“กำแพงและกรอบความคิดธุรกิจแบบเก่าที่พังทลาย”

ปฎิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนั้น กำแพงธุรกิจ ที่เคยแบ่งออกตามประเภทของอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ค่อย ๆ ถูกทำลายลงเรื่อย ๆ

เราสามารถเห็นบริษัทคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีเช่น Google, Apple หรือ Uber ก้าวออกจากอุตสาหกรรมเดิมอย่างเทคโนโลยี มาแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ ต่อกรกับบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน ที่เป็นเจ้าตลาดเดิม อย่าง Mercedes-Benz, BMW หรือ Audi ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไร้คนขับ

ที่สำคัญ เหล่าผู้ท้าชิงรายใหม่ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วย เพราะการย้ายเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไร้คนขับนั้น ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแบบเก่า อาจไม่สำคัญเท่าข้อมูลหรือระบบแผนที่ ที่บริษัทอย่าง Google มี นั่นจึงทำให้ในตลาดรถยนต์ไร้คนขับ Waymo แบรนด์จากค่าย Google ( Alphabet ) ดูจะนำหน้าผู้เล่นรายอื่นๆอยู่

จึงไม่น่าแปลกใจเช่นกัน ที่เราจะเห็นการพยายามโต้กลับจากค่ายรถยนต์เยอรมัน เมื่อ 3 แบรนด์ที่เรากล่าวถึง ที่เคยเป็นคู่แข่งขัน ที่ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนานราวกับจะไม่มีทางญาติดีกันได้ หันมาจับมือกันร่วมกันตั้งบริษัทแผนที่แบบ 4D ที่ชื่อ Here เพื่อไม่ให้ฝ่ายเทคโนโลยีกุมความได้เปรียบไว้เพียงฝ่ายเดียว โดยพวกเขาได้ดึงรองประธานของ Cisco บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาเป็นเบอร์หนึ่งเพื่อทำศึกครั้งนี้

( อ่านต่อใน แผนที่…อนาคนของยานยนต์ไร้คนขับ)

นอกจากการขับเคี่ยวที่ดุเดือดแล้ว เรายังเห็นท่าประหลาด และความวุ่นวายของธุรกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ Waymo เป็นพาร์ทเนอร์กับ Avis ขณะที่รถยนต์ไร้คนขับของ Apple เป็นพาร์ทเนอร์กับ Hertz

การจับมือของ Ford กับ Domino Pizza ใช่ครับ ร้านพิซซ่ากับรถยนต์ แต่เราไม่อยากให้คิดภาพแค่รถส่งพิซซ่าที่ขับเองได้เท่านั้น แต่เป็นรถเมล์สายโดมิโนพิซซ่าเลย

( อ่านต่อใน Ford ต่อยอดธุรกิจ ประเดิมบริการ Delivery และ Ride-Hailing ในไมอามี)

Huawei กับ Audi จับมือกันเพื่อพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ หรือการที่ Toyota ลงทุนใน Uber ถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้แต่ Sony ที่พยายามพัฒนาระบบ AI เลียบ ๆ เคียง ๆ ตลาดนี้ ส่วน Apple มองไปไกลไล่ซื้อบริษัทผลิตกระจก AR และเริ่มลุยธุรกิจคอนเทนท์ เพราะเชื่อว่าเมื่อรถยนต์ขับเอง คนจะมีพฤติกรรมในรถที่เปลี่ยนไป จะมีความต้องการตรงนี้เพิ่ม

ไม่นับ Tesla ของ อีลอน มัสก์ ที่ถือว่าเป็นผู้นำตลาด ไม่แพ้ที่เขาเป็นผู้นำตลาดรถพลังงานไฟฟ้า EV หรือ มาซาโยชิ ซัน แห่ง SoftBank ที่ขนเงินลงทุนจากเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลางมาลงทุนไปทั่วในธุรกิจนี้

ซิลิคอน วัลลีย์

ความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ คือกำแพงธุรกิจแบบเก่านั้นถูกทำลายลง จนผู้เล่นทุกคนแทบจะก้าวข้ามไปมาได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับกรอบความคิดที่คู่แข่งไม่สามารถเป็นพันธมิตรได้ก็ทลายลงไปด้วยเช่นกัน

ซึ่งตัวอย่างเดียวกันนี้ สามารถยกไปวางในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่นได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น การสื่อสารโทรคมนาคม การเงินการธนาคาร ค้าปลีก ที่มีตัวอย่างใกล้ๆ เช่น ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง SCB และ KBank ที่มีเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ความเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่ Super App อย่าง LINE ที่รุกคืบเข้าไปในธุรกิจการเงิน และ คอนเทนต์

แต่ในขณะที่กำแพง และกรอบความคิดเก่า ๆ กำลังพังทลายลง เส้นแบ่งทางธุรกิจแบบใหม่ที่ท้าทายก็ปรากฎขึ้นเช่นกัน

 

“เส้นแบ่งธุรกิจแบบใหม่ที่ท้าทายผู้บริหารยุคนี้”

ในรายงานฉบับหนึ่งที่ทำการศึกษาโดย เอมอน เคลลี ที่ปรึกษาให้กับผู้นำในองค์กรต่าง ๆ ที่เน้นนวัตกรรม ที่ตีพิมพ์ผ่าน Deloitte Insight ตั้งข้อสังเกตว่าเส้นแบ่งทางธุรกิจแบบใหม่ ที่ท้าทายผู้บริหารในอนาคตมีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่

ปัญญาประดิษฐ์

#1
เส้นแบ่งระหว่างคนกับหุ่นยนต์

การเลือกนำหุ่นยนต์ ( Robotic – Automation ) และปัญญาประดิษฐ์ ( Artificial Intelligence ) มาใช้อย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กรของคุณ และสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

( อ่านต่อใน AI vs Mankind : เมื่อมนุษย์พ่ายปัญญาประดิษฐ์)

#2
เส้นแบ่งระหว่างผู้ให้ และผู้ใช้บริการ

การสร้างสมดุลในการเข้าสู่ยุคเห็นความเป็น Co-Creating หรือ Sharing Economy อย่าง Airbnb หรือ YouTube ที่ลูกค้า สามารถเป็นผู้ผลิตได้ในเวลาเดียวกัน

#3
เส้นแบ่งระหว่างโลกกายภาพ และโลกดิจิทัล

ที่ไม่ได้ถูกแบ่งออกอย่างชัดเจนเป็นบนแค่เว็บไซต์ หรือ ชั้นวางสินค้า แต่เริ่มมีการนำเทคโนโลยีอย่าง IoT หรือ AI เข้ามาช่วยในการทำการค้าแบบ “Clicks and Mortar” แทนที่เป็น “Brick and Mortar”

นำไปสู่การคิดแบบ “Omni-Channel” หรือร้านทางกายภาพที่ใช้โลกดิจิทัล อย่าง AI หรือ การใช้อ่านใบหน้าอย่าง Face Recognition เข้ามาช่วย เพื่ออ่าน และจับอารมณ์ของคนซื้อของในห้าง เพื่อนำไปปรับปรุง ประสบการณ์ซื้อของให้ดีขึ้นอย่างที่ Walmart ทำ

ซึ่งการที่กำแพงทางธุรกิจแบบเก่าพังลง และเส้นแบ่งที่ท้าทายแบบใหม่ถูกขีดขึ้นนั้น นำไปสู่ความท้าทายสำหรับผู้บริหารองค์กรทางธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไมใช่เรื่องที่ง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยโอกาสที่มหาศาลเช่นกัน

 

AHEAD TAKEAWAY

นั่นนำมาสู่คำถามที่เราอยากชวนผู้บริหารองค์กร และเจ้าของธุรกิจในวันพรุ่งนี้อย่างคุณคิดต่อว่า มีกระบวนท่าทางธุรกิจแบบใดบ้าง ที่ช่วยให้องค์กรของคุณไม่เพียงแต่จำกัดตัวอยู่แค่ธุรกิจของตัวเอง ในฐานะผู้ตั้งรับ แต่ยังสามารถเปิดเกมรุก และก้าวไปสู่เขตแดนทางธุรกิจอื่นๆ ที่คุณไม่เคยมีโอกาสมาก่อนได้ โดยเราได้ถอดบทเรียน 4 อย่าง จาก 4 องค์กรที่ก้าวข้ามกำแพงแบบเก่า และท้าทายเส้นแบ่งทางธุรกิจแบบใหม่ได้สำเร็จ

#1
ใช้คุณค่าที่มีอยู่ให้เต็มที่แบบ LEGO


จากบริษัทของเล่นเด็กที่เคยเกือบล้มละลาย LEGO กระจายคุณค่าของพวกเขาในความเป็น Learn & Play ออกสู่ธุรกิจใหม่ๆอย่าง Lego Foundation ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นสนุก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่, Lego Land ธุรกิจสวนสนุกที่เป็นหนึ่งในฟันแนลที่รองรับความต้องการของแฟนๆ ตัวต่อที่มีอยู่ทั่วโลก

ซึ่งต่อมาได้ขยายต่อไปยัง LEGO Film และ Game ที่ทั้งเป็นการคิดคอนเทนท์ ขึ้นเองและร่วมกับค่ายหนังดังจนกลายเป็นภาพยนต์ และเกมฮิตติดอันดับ โดยทั้งหมดทั้งปวงนั้นมีหน่วยงานที่ชื่อ LEGO IDEA เป็นเสมือนคลังความคิด หรือ ThinkThank นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการก้าวข้ามกำแพงทางธุรกิจแบบเก่าแล้ว ยังเป็นการท้าทายเส้นแบ่งธุรกิจแบบใหม่อีกด้วย

#2
ก้าวกระโดดจากภายในแบบ Google X

รู้กันดีว่า Google เป็นต้นตำรับของการสร้างนวัตกรรมจากภายในองค์กรด้วยการแบ่ง 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลาการทำงาน ให้กับพนักงานได้สร้างนวัตกรรมแบบใหม่

ซึ่ง Google-X หรือ X ในปัจจุบันเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อเน้นการผลักดันนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่แก้ปัญหาใหญ่ๆ แบบ 10X โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ภายในและขยายต่อไปภายนอก ซึ่ง Waymo ที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ ก็เป็นหนึ่งในผลผลิตจากหน่วยงานพิเศษที่มีวัฒนธรรมที่มุ่งหมายใน Moonshot เช่นนี้

#3
ควบรวมสู่ความยิ่งใหญ่แบบ LINE Thailand

เมื่อคุณมีลูกค้า และศักยภาพพร้อม การซื้อและควบรวมกิจการแบบที่ LINE ประเทศไทยแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งการซื้อทีมนักพัฒนาของ DGM59 ที่ เป็นผู้พัฒนาเครื่องมือบริหารลูกค้าแบบ BCRM ต่อเนื่องด้วยการควบรวม SellSuki ที่เชี่ยวชาญด้านโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่เป็นสตาร์ทอัพที่ช่วยให้การซื้อขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น

ก็ช่วยเติมความแข็งแกร่งและทำให้ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจในด้านนี้ของ LINE ประเทศไทยนั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นการรุกจากแอพพลิเคชั่นด้านการสื่อสาร สู่การซื้อขายออนไลน์อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ LINE ยังมีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารลูกค้าที่เป็นผู้ใช้สติ๊กเกอร์ ให้มาเป็นผู้จำหน่ายซึ่งเป็นเส้นแบ่งทางธุรกิจแบบใหม่เช่นกัน

#4
ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนสู่ดินแดนใหม่แบบ SEA

SEA อาจจะไม่คุ้นหู เท่ากับ Garena บริษัทเกมชื่อดัง และ Shopee อีคอมเมิร์ซ ที่ขับเคี่ยวกับ Lazada ของ Alibaba ได้อย่างสูสี ซึ่งทั้งคู่เป็นบริษัทในเครือของบริษัทแม่ที่ตั้งขึ้นมาใหม่อย่าง SEA

ความน่าสนใจของสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น ที่ก่อตั้งโดย ฟอร์เรสต์ ลี ที่วันนี้พวกมองและพยายามยกระดับตัวเองว่าเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก คือการมองแผนระยะยาว พยายามดึงภาครัฐ ภาคการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจ และความพร้อมในอนาคตทั้งเชิงทรัพยากรบุคคลและนโยบาย ผ่านตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่อย่าง Group Chief Economist, SEA Group ที่ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนไปพร้อมๆกัน และเป็นครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยี มีตำแหน่งนี้ ก็เป็นความคิดที่น่าสนใจไม่น้อย

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้เราหวังว่าคุณจะได้ แนวคิด และ ทิศทางในการพาองค์กรและธุรกิจของคุณรับมือกับความท้าทายในวันพรุ่งนี้ได้พอสมควร

แต่ถ้าคุณอยากได้อะไรที่ลึกและมากกว่า ข่าวดีคือในงาน CIS หรือ Corporate innovation Summit ครั้งแรกในเอเชียกับงานสัมมนานวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค ที่เน้นการลงมือทำจริงที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 28- 29 มี.ค.62 ณ เซ็นทาราแกรนด์แอนด์บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์นั้น จะมีผู้นำขององค์กรที่เป็น Case Study ที่คุณเพิ่งอ่านไปมาแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ ทั้งบรรยายร่วมสนทนาบนเวที สนทนาแบบกลุ่ม และทำเวิร์คชอปที่พวกเขาใช้ในองค์กร ทั้ง

Tim Courtney
Former Experience Manager, LEGO IDEAS,

Emi Kolawole
Communications Manager, Google X

อริยะ พนมยงค์
Managing Director, LINE Thailand  

และ

ดร. สันติธาร เสถียรไทย
Group Chief Economist, SEA Group


เพราะบางทีการเรียนรู้สำหรับผู้บริหาร และเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ อาจจะต้องก้าวข้ามการเรียน MBA หรือ การเรียนจากตำรา สู่การแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด กับคนระดับผู้นำในองค์กรระดับโลกที่ท้าทาย ดินแดนทางธุรกิจใหม่ๆ มาแล้ว

พิเศษสำหรับผู้อ่าน AHEAD ASIA ที่สนใจ เราได้ขอส่วนลดมาให้ผู้อ่านของเรา เพียงแค่ใส่โค้ด AHEADCIS รับส่วนลดไปเลย $300US จนถึง 1 มีนาคมนี้ เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก