เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจาก Google เกิดปัญหา ผู้ใช้ส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้งานบริการอย่าง Gmail, Google Drive หรือ Google Photo ได้

โซเชียลมีเดียเบอร์หนึ่งอย่าง Facebook ก็เกิดปัญหาในลักษณะคล้ายๆกัน และกระทบชิ่งไปถึงแอพในเครืออย่าง Messenger และ Instagram ด้วย

 

Facebook ปัดไม่ได้ถูกโจมตีจนระบบล่ม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อคืนวาน (13 มี.ค.) โดยทั้งสามแอพในเครือ Facebook ต่างก็เกิดปัญหาขึ้นพร้อมๆกัน

มีตั้งแต่ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ไม่สามารถโพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือกดไลค์ ได้ ไปจนถึงไม่สามารถส่งรูปผ่าน Messenger ได้ ฯลฯ

ไม่นานหลังเกิดเหตุ Facebook ก็ประกาศผ่าน Twitter ว่ารับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และกำลังหาทางแก้ไขให้กลับสู่สภาวะปกติเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากนั้นอีกสองชั่วโมงให้หลัง (ราวๆตีสองคืนวันพุธ) ก็ทวีตยืนยันว่าปัญหานี้ ไม่ได้ถูกผู้ไม่หวังดี โจมตีด้วยวิธี DDoS (Distributed Denial of Service Attacks – การโจมตีเซิร์ฟเวอร์ด้วยแบนด์วิธขนาดใหญ่) ตามที่เชื่อกัน

ขณะเดียวกัน ก็มีการตรวจสอบและพบว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 3-4 วันก่อนแล้ว และเป็นปัญหาที่กินเวลานานกว่าทุกครั้ง

เพราะรูปแบบปัญหาที่เกิดขึ้นกับแต่ละยูสเซอร์ต่างกันออกไป ไม่ใช่การล่มทั้งระบบเหมือนที่เคยเป็นมา ซึ่งจนถึงตอนนี้ แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายแล้ว Facebook ก็ยังไม่ได้อัพเดทหรือชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบกันแน่

อีกคำถามที่ผุดขึ้นมา สำหรับทีมงาน AHEAD ASIA ก็คือ จะเป็นไปได้ไหมที่ชีวิตเราจะเดินหน้าต่อ?

หากวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่มี Facebook ให้ใช้ ไม่ว่าจะในฐานะ ยูสเซอร์, แอดมินเพจต่างๆ หรือแม้แต่ตัวของ ซัคเกอร์เบิร์ก เอง

 

AHEAD TAKEAWAY

ยูสเซอร์ : ชีวิตคุณอาจดีขึ้น ถ้าช้าลงอีกสองสามก้าว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook และโซเชียลมีเดียอื่นๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตออนไลน์ของเราแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัว ไปจนถึงการทำงาน

สำหรับหลายคน FB คือไดอารี่บันทีกเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เป็นอัลบั้มรูป และช่องทางติดต่อกับผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก และอื่นๆอีกสารพัด

รายงานจาก Magazin ในปี 2017 ระบุว่าคนกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยเริ่มทำงาน ใช้เวลาอยู่หน้าแพลตฟอร์มต่างๆเหล่านี้ 9 ชั่วโมงต่อวัน

กทม. ยังแชมป์ใช้ Facebook ปี 2018

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีผู้ลงทะเบียนใช้งาน FB มากถึง 2 พันล้านคน หรือเกือบๆ 1 ใน 3 ของประชากรบนโลก

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ตัวเลขนี้ ก็บอกเราในมุมกลับว่า Facebook ไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตของคนอีกกว่า 2 ใน 3 ของประชากร 7.7 พันล้านคน

ปีที่แล้ว มีรายงานว่ายูสเซอร์หลายล้านคน ตัดสินใจปิดแอคเคาท์ของตัวเองบน Facebook หลังมีรายงานเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลจากกรณี Cambridge Analytica

ผลสำรวจเผย 4 ใน 10 คนลบบัญชีโซเชียลมีเดียทิ้ง หลังกรณี Cambridge Analytica

และเมื่อเร็วๆนี้ ก็มีงานวิจัยจาก ม. สแตนฟอร์ด และ ม. นิวยอร์ก ยืนยันว่าการเลิกใช้โซเชียลมีเดีย มีส่วนช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นจริง

งานวิจัยชิ้นนี้ ทำการทดสอบความรู้สึกของคนสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้งาน FB ตามปกติ และกลุ่มที่เลิกเล่น 1 เดือนเต็ม

ผลพบว่ากลุ่มหลังนั้นมีความสุขมากกว่า หลังหันไปใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เสพข่าวสารน้อยลง ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติในแง่ที่ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งเกินไป

เพราะอัลกอริทึมของ Facebook นั้นจะพยายามนำเสนอข้อมูลข่าวสารใหม่ๆที่ใกล้เคียงกับรสนิยมและความชอบของเราเป็นหลัก

เราจึงมักได้เสพแต่ข่าวที่มีความโน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากกว่าจะได้รับข่าวสารในทางกว้างหรือหลากหลาย

นอกจากนี้ การไม่ต้องเร่งตามทุกความเคลื่อนไหวของโลก จะทำให้คุณมีเวลาวิเคราะห์มากขึ้น

ไม่ถูกดึงให้ต้องรีบเชื่อ คัดค้าน หรือรีบแสดงความเห็น ก่อนประเด็นนั้นๆจะตกเทรนด์ เพราะในความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องที่ปรากฎบน feed จะมีความสำคัญสำหรับคุณ

Facebook หลุดท็อป 3 โซเชียลโดนใจวัยรุ่นอเมริกัน

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก Pew ยังพบว่าทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ๆในแถบอเมริกาเหนือและยุโรปเอว ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ FB มากนัก เพราะมองว่าเป็น “แหล่งรวมของคนรุ่นพ่อแม่” มากกว่า

เด็กๆพวกนี้ อาจมีบัญชีอยู่ แต่ก็เข้ามาใช้งานเป็นครั้งคราว เพื่ออัพเดทเรื่องราวของคนในครอบครัวเท่านั้น เพราะชีวิตส่วนตัว และโลกของพวกเขาผูกติดอยู่กับ YouTube, Snapchat และ Instagram เป็นหลัก

 

แอดมินเพจ และ คนทำธุรกิจ : มองหาทางหนีทีไล่เผื่อไว้บ้าง

นั่นคือในมุมของผู้ใช้ทั่วไป แต่ในมุมของคนที่ทำธุรกิจต่างๆบนแพลตฟอร์มนี้ ไม่ว่าจะเป็น อี-คอมเมิร์ซ คอนเทนต์ ไปจนถึงโฆษณานั้น

การล่มของ FB คือปัญหาใหญ่ ไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

เพราะอินฟลูเอนเซอร์หลายคนในโลกออนไลน์ อย่าง อีเจี๊ยบ เลียบด่วน หรือ จ่าพิชิต นั้น อาศัยแฟนเพจเป็นช่องทางหลัก ในการนำคอนเทนต์/สินค้าไปหาลูกค้า หรือนำลูกค้ามาหา โดยไม่มีช่องทางอื่นอย่างเว็บไซต์ด้วยซ้ำ

และเมื่อช่องทางในการเข้าถึงลดลง แม้จะชั่วระยะหนึ่ง แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย บรรดาอินฟลูเอนเซอร์ ก็อาจต้องกลับมาทบทวนหาช่องทางอื่นๆเผื่อไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Medium หรือแม้แต่ตัวเว็บไซต์

เพราะแม้เครื่องมือเหล่านี้จะยังมีความสามารถในการเข้าถึงผู้คนได้น้อยกว่า และหลายๆแพลตฟอร์มก็มีฐานผู้ใช้งานที่ต่างออกไป

แต่การเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อนเกิดเหตุ ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทำธุรกิจควรมองข้ามอยู่ดี

YouTube จ่อแซง Facebook ขึ้นแท่นเว็บไซต์อันดับ 2 ด้านจำนวนผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา

 

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก : Facebook เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

หากใครที่ใช้งาน Facebook มานานหลายปี จะพบว่าตัวแพลตฟอร์มนั้น มีการเปลี่ยนแปลงแทบจะตลอดเวลา

ตั้งแต่ยุคแรกที่เป็นเหมือนพื้นที่ในการเชื่อมโยงกันระหว่างเรากับคนรู้จัก ก่อนจะขยายวงกว้าง มาสู่ยุคที่เราได้เสพคอนเทนต์จากเพจต่างๆที่ปรากฎเต็ม News feed เต็มไปหมด

มาถึงปัจจุบันที่ ซัคเกอร์เบิร์ก จำกัดการเข้าถึงของเพจเหล่านี้อีกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้ FB เป็นพื้นที่สำหรับคนใกล้ตัวแบบเดิม

พร้อมเปรยเมื่อเร็วๆนี้ ว่าอนาคตของแพลตฟอร์มจะยิ่ง “เป็นส่วนตัวมากขึ้น” โดยพุ่งเป้าไปที่การรับส่งข้อความระหว่างบุคคลเป็นหลัก

Facebook โยกพนักงานหลายร้อยคน ตั้งทีมดูแลการผลิตแว่น AR โดยเฉพาะ

ในเวลาเดียวกัน เราก็จะเห็นข่าวที่บริษัทฯต่อยอดธุรกิจไปสู่รูปแบบอื่นๆ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AR, VR หรือแม้แต่บล็อกเชน และสกุลเงินดิจิทัล

นั่นหมายถึงวันหนึ่ง Facebook ที่เราเคยรู้จัก อาจเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นอย่างอื่นเลยก็ได้ในอนาคต ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อธุรกิจยักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่เคยมีมาก่อน ก็เคยผ่านวัฎจักรของการเกิดขึ้น เติบโต เปลี่ยนแปลง หรือหายไปมาแล้วทั้งนั้น

การขาดหายไปของ Facebook คงไม่ก่อให้เกิดการล่มสลายของอุตสาหกรรมออนไลน์ เพียงแต่ในระยะสั้น ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหาแพลตฟอร์มไหนเติบโตจนสร้างฐานผู้ใช้งานได้ในระดับเดียวกัน อย่างที่ ซัคเกอร์เบิร์ก และทีมงานทำไว้

นั่นคือความเห็นของทีมงาน ซึ่งเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

แต่เราก็อยากรู้ความเห็นของคุณๆด้วยว่าจะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่ง ตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่มี Facebook ให้ใช้ จริงๆ?

โพสต์ข้อความของคุณไว้ในช่องคอมเมนต์ของเพจ แล้วเราจะรวบรวมมาไว้ที่นี่ เพื่อผู้อ่านคนอื่นๆจะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ

เผย Facebook เตรียมรวม WhatsApp, IG และ Messenger เป็นแพลตฟอร์มเดียว ภายในปี 2020

 

ที่มา
Facebook and Instagram Down in Global Outage

What would happen if social media disappeared tomorrow?

What if there was no Facebook?

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า