The Back of the Napkin โดย Dan Roam, Business Model Generation โดย Alexandre Osterwalder และ Creative Confidence โดย Tom Kelley

คือหนังสือทั้ง 3 เล่ม จัดว่าเป็นตำราทางธุรกิจที่ขายดี และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ในช่วง 10 ปีหลังมากที่สุด

ซึ่งคำถามคืออะไรเป็นสาเหตให้นักธุรกิจ และผู้บริหารในองค์กรระดับโลกมากมาย เป็นแฟนของหนังสือทั้งสามเล่มนี้

AHEAD.ASIA อาสาพาคุณไปหาคำตอบ พร้อมสิ่งที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรคุณได้

The Back of the Napkin

เริ่มต้นในปี 2009 แดน โรม ผู้ผ่านงานเป็นที่ปรึกษาของบริษัทใหญ่ๆอย่าง Microsoft, Wal-Mart และกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์หนังสือที่ชื่อว่า The Back of the Napkin ที่เขาตกตะกอนจากการทำงานกว่า 20 ปี

โดยไอเดียของ แดน นั้นเรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เขาพยายามนำเสนอใน The Back of the Napkin คือการนำภาพ (Visual) เข้ามาช่วยในทุกกระบวนการ

ไม่ว่าจะในการคิด นำเสนอ สื่อสาร หรือแก้ปัญหาใดๆ การใช้ภาพ (​Visual) ที่มนุษย์คุ้นเคย ดึงดูดความสนใจมากกว่า และกระตุ้นสมองทั้งสองฝั่ง ซึ่งจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งการใช้คิดและเล่าเป็นภาพนั้น ใช้ได้ตั้งแต่การตั้งเป้าหมายของบริษัทร่วมกันระหว่างพนักงงานในองค์กร ซึ่งในกรณีนี้ มีโอกาสที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพเป้าหมายชัดเจน และเข้าใจตรงกันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้สามารถจดจำเป้าหมาย ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ส่งผลให้มีโอกาสทำเป้าหมายให้เป็นจริงมากขึ้นด้วย

ลองนำไปใช้: คุณสามารถลองนำไปใช้ง่ายๆ โดยขั้นตอนดังนี้

  1. วาดรูปวงกลมตรงกลางกระดาษ และข้างในใส่ภาพที่แสดงถึงสินค้า หรือบริการของคุณลงไป
  2. วาดรูปลูกค้าของคุณว่าเป็นใครบ้าง ใส่รายละเอียดเพื่อแสดงถึงลูกค้าของคุณอย่างชัดเจน
  3. ระหว่างธุรกิจของคุณ กับลูกค้าของคุณลองวาดรูปช่องทาง และใส่รายละเอียดลงไป

คุณสามารถให้ทีมช่วยกันวาด เพื่อเติมความคิดสร้างสรรค์ลงไปได้ ซึ่งอาจทำให้การประชุมของคุณน่าเบื่อและนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

นอกจาก The Back of the Napkin แล้ว แดน โรม ยังมีผลงานหนังสืออีกเล่ม ที่ขายดีไม่แพ้กันที่ชื่อว่า Show Don’t Tell ที่เน้นการโชว์ให้ดูจะได้ไม่ต้องพูดเยอะ เจ็บคอ

วิธีใช้ภาพเล่าเรื่องแบบนี้ ผู้อ่านประจำของ AHEAD.ASIA น่าจะคุ้นเคยกันในภาพประกอบข่าวของเรา ซึ่งได้ไอเดียมาจากแนวคิดของ แดน โรม นั่นเอง

Business Model Generation

ถัดมาหนึ่งปี ใน ค.ศ. 2010 หนังสือทางธุรกิจชื่อว่า Business Model Generation มีผู้เขียนหลักชื่อ อเล็กซ์ ออสเตอร์วัลเดอร์ ก็ถูกพิมพ์ออกสู่ตลาด และขึ้นเป็นหนังสือขายดีในหมวดธุรกิจอย่างรวดเร็ว

เพราะสิ่งที่นักศึกษาปริญญาเอกจากสวิตเซอร์แลนด์รายนี้นำเสนอ คือตารางทางธุรกิจทั้ง 9 ช่อง ที่ชื่อว่า Business Model Canvas

เครื่องมือที่เขาและผู้มีส่วนร่วมคนอื่นๆ ช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อให้แม้แต่คนที่ไม่เคยทำ ไม่เคยเรียนธุรกิจ ยังสามารถนำไปใช้หาโมเดลทางธุรกิจ ตรวจสอบ หรือวางแผนทางธุรกิจได้

อเล็กซ์ ตั้งใจให้ตาราง 9 ช่องง่ายๆ นี้ สามารถใช้จริงได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากมากกว่า แผนธุรกิจแบบหนาๆ ที่ทั้งเสียเวลาในการเขียน และแทบไม่เคยถูกนำมาใช้จริง

ซึ่งข้อดีที่สำคัญของ Business Model Canvas คือมันใช้กระดาษเพียงแค่แผ่นเดียว หน้าเดียว ทำให้คุณสามารถเห็นภาพใหญ่ของธุรกิจคุณ และความเชื่อมโยงของช่องต่างๆ ได้อีกด้วย

ลองนำไปใช้: คุณสามารถลองนำไปใช้ง่ายๆ โดยขั้นตอนดังนี้

เขียนหรือวาดรูป อธิบายแต่ละช่องของธุรกิจคุณลงบน Post it แล้วแปะลงในตาราง เรียงตามลำดับดังนี้

  1. Value Proposition คุณค่าของธุรกิจเราคืออะไร
  2. Customer Segment ลูกค้าเราคือใคร เป็นแบบไหน
  3. Customer Relationship ความสัมพันธ์ของเราและลูกค้าที่อยากมี
  4. Channels ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
  5. Key Activities สิ่งต่างๆที่ต้องทำ เพื่อให้เกิดข้อ 1 2 3 4 ขึ้น
  6. Key Partners คนที่มาเป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัท ควรเป็นใคร
  7. Key Resources ทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด
  8. Cost Structure ประมาณค่าใช้จ่ายของธุรกิจมีอะไรบ้าง ดูได้คร่าวๆจากข้อ 5, 6, 7
  9. Revenue Stream รายได้เรามาจากไหนบ้าง

การไล่เรียงตามลำดับมีความสำคัญ และสามารถช่วยกันคิดให้เพื่อให้มีไอเดียที่หลากหลายได้

หลังจาก อเล็กซ์ แนะนำโลกให้รู้จักกับผืนผ้าใบทางธุรกิจนี้ มหาวิทยาลัย และสถาบันที่เปิดสอนเกี่ยวกับธุรกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ก็เริ่มนำ Business Model Canvas มาใช้อย่างแพร่หลาย

ส่งผลให้ Workshop การทำ Business Model Canvas กลายเป็น Workshop ทางธุรกิจที่มีการเปิดสอนมากที่สุดในโลก และทำให้ชื่อของ อเล็กซ์ ออสเตอร์วัลเดอร์ ถูกจัดให้เป็น 50 นักคิดที่มีอิทธิพลที่สุดของโลก

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่ อเล็กซ์ ก็ยังแนะนำในการใช้ Visual Thinking ของ แดน ในการทำ Business Model Canvas ด้วย

Creative Confidence

ในยุคปัจจุบัน “ความคิดสร้างสรรค์” Creativity กลายมาเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริหารระดับสูง และผู้ประกอบการ แต่เรามักเชื่อกันว่าความคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถพิเศษ หรือพรสวรรค์ส่วนตัวมากกว่า

จนกระทั่งในปี 2013 หนังสือที่ชื่อ Creative Confidence ที่เขียนโดย “ทอม เคลลีย์” ได้เปลี่ยนความคิดของคนจำนวนมาก ให้เข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่สามารถสร้างและฝึกฝนกันได้ ผ่านกระบวนการ และแนวคิดที่เหมาะสม

โดย ทอม ได้ใช้ประสบการณ์ในฐานะผู้ก่อตั้ง IDEO Lab ที่นำความคิดสร้างสรรค์มาช่วยแก้ปัญหา และพัฒนาธุรกิจ และนวัตกรรมมากมาย ผ่านกระบวนการสร้างนวัตกรรมที่คุณอาจคุ้นเคยกันดีอย่าง Design Thinking ที่แนวคิดนี้ให้กำเนิดนวัตกรรมต่างๆ อย่างเมาส์ของ Apple จนถึง AirBNB สตาร์ทอัพลำดับต้นๆของโลกนั่นเอง

ลองนำไปใช้: ซึ่งแนวคิดในหนังสือ Creative Confidence ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้คือ

  1. Growth state of mind เริ่มต้นจากแนวคิดที่อยากเติบโต และดีขึ้น
  2. Daring and Learning กล้าที่จะล้มเหลว และเรียนรู้
  3. Creative sparks and insights พยายามมองหาความคิดสร้างสรรค์ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะจากความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค หรือลูกค้า
  4. The ‘Do something’ Mindset มีแนวความคิดที่เชื่อในการลงมือทำดู แม้ยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
  5. Finding your calling หาให้เจอ ว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์หรือทำสิ่งใหม่ๆเหล่านี้
  6. Building an innovative culture and team สร้างคนรอบข้างและทีม ที่เชื่อและคิดเหมือนคุณ เพราะว่าคุณไม่สามารถทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวคนเดียว
  7. Exercises for creative thinking ฝึกทำซ้ำๆ ให้เป็นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการต่างๆ หรือ Design Thinking
  8. Creativity for life เมื่อคุณทำมันเป็นนิสัยมากพอ บ่อยพอ คุณก็จะกลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์โดยสมบูรณ์

AHEAD TAKEAWAY

นอกจากจะขายดีแล้วหนังสือธุรกิจทั้ง 3 เล่มนี้ ยังถือว่าช่วยจุดประกายแนวคิดใหม่ๆให้เกิดขึ้นในโลกของธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาพ Visual เข้ามาแทนตัวหนังสือและตัวเลข ที่นอกจากจะช่วยในการคิดและการแก้ปัญหา ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ Storytelling ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน “แดน โรม” ก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย

ขณะที่ Business Model Canvas ก็เริ่มเข้ามาทดแทนการเขียนแผนธุรกิจแบบเดิมๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสะดวกและได้ผลมากกว่า โดยเหลือไว้แค่หน้าที่เป็นงบการเงินเท่านั้นที่ยังต้องเขียนแบบเก่า ส่วนหนังสือของ “ทอม เคลลีย์” ก็เปลี่ยนความเชื่อของคนใหม่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้

นั่นทำให้เวิร์คช้อปที่ผู้เขียนหนังสือทั้งสามคนนี้สร้างสรรค์ขึ้นอย่าง Visual Thinking, Business Model Canvas และ Design Thinking เป็นเวิร์คช้อปทางธุรกิจที่มีการสอนกันมากที่สุดในโลกในช่วงหลังๆ

ซึ่งข่าวดีก็คือในงาน Corporate Innovation Summit 2019 ที่จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี และ ศุกร์ที่ 28 – 29 มีนาคม ณ. เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่จะถึงนี้

ผู้เขียนหนังสือ และเจ้าของ Workshop ระดับโลกทั้ง 3 คน จะมาร่วมงานและร่วมทำเวิร์คช้อปให้ผู้ที่ซื้อบัตรเข้าร่วมงาน Corporate Innovation Summit 2019 แบบตัวเป็นๆ ให้คุณได้เรียนตรงจากต้นตำหรับ ซึ่งน่าจะมีอะไรพิเศษกว่าที่คุณได้เรียนรู้ในบทความของเรา

พิเศษ! สำหรับผู้อ่าน AHEAD ASIA  ที่สนใจ เราขอส่วนลดมาให้ผู้อ่านของเราเพียงแค่ใส่โค้ด AHEADCIS รับส่วนลดไปเลย $400US จนถึง 15 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

CIS Workshop

(​รีบหน่อย เพราะแต่ละ Workshop รับจำนวนจำกัด 80 คนเท่านั้น)