หลายครั้งที่ชีวิตคนเราเกิดปัญหา และมักหาทางออกไม่เจอ

แม้แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อย่าง สตีฟ จ๊อบส์, วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ บิล เกตส์ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ไปดูกันว่าทั้งสามคนมี คำแนะนำ แบบไหนบ้าง ที่จะช่วยเปลี่ยนมุมมองในการทำงาน และการใช้ชีวิตของคุณให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นมา

#1
จดจ่อเฉพาะสิ่งที่สำคัญ

ถ้าคุณกำลังติดอยู่ในวังวนของการทำงานหนักเกิน หรือรู้สึกว่ามีเรื่องต้องทำมากเกินไป

ลองย้อนกลับมาทบทวนอีกทีว่ามีเรื่องไหนบ้างที่สำคัญและจำเป็นกับชีวิตคุณจริงๆ

สตีฟ จ๊อบส์ เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้บนเวที Apple Worldwide Developers Conference เมื่อปี 1997 แม้จะผ่านมานานถึง 22 ปีแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องจริง และใช้การได้อยู่

“คนมักคิดว่าการโฟกัส มันจบแค่การเลือกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องจดจ่อด้วย จริงๆนั่นแค่ส่วนหนึ่งเพราะมันยังหมายถึงการต้องปฏิเสธไอเดียดีๆอีกเป็นร้อยที่อยู่ตรงหน้าด้วย คุณต้องพิจารณาให้ดี ผมภูมิใจในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ พอๆกับสิ่งที่ตัดสินใจลงมือทำ นวัตกรรม คือการปฏิเสธต่อสิ่งต่างๆอีกเป็นพันๆอย่าง”

อย่างที่ จ๊อบส์ ว่าไว้ การตัดบางอย่างทิ้งนั้น สำคัญพอๆกับการเลือก แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

เพราะถ้าคุณจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ กระบวนการคิด การใช้เหตุผล และการตัดสินใจของคุณ จะโดนผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปด้วย เพราะไม่มีทางที่คุณจะเต็มที่กับอะไรได้เลย ในเมื่อคุณยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน ต่อหน้าป้ายบอกทางที่ชี้ไปสารพัดทิศ

#2
หาเวลาเบรกสั้นๆเป็นระยะ

แบรด สตัลเบิร์ก และ สตีฟ แม็กเนสส์ ผู้เขียนหนังสือ Peak Performance พบว่าคนที่ประสบความสำเร็จมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือคนเหล่านี้จะมีสมาธิกับเรื่องที่กำลังทำต่อเนื่อง 60-90 นาที จากนั้นจะพักสั้นๆ แล้วค่อยไปต่อ

งานวิจัยอีกชิ้น ก็ร่วมสนับสนุนประเด็นนี้ พร้อมแนะนำให้ตั้งเป็นกฎตายตัว ในการแบ่งเวลา คือ 52:17 คือคุณจะต้องมีสมาธิกับงานตรงหน้า ไม่ว่อกแว่ก ตลอดทั้ง 52 นาที ก่อนจะลุกมาผ่อนคลายตัวเอง 17 นาที แล้วค่อยกลับไปทำงานต่อ

#3
ให้ความสำคัญกับช่วงเช้า

ถ้าคุณเดินเข้าออฟฟิศ แล้วเจอตารางงานที่ยุ่งเหยิงกองอยู่ตรงหน้า สมาธิของคุณจะกระเจิงและทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

คำแนะนำจาก เมลิสซา กราเทียส นักจิตวิทยา คือให้คุณปฏิบัติตามนี้ ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน

  • ใช้เวลา 30-60 นาทีแรก วางแผนการทำงานในแต่ละวัน – พิจารณาให้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำก่อน และควรใช้เวลาสำหรับงานแต่ละชิ้นมากน้อยแค่ไหน
  • “อย่า”เช็กอีเมล – ทันทีที่คุณเช็กอีเมล คุณจะถูกดูดเข้าไปในวังวนความต้องการของคนอื่น จนไม่ได้ทำอะไร ฉะนั้น ให้เก็บไว้ตอนท้ายๆของวัน หรือเป็นงานสุดท้ายเลยยิ่งดี
  • จำกัดโอกาสถูกรบกวนให้น้อยที่สุด – ปิดเสียงโทรศัพท์ และการแจ้งเตือนอีเมล และเคลียร์งานสำคัญในช่วงเช้าโดยไม่ให้ใครรบกวน (และไม่ไปรบกวนใครเช่นกัน)
  • เลี่ยงงานจิปาถะที่ไม่สำคัญ – ให้ท่องไว้ในใจว่าครึ่งวันแรกของการทำงาน คือการวางแผน อัพเดทว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้าง จัดลำดับความสำคัญ และเคลียร์งานที่ค้างอยู่ก่อน อย่านำเรื่องนอกเหนือจากนี้ มาทำให้คุณไขว้เขวจนออกนอกลู่นอกทาง

#4

ความรัก = ความสำเร็จในชีวิต 

ชื่อเสียง เงินทอง หรือวัตถุต่างๆ อาจเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของชีวิต คุณจะพบว่ามีเพียงเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุด

นี่คือสิ่งที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวถึงในหนังสือชีวประวัติ The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life (เขียนโดย อลิซ ชโรเดอร์ มีฉบับแปลไทยโดย นรา สุภัคโรจน์ ในชื่อ “เปิดปมชีวิตสู่วิธีคิดแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์” สนพ. วีเลิร์น)

“ถึงตอนคุณอายุเท่าผม การจะวัดว่าอะไรความสำเร็จในชีวิต จะเหลือแค่ว่ามีคนที่รักคุณอยู่ใกล้ตัวคุณซักกี่คน

คนที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงหลายคนที่ผมรู้จัก มีคนเชิญไปงานเลี้ยง มีคนตั้งชื่อสถานที่ให้เพื่อเป็นเกียรติ แต่ไม่มีใครในโลกที่รักพวกเขาจริงๆเลย

นี่คือบททดสอบสำคัญที่สุด ว่าที่ผ่านมา คุณใช้ชีวิตอย่างไร ปัญหาของความรักคือคุณมีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ คุณอาจจะซื้อเซ็กส์ได้ คุณจ้างคนจัดงานเลี้ยงได้ แต่คุณจะเป็นที่รักของคนอื่นได้ คือคุณต้องทำตัวให้คนอื่นรู้สึกอยากรักด้วย ถ้าคุณแค่มีเงิน และคิดว่าสามารถเซ็นเช็คเพื่อซื้อความรักในราคาหนึ่งล้านดอลลาร์ได้ คุณก็คิดผิดแล้ว ยิ่งคุณมอบความรักให้คนอื่นมากเท่าไหร่ ถึงจะได้รับการตอบแทนกลับมา”

#5
ให้คุณค่ากับมิตรภาพ

หนึ่งในเพื่อนสนิทของ บัฟเฟตต์ คือ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft แม้ทั้งคู่จะอายุห่างกันคราวพ่อลูกก็ตาม

เกตส์ เล่าว่าเขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจาก บัฟเฟตต์ แต่เรื่องสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นความสำคัญของมิตรภาพ

“ผมว่าเขาเป็นคนแบบที่คุณเองก็อยากได้เป็นเพื่อน ทุกคนควรจะมีเพื่อนที่ใส่ใจคนใกล้ตัวแบบ วอร์เรน เขามักจะเสียสละตัวเองเพื่อให้คนอื่นรู้สึกดีเสมอ ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปโอมาฮา วอร์เรน จะขับรถมารับผมถึงสนามบินด้วยตัวเอง”

ลองถามดูว่าเพื่อนแท้ของคุณคือใคร? ใครบ้างที่คุณวางใจได้ เมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ? และอย่าลืมว่ามิตรภาพนั้นมีสองฝั่ง เพื่อนของคุณก็ต้องการคุณเช่นกัน

#6
รู้จักให้ ไม่ใช่สักแต่ให้

เราถูกสอนกันมาตลอดว่า จงเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ ปัจจุบัน คำสอนที่ว่ามีหลักฐานรองรับในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย ว่าเป็นเรื่องถูกต้อง

ข้อมูลจาก Harvard Business School พบว่าหากสิ่งที่คุณให้นั้น สามารถเชื่อมโยงถึงผู้รับได้ คุณในฐานะผู้ให้จะเกิดความรู้สึกในเชิงบวกมากกว่าตัวผู้รับด้วยซ้ำ

ตรงกันข้าม หากเป็นการบริจาคให้องค์กรที่คุณไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้วัตถุประสงค์ชัดเจน แทบไม่ได้ช่วยให้ระดับความสุขของคุณเพิ่มขึ้นเลย

การให้นั้น มากกว่าแค่คุณเสียสละบางอย่างไป แต่ความรู้สึกดีๆจะเกิดขึ้นต่อเมื่อคุณรู้ว่าสิ่งที่คุณมอบให้นั้น มีส่วนช่วยเหลือผู้รับได้จริงๆ

 

AHEAD TAKEAWAY

จะเห็นว่าคำแนะนำของทั้งสามคน รวมถึงงานวิจัยต่างๆที่สนับสนุนนั้น ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทำได้เลย

สิ่งสำคัญอาจเป็นเรื่องของวินัย ในการจัดตารางชีวิตของคุณให้เป็นระเบียบ เพื่อการทำงานที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น อย่างที่ จ๊อบส์ ทำ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ใส่ใจกับเรื่องอื่นจนละเลยชีวิตครอบครัว และเพื่อนฝูง แบบเดียวกับ บัฟเฟตต์ และ เกตส์

แล้วคุณล่ะ มีคำแนะนำอื่นๆเพิ่มเติมอีกไหม เพื่อการมีชีวิตที่สมดุลทั้งด้านการงานและเรื่องส่วนตัว มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมอง ในหน้าเพจของเรากันครับ

 

เรียบเรียงจาก
Steve Jobs, Bill Gates, and Warren Buffett Explain the Simple Habits to Drastically Improve Your Life

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า