบเดิมๆ

แต่ถ้าหากคุณเป็นนายจ้างหรือทำงานในส่วน HR หมายความว่า คุณอาจจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ที่ไปข้างหน้ามากว่าวิธีการเดิมๆ เช่นกัน

เพราะนอกจากจะช่วยในการดึงดูดหรือรักษาพนักงานแล้ว ยังช่วยในด้านการสร้างแบรนด์แก่ผู้จ้าง ( Employer Branding ) ที่ไม่ได้มีผลแค่การจ้างงาน แต่มีผลไปถึงธุรกิจของบริษัทอีกด้วย

สุดท้าย AHEAD ASIA ได้สรุปผลประโยชน์ที่ Harvard Business Review ได้ทำงานวิจัย ว่าเป็นที่ต้องการสูงสุด 10 อย่างของตลาดแรงงานในสหรัฐ อเมริกา ดังนี้

  • ประกันสุขภาพรวมถึงทำฟันและจักษุ
  • ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น
  • วันหยุดที่เยอะขึ้น
  • ทางเลือกในการทำงานจากที่บ้าน
  • วันหยุดที่ไม่จำกัด
  • ช่วยชำระหนี้กองทุนกู้ยืมการศึกษา
  • ลาคลอด ลาเลี้ยงลูกอ่อน
  • สมาชิกฟิตเนสฟรี
  • ช่วยค่าเลี้ยงดูเด็กอ่อน หรือ ฟรี
  • มีคลาสฟิตเนส หรือโยคะบริการให้ฟรี

ส่วนการมีขนม หรือ กาแฟฟรีในที่ทำงานนั้น อยู่ที่ 11 และ 12 ตามลำดับ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคุณมีความเห็น หรือบทความของเราช่วยให้คุณเรียนรู้อะไรเพิ่ม อย่าลืมคอมเมนท์บอกทีมงาน AHEAD ASIA รู้ทั้งที่นี่ และในเฟสบุ๊ค เพื่อที่เราจะได้มาอีดิทเพิ่มใส่ในส่วนความเห็นจากชาว AHEAD เพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

อ่านเพิ่มเติม

10 สตาร์ทอัพด้านทรัพยากรบุคคล

ที่ปรึกษาเตือน อีลอน มัสก์ โหมงานหนักจนล้ำเส้นชีวิตพนักงาน อาจทำ Tesla พัง

เรียบเรียงจาก

The Most Desirable Employee Benefits

Chinese companies offer ‘dating leave’ to single female employees aged over

‘No downside’: New Zealand firm adopts four-day week after successful trial

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า