2-3 ปีมานี้ หลายคนน่าจะเคยผ่านตากับคำว่า Universal Basic Income หรือ UBI กันมากขึ้น

หลายคนรู้ว่ามันคือเงินที่ภาครัฐจ่ายให้ประชาชน แต่โดยหลักการ UBI ไม่ใช่นโยบายแบบประชานิยม ที่รัฐบาลแจกเงินให้ประชาชนแบบไม่มีที่มาที่ไป

แล้วตกลง UBI คืออะไร? และมีจุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่?

 

รายได้ขั้นต่ำสำหรับการดำรงชีวิต

อธิบายอย่างง่ายที่สุด คือ สวัสดิการรัฐ ที่ประชาชน “ทุกคน” จะมีรายได้ขั้นต่ำสำหรับการดำรงชีวิต ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีงานหรือรายได้จากทางอื่นหรือไม่ก็ตาม

ปรานับ บาร์ธาน (Pranab Bardhan) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ อธิบายถึงหลักการเบื้องต้นของ Basic Income ไว้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว นโยบายนี้ถูกมาใช้ เพื่อปรับโครงสร้าง หรือลดสวัสดิการรัฐแบบดั้งเดิม เช่นเงินชดเชยสำหรับคนว่างงาน

ส่วนในประเทศที่มีรายได้ต่ำหรือปานกลางนั้น เป็นไปเพื่อประกันรายได้ขั้นต่ำของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ใช่เจาะจงเฉพาะกลุ่มคนยากไร้ โดยจะดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายแก้ไขความยากจนที่รัฐกำลังทำ

นอกจากหลักการเบื้องต้นทั้งสองข้อ UBI ยังถูกมองว่า เป็นเครื่องมือที่จะใช้รับมือกับสถานการณ์ที่แรงงานมนุษย์ จะถูกแทนที่โดยเครื่องจักรในอนาคตอันใกล้ด้วย

วันที่มนุษย์ถูกแทนที่

มัสก์ ซึ่งมีแนวคิดแบบสังคมนิยม (socialist) เคยพูดถึง UBI ไว้หลายครั้ง เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าเมื่อถึงยุคที่งานหลายประเภท ถูกโยกไปเป็นหน้าที่ของหุ่นยนต์ (automation) รายได้ตรงนี้จากภาครัฐ จะเป็น “สิ่งจำเป็น” เพื่อการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้น

สิ่งที่ มัสก์ พูดนั้น ใกล้จะเป็นความจริงเข้าไปทุกขณะ เพราะเมื่อเร็วๆนี้ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ McKinsey ได้สำรวจแนวโน้มประเภทงานกว่า 800 อาชีพใน 46 ประเทศ

และพบว่ามีโอกาสสูงที่ประชากรเกินกว่า 1 ใน 5 หรือราว 800 ล้านคน จะต้องตกงาน หรือเปลี่ยนอาชีพ เพราะถูกทดแทนโดยเครื่องจักร

ตัวเลขนี้คือการคาดการณ์ แต่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงแล้ว คือ อัตราส่วนแรงงานหุ่นยนต์ต่อแรงงานมนุษย์ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ย้อนไปเมื่อปี 2016 สมาพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) ระบุว่า เกาหลีใต้ เป็นชาติที่มีตัวเลขดังกล่าวสูงสุด คือมีหุ่นยนต์มากถึง 631 ตัว ต่อสัดส่วนแรงงานมนุษย์ 10,000 คน

ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก คือ 74 ตัว (ต่อ 10,000 คน) เกือบสิบเท่า

ขณะที่ จีน แม้จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 68 ตัว แต่ก็มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น จาก 25 ตัว ในปี 2013 ถึงเกือบสามเท่า

นั่นหมายถึงกราฟที่จะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับที่รัฐบาลจีน ประกาศจะเพิ่มจำนวนเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม เพื่อขยับขึ้นไปติดท็อปเทนให้ได้ ภายในปีหน้า (2020)

ใครบ้างจะถูกทดแทน?

ภาพจาก TVO.org

รายงานฉบับเดียวกัน จาก McKinsey ระบุว่าแรงงานกลุ่มที่มีโอกาสถูกทดแทนมากที่สุด คืออาชีพที่มีลักษณะการทำงานเป็นรูปแบบตายตัว

เช่น พนักงานขับรถ จะถูกทดแทนโดยรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งหลายๆแห่งในโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯก็เริ่มทดลองบ้างแล้วในบางรัฐ หรือญี่ปุ่นที่เตรียมใช้แท็กซี่ไร้คนขับรองรับผู้โดยสาร ระหว่างโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว

กลุ่มที่ปฏิบัติงานกับเครื่องจักรโดยตรง ทั้งเจ้าหน้าที่ควบคุม หรือช่างเทคนิค จะเริ่มมีบทบาทลดลง เพราะงานหลายประเภท หุ่นยนต์จะถูกโปรแกรมให้ทำหน้าที่ซ่อมแซมหุ่นยนต์ด้วยกันเอง (อ่านเพิ่มเติมใน 40 อาชีพเตรียมว่างงานในอนาคต)

ถัดมา คือพนักงานในร้านฟาสต์ฟู้ด และร้านอาหาร ที่เราจะเห็นตู้ทัชสกรีนสำหรับลูกค้าบริการตัวเอง ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อไร้แคชเชียร์แบบ Amazon Go

เจ้าหน้าที่คอลเซนเตอร์ ที่ไม่ใช่แค่ต้องเผชิญกับแชทบอทเท่านั้น เพราะปัจจุบันแม้แต่การตอบคำถามลูกค้าทางโทรศัพท์ ก็มีระบบอัตโนมัติที่ทำได้ใกล้เคียงกับมนุษย์จริงๆ แต่เหนือกว่าที่สามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา

แม้แต่งานเก็บสถิติตัวเลขต่างๆที่แม่นยำ จนอาจทำให้พนักงานบัญชี หรือแม้แต่นักวิเคราะห์หุ้น ต้องคิดหนักว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไร

ส่วนงานกลุ่มใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความชำนาญเฉพาะด้าน ทักษะบริหารจัดการ หรือการเจรจาและปฏิสัมพันธ์กับผู้คน นั้น ถูกมองว่าจะยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

เช่นเดียวกับกลุ่มที่ยังไม่มีการพัฒนาเครื่องจักรมาทดแทนโดยเฉพาะ อย่าง งานทำสวน ช่างประปา หรืองานดูแลเด็กและคนชรา

ทาง McKinsey เชื่อว่าในปี 2030 จะมีแรงงานทั่วโลก 375 ล้านคน ที่ต้องเปลี่ยนอาชีพ และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

ในจำนวนนี้ 8-9% จะเป็น “อาชีพที่ไม่เคยมีมาก่อน” นั่นหมายความว่าคนที่สามารถปรับตัวได้ ก็ยังไม่ถึงกับหมดโอกาสซะทีเดียว

แต่ด้วยจำนวนประชากรที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็มีการคาดการณ์ว่า “คนกลุ่มหนึ่ง” จะไม่ได้ไปต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา นั่นหมายถึงอัตราการว่างงานมหาศาลที่จะเกิดขึ้น และมีการประเมินว่าคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ มีมากถึง 57% เลยทีเดียว

มองต่างมุม

หนึ่งในประเด็นเกี่ยวกับ basic income ที่มีการพูดถึงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา คือการที่รัฐบาลฟินแลนด์ ตัดสินใจที่จะไม่เดินหน้าโครงการทดลองจ่ายเงินในอัตราเดือนละ 550 ยูโร แก่คนว่างงาน 2,000 คน ที่ Kela สถาบันประกันสังคมของฟินแลนด์ ดำเนินมาเป็นเวลาสองปี และกำลังมองหาโครงการสวัสดิการรัฐรูปแบบอื่นๆมาทดแทน

ในกรณีนี้ มีหลายคนมองว่าการจ่ายเงินในลักษณะนี้ จะส่งผลให้คนขาดแรงจูงใจในการทำงาน

แต่สื่อในยุโรปหลายฉบับ โดยเฉพาะ The Guardian ของอังกฤษ มองว่าการตัดสินใจไม่เดินหน้าโครงการทดลองนี้ต่อ น่าจะเป็นเพราะมีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องมากกว่า เพราะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาฟินแลนด์ กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 เมษายน และก็ไม่ใช่ว่าประชากรทุกคนจะเห็นชอบกับ “ความเท่าเทียม” เสมอไป

ยกตัวอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีการทำประชามติเรื่องนี้ ในเดือนมิถุนายน 2016 ผลปรากฎว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเกือบ 77% ตัดสินใจโหวตคัดค้านแนวคิดจ่ายเงินรายเดือน 2,500 ฟรังก์สวิสให้กับคนวัยทำงาน และ 625 ฟรังก์สวิสให้กับเด็ก

ขณะที่ ไอฟ์ มาร์กซ์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอันท์เวิร์ป ในเบลเยียม ก็แสดงทรรศนะว่า basic income อาจส่งผลน้อยมากต่อความเท่าเทียมทางสังคม โดยนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยว่า โครงการนี้จะทำให้ประชากรราว 75% ของประเทศ “มีรายได้ลดลง”

ในจำนวนนี้ ราวๆ 30% จะสูญรายได้จากเดิมไป 10% ซึ่งจะทำให้อัตราความยากจนเพิ่มจากเดิม 3% แทน

ทำจริง เวิร์คจริง

ต้นฉบับภาพจาก apfc.org

แต่การกลับลำกลางคันของรัฐบาลฟินแลนด์ ไม่สามารถใช้สรุปได้ว่าแนวคิดนี้ล้มเหลว เพราะยังมีตัวอย่างของการนำ UBI มาใช้ และได้ผลเช่นกัน

หนึ่งในนั้น คือรัฐอลาสกา ในสหรัฐฯ ที่นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ ตั้งแต่ปี 1976 หรือกว่าสี่สิบปีมาแล้ว และกลายเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรทรัพยากรที่ดี สามารถนำมาใช้สนับสนุนแนวคิดนี้ได้จริง

Basic Income ในอลาสกา ไม่ใช่การดึงเงินจากภาษีมาใช้ แต่อยู่ในรูปของกองทุน Alaska Permanent Fund ให้ประชากรในรัฐ มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น โดยส่วนแบ่งรายได้จากน้ำมัน อย่างน้อย 25% จะถูกนำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และย้อนกลับมาสู่ทุกคนในรูปเงินปันผล ซึ่งวิธีนี้จะไม่กระทบระบบภาษีและรัฐสวัสดิการแบบเดิม

นอกจากจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบรัฐสวัสดิการแบบเดิมแล้ว จะเห็นได้ว่ากองทุนนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้จริง โดยในปี 1981 อลาสกา นั้นติดอันดับที่ 30 จาก 50 รัฐ ในเรื่องความเท่าเทียมทางรายได้ ก่อนจะขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศ เมื่อปี 2015

ขณะเดียวกัน ก็มีชาวอลาสกาเพียง 1% ที่ยอมรับว่าทำงานน้อยลง เพราะเงินปันผลจากกองทุนนี้

ส่วนใน นามิเบีย ก็เคยทดลองโปรแกรม UBI ชื่อ Basic Income Grant Coalition ที่หมู่บ้าน Otjivero-Omitara ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และมีอัตราการก่ออาชญากรรมสูง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือค่าเฉลี่ยประชากรเด็กที่ขาดสารอาหาร ลดลงจาก 42% เหลือ 10% ค่าเฉลี่ยประชากรที่มีฐานะยากจน ลดจาก 86% เหลือ 68% ค่าเฉลี่ยรายได้ นอกเหนือจาก UBI เพิ่มขึ้น 29% และอัตราการก่ออาชญากรรมลดลง 36.5%

AHEAD TAKEAWAY

จากกรณีของ ฟินแลนด์ จนถึง อลาสกา และ นามิเบีย ทีมงาน AHEAD ASIA มองว่าการจะผลักดันให้ UBI เป็นแนวคิดที่ใช้ได้จริง อาจต้องมองกันในแบบ “มาราธอน” ที่ต้องรอระยะยาวถึงจะเห็นผลชัดเจน ไม่ใช่แค่ “วิ่ง 100 เมตร” แล้วรู้คำตอบเลย

กรณีของ อลาสกา ต้องใช้เวลาราว 30-40 ปีเลยทีเดียว ถึงจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำ มาอยู่ในระดับทัดเทียมกันได้

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม โครงการ GiveDirectly ของเคนยา ที่เป็นการทดลองแนวคิด UBI อย่างเป็นรูปธรรมโดยภาครัฐครั้งแรกในโลก โดยจะกระจายเงินจำนวน 30 ล้านดอลลาร์ แบบไม่มีเงื่อนไข ไปยังประชากร 6 พันคน ทุกๆเดือน มีการประกาศว่าจะต้องใช้เวลาถึง 10-15 ปี

หรือหากต้องการเห็นผลที่รวดเร็ว และเป็นรูปธรรม ก็ดูเหมือนจะเหมาะกับการใช้ในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือมีอัตราความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก จะเห็นผลชัดเจนกว่า

อย่างกรณีของ นามิเบีย ที่ค่าเฉลี่ยประชากรยากจน ลดลงจาก 76% เหลือ 37% ในเวลาปีเดียว ส่วนอัตราเด็กขาดสารอาหาร ก็ลดลงจาก 42% เหลือ 17% ในเวลาแค่หกเดือน

ส่วนประเด็นเรื่องการขาดแรงจูงใจในการทำงานนั้น แม้จะมีความเป็นไปได้อยู่ แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคน

เพราะตัว basic income นั้น เป็นแค่ “รายได้ขั้นต่ำ” สำหรับการประทังชีวิตเท่านั้น หากคุณต้องการสิ่งอื่นๆที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ก็ยังคงต้องทำงานเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังเชื่อว่า เมื่อมนุษย์ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ก็จะมีเวลามากขึ้นในการใช้สมองในเชิงสร้างสรรค์ และพร้อมตอบแทนสังคมมากขึ้นด้วย

เหมือนที่ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เคยกล่าวไว้ในการปาฐกถา ตอนรับปริญญากิตติมศักดิ์ เมื่อปี 2017

“ผมว่าต้องยอมรับกันซักที ว่าระบบของเรามีบางอย่างผิดปกติ เพราะขณะที่ผมลาออกจากฮาร์วาร์ด มาหาเงินเป็นพันๆล้านดอลลาร์ได้ ใน 10 ปี คนจบปริญญาอีกเป็นล้านๆคนกลับหาเงินได้ไม่พอจ่ายหนี้แต่ละเดือนด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่การมีธุรกิจของตัวเองเลย”

“ถึงเวลาที่จะต้องร่างสัญญาทางสังคมสำหรับคนรุ่นเราแล้ว เราควรหาไอเดียที่ได้ผลจริงๆสำหรับการนำ universal basic income มาใช้ เพื่อที่ทุกคนจะได้มีอะไรรองรับไว้บ้าง สำหรับการลองเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ”

คำถามที่เหลืออยู่ น่าจะเหลือแค่ว่ารัฐจะทำอย่างไร เพื่อให้ “แนวคิดอุดมคติ” นี้เป็นจริงได้ เพราะ Universal Basic Income ถือเป็นสวัสดิการรูปแบบหนึ่งจากรัฐ

หมายถึงรายจ่ายจำนวนมหาศาลที่ภาครัฐต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็จะวนกลับมาที่วิธีในการหารายได้ของรัฐ คือการจัดเก็บภาษีในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการลดรายจ่าย ทั้งงบประมาณต่างๆที่ไม่จำเป็น หรือตัดสวัสดิการสังคมอื่นๆ

หรือในอนาคตข้างหน้า ทั้งรัฐและองค์กรใหญ่ของประเทศ อาจหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ด้วยแนวทางอื่นๆที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้

เรียบเรียงจาก

UBI : The Answer to Automation

Tiny Indian state proposes world’s biggest experiment with guaranteed income

Finland to end basic income trial after two years

Money problems: why Finland has given up on the basic income dream

Universal Basic Income – Top 3 Pros and Cons

The Netherlands: Report argues that basic income doesn’t work

HISTORY OF THE ALASKA PERMANENT FUND

Elon Musk: Free cash handouts ‘will be necessary’ if robots take humans’ jobs

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า