เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon ยังรักษาตำแหน่งมนุษย์ที่ รวยที่สุดโลก จากการจัดอันดับโดย Forbes เป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 131,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4.17 ล้านล้านบาท ส่วน ไคลี เจนเนอร์ นางแบบสาว เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Kylie Cosmetics เป็นเจ้าของสถิติบิลเลียนแนร์อายุน้อยที่สุดคนใหม่ ในวัย 21 ปี

ในทุกปี Forbes จะทำการจัดอันดับบุคคลที่ รวยที่สุดโลก โดยวัดจากมูลค่ารวมของทรัพย์สินที่ถึงหลักพันล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท)

ข้อสังเกตคือ ในปี 2018 ที่ผ่านมา มีบุคคลที่เข้าข่ายนี้ทั้งสิ้น 2,153 ราย หรือน้อยลงจากปีก่อน 55 ราย ในจำนวนนี้ มีคนที่มีมูลค่าทรัพย์สินน้อยลงเป็นสถิติใหม่ ถึง 994 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ก็มีคนที่เคยอยู่ในลิสต์นี้เมื่อปี 2017 หลุดโผไปถึง 247 ราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับจากวิกฤตการเงินในปี 2009 ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มท็อปเทนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เมื่ออันดับ 1 ยังคงเป็น เบโซส ซึ่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 19,000 ล้านดอลลาร์ (6 แสนล้านบาท) จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 มูลค่าของ Amazon จะลดลงอย่างฮวบฮาบก็ตาม

หุ้น Amazon วูบ 23% ใน 11 วัน ทำ เจฟฟ์ เบโซส สูญเงิน 6 แสนล้าน

อันดับสองได้แก่ บิล เกตส์ ที่มีทรัพย์สิน 96,500 ล้านดอลลาร์ (3 ล้านล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6,500 ล้านดอลลาร์ (2 แสนล้านบาท) และอันดับสามคือ วอร์เรน บัฟเฟต์ 82,500 ล้านดอลลาร์ (2.62 ล้านล้านบาท) ลดลง 1,500 ล้านดอลลาร์ (4.78 หมื่นล้านบาท)

 

10 อันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลก โดย Forbes

  1. เจฟฟ์ เบโซส (Amazon) 131,000 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 19,000 ล้านดอลลาร์)
  2. บิล เกตส์ (Bill & Melinda Gates Foundation) 96,500 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 6,500 ล้านดอลลาร์)
  3. วอร์เรน บัฟเฟต์ (Berkshire Hathaway) 82,500 ล้านดอลลาร์ (ลดลง 1,500 ล้านดอลลาร์)
  4. แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ (LVMH) 76,000 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4,000 ล้านดอลลาร์)
  5. การ์ลอส สลิม เอลู (America Movil) 64,000 ล้านดอลลาร์ (ลดลง 3,100 ล้านดอลลาร์)
  6. อมานซิโอ ออร์เตก้า (Zara) 62,700 ล้านดอลลาร์ (ลดลง 7,300 ล้านดอลลาร์)
  7. แลร์รี เอลลิสัน (Oracle) 62,500 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4,100 ล้านดอลลาร์)
  8. มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (Facebook) 62,300 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 1,300 ล้านดอลลาร์)
  9. ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Bloomberg) 55,500 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 3,700 ล้านดอลลาร์)
  10. แลร์รี เพจ (Alphabet) 50,800 ล้านดอลลาร์ (ลดลง 3,000 ล้านดอลลาร์)

ด้านมหาเศรษฐีเอเชียที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ได้แก่ มูเกช อัมบานี ชาวอินเดีย ประธานของกลุ่มบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ Reliance Industries ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน 50,000 ล้านดอลลาร์ (1.59 ล้านล้านบาท) เพิ่มจากปีก่อนถึง 9,900 ล้านดอลลาร์ (3.15 แสนล้านบาท) อยู่ในอันดับ 13

รองลงมาคือ หม่า ฮั่วเถิง หรือ โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent มีมูลค่าทรัพย์สิน 38,800 ล้านดอลลาร์ (1.24 ล้านล้านบาท) ซึ่งลดลงจากปีก่อน ถึง 6,500 ล้านดอลลาร์ (2 แสนล้านบาท) อยูในอันดับ 20

ส่วนผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลกคนปัจจุบัน ได้แก่ ฟรังซัวส์ เบทเทนคอร์ท หลานสาวผู้ก่อตั้ง L’Oreal และปัจจุบันถือหุ้น 33% ของแบรนด์เอาไว้ หลังรับมรดกจาก ลิเลียน มารดาของเธอที่เสียชีวิตในปี 2017 มูลค่าทรัพย์สิน 49,300 ล้านดอลลาร์ (1.57 ล้านล้านบาท) เพิ่มจากปีก่อน 7,100 ล้านดอลลาร์ (2.2 แสนล้านบาท)

อีกประเด็นที่มีการพูดถึงมากเป็นพิเศษ คือ ไคลี เจนเนอร์ นางแบบสาวที่โด่งดังจากรายการเรียลิตี้โชว์ ทำลายสถิติของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ซึ่งทำไว้ตอนอายุ 23 ปี ในการเป็นมหาเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุด ในวัย 21 ปีเท่านั้น

10 อันดับมหาเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุด

*ในวงเล็บคืออายุเมื่อตอนได้รับการประเมิน

  1. ไคลี เจนเนอร์ (Kylie Cosmetics) 21 ปี
  2. มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (Facebook) 23 ปี
  3. อีวาน สปีเกล (Snapchat) 25 ปี
  4. จอห์น คอลลิสัน (Stripe) 26 ปี
  5. ดัสติน มอสโควิทซ์ (Facebook) 26 ปี
  6. บ๊อบบี้ เมอร์ฟี่ (Snapchat) 27 ปี
  7. แพทริค คอลลิสัน (Stripe) 28 ปี
  8. เอดูอาร์โด ซาเวอริน (Facebook) 28 ปี
  9. เอลิซาเบธ โฮล์มส์ (Theranos) 30 ปี – ปัจจุบัน ถูกถอดชื่อออกจากลิสต์ไปแล้ว หลังถูกแฉว่าเป็นสตาร์ทอัพลวงโลก เพราะเทคโนโลยีตรวจเลือดที่บริษัทกล่าวอ้างนั้น ใช้ไม่ได้จริง
  10. เซอร์เก บริน (Google/Alphabet) 30 ปี

 

AHEAD TAKEAWAY

การเติบโตของ Amazon ในช่วงสองปีหลังสุด คือปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ เบโซส กลายเป็นมนุษย์ที่ รวยที่สุดในโลก คนล่าสุด และนับเป็นคนที่สี่เท่านั้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา นับแต่มีการจัดอันดับโดย Forbes เป็นต้นมา ถัดจาก การ์ลอส สลิม เอลู, วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์

AHEAD ASIA เคยรวบรวมบทวิเคราะห์ความสำเร็จของ “จารย์เจฟฟ์” จากแหล่งต่างๆมาแล้วครั้งหนึ่ง

8 เหตุผล ที่ทำให้จารย์ Jeff รวยที่สุดในโลก

ประเด็นสำคัญที่สุดคงไม่พ้น การมองการณ์ไกล ในการวางรากฐานโครงสร้างต่างๆ เพื่อรองรับอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่อินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายสำหรับคนทั้งโลกด้วยซ้ำ

เสริมด้วยคุณสมบัติที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องมี นั่นคือการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า (User Experience) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นั่นคือเหตุผลที่เรามักเห็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานในหน้าเว็บและแอพของ Amazon อยู่ตลอด และแทบจะในทันที (เช่นการเปลี่ยนปุ่ม 1-click จากการกดเป็นสไลด์แทน หลังมีคอมเมนต์จากผู้ใช้ว่าปุ่มนั้นทำให้พลาดกดสั่งสินค้าโดยไม่ตั้งใจ)

แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าความสำเร็จนี้จะได้มาง่ายๆ เพราะ เบโซส ต้องใช้เวลาเกือบสองทศวรรษเลยทีเดียว กว่าที่ Amazon จะมีกำไร

และระหว่างนั้น เจ้าตัวต้องผ่านการลองผิดลองถูก คำวิจารณ์จากนักวิเคราะห์ต่างๆว่าโมเดลธุรกิจที่ทำอยู่ไม่น่าใช่ทางที่ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้ทั้งวินัยในตัวเอง ความเข้มแข็งของจิตใจ กระทั่งพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ในที่สุดว่าสิ่งที่เจ้าตัวคิดไว้นั้นถูกต้อง และเราน่าจะยังได้เห็นอะไรดีๆจากเจ้าตัวอีกมาก แม้เจ้าตัวจะกล่าวไว้ว่า Blue Origin บริษัทเอกชนด้านการสำรวจอวกาศ คือธุรกิจหลักของตนในอนาคต

Blue Origin: โปรเจกต์เติมฝันของ Bezos

อีกประเด็นที่ถูกจับตาไม่น้อย คือ เบโซส ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นบริษัทราว 16% จะรักษาสถานะนี้ไว้ได้นานแค่ไหน หลังประกาศหย่าขาดจาก แม็คเคนซี ภรรยาที่อยู่กินกันมากว่า 25 ปี เพราะตามกฎหมายของรัฐวอชิงตันแล้ว แม็คเคนซี สามารถอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินครึ่งหนึ่งได้

ซึ่งกรณีนี้ ไม่น่าจะมีการเซ็นสัญญาก่อนสมรส เรื่องสิทธิ์ในทรัพย์สินใดๆไว้ เพราะ Amazon ก่อตั้งขึ้นหลังทั้งคู่แต่งงานกัน และ แม็คเคนซี ก็คือพนักงานคนแรกของบริษัทนั่นเอง

นักวิเคราะห์เตือน Amazon อาจได้รับผลกระทบหนัก หลัง เจฟฟ์ เบโซส เตียงหัก

อีกมุมที่น่าสนใจไม่น้อย คือในลิสต์มหาเศรษฐีของ Forbes นั้น นอกจากกลุ่มพลังงาน และเทคโนโลยีแล้ว แฟชั่นและความงามก็เป็นอีกธุรกิจที่สร้างมหาเศรษฐีขึ้นมาได้เสมอ ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน

เห็นได้จากในกลุ่มท็อปเทนนั้น มีอยู่สองรายที่อยู่ในธุรกิจนี้ คือ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซึ่งมีแบรนด์แฟชั่น อย่าง Luis Vuitton และ Sephora ในมือ ส่วน อมานซิโอ ออร์เตก้า ก็คือเจ้าพ่อฟาสต์แฟชั่น Zara นั่นเอง

เช่นกัน ไคลี เจนเนอร์ ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักจากเรียลิตี้โชว์ทางทีวี และเริ่มต่อยอดมาสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ขวัญใจวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย ก็เป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจแฟชั่น ความงาม และเครื่องสำอาง


เพราะนับเฉพาะ Kylie Cosmetics แบรนด์เครื่องสำอางที่เธอก่อตั้งขึ้นและบริหารเอง ก็ได้รับการประเมินว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 900 ล้านดอลลาร์ (2.87 หมื่นล้านบาท) แล้ว

ยังไม่นับมูลค่าอื่นๆจากธุรกิจสินค้าที่ระลึก รวมถึงบทบาทพรีเซนเตอร์สินค้าอื่นๆ ส่งให้เธอกลายเป็นบิลเลียนแนร์อายุน้อยที่สุดในโลกคนใหม่ ทำลายสถิติเดิมของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ลงได้สำเร็จ

นั่นอาจหมายถึงในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใบนี้ ประสบการณ์อาจไม่ได้ทำให้คนรุ่นก่อนเหนือกว่าคนรุ่นใหม่ก็ได้

หากสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น เป็น “สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” คนที่กล้าลองผิดลองถูก และเข้มแข็งพอที่จะยอมรับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น คือคนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยก็ตาม

 

เรียบเรียงจาก

THE RICHEST PEOPLE IN THE WORLD

Kylie Jenner Becomes Youngest Self-Made Billionaire Of All Time

Kylie Jenner is officially the youngest self-made billionaire. Here are 9 other self-made billionaires who crossed the $1 billion milestone before 30.

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า