“การทำสตาร์ทอัพในไทย มันสเกลยาก สมมติเราทำในกรุงเทพสำเร็จ แล้วจะไปไหนต่อ? ถ้าจะทำ คุณต้องมองไปที่ global ตั้งแต่แรกเลย ไม่งั้นไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจหรอก…”

คือมุมมอง และวิธีคิดแบบ Moonshot Thinking ของ สรวิศ ศรีนวกุล ซีอีโอของ Band Protocol สตาร์ทอัพจากไทยและอาเซียนรายแรก ที่ระดมทุนได้ 3 ล้านดอลลาร์ จาก Sequoia Capital India กองทุน VC ระดับโลก ซึ่งหันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง บล็อกเชนและเงินดิจิทัล (cryptocurrency)

และยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนรายอื่นๆ อย่าง Dunamu & Partners และ SeaX Ventures ด้วย

 

#1
First Band on the Moon

ในวันที่คำว่าบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี ยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยจำนวนหนึ่ง สรวิศ ซึ่งจบจากม.สแตนฟอร์ด ในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กลับคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ดี จากการเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“จริงๆ ผมอยู่ในวงการคริปโตมานานแล้วนะ เริ่มจากการสร้างเกมมาก่อน แล้วก็แจกเงินดิจิทัลให้คนที่เล่นชนะ ซึ่งผลการตอบรับก็ออกมาค่อนข้างดี ก็เลยสานต่อมาถึงการตั้ง Band Protocol ขึ้น”

การคลุกคลีในแวดวงบล็อกเชน ทั้งในฐานะนักลงทุนและนักพัฒนา ทำให้ สรวิศ ได้รู้จักคนในวงการมากมาย และกลายเป็นข้อดี เมื่อเจ้าตัวตัดสินใจที่จะทำธุรกิจจากไอเดียที่เกิดขึ้น

“พอคิดจะเริ่มทำ Band Protocol เราก็ปรึกษากับคนในวงการ ว่าเรามีไอเดียแบบนี้นะ ต้องการระดมทุน ก็มีการบอกต่อๆกัน จนไปถึงทาง Sequoia India ที่เค้ากำลังหาโปรเจกต์ คริปโตฯ กับบล็อกเชน เพื่อลงทุนอยู่ โชคดีที่มีคนรู้จักอยู่ในนั้นด้วย มันก็ง่ายขึ้น พอตกลงได้ เราก็เลยได้เป็น blockchain investment รายแรกของเขา และก็เป็นสตาร์ทอัพไทยรายแรกที่ได้ทุนจาก Sequioa ด้วย”

 

#2
ต้นกล้าของคริปโตฯและบล็อกเชน

ภาพของคริปโตฯสำหรับหลายๆคน คือเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ มาไวไปไว แต่ สรวิศ เห็นต่างไป และรู้สึกว่าคอมมูนิตี้ของคนใช้คริปโตฯและบล็อกเชนในไทย ก็กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“ผมว่าคนไทยเริ่มตื่นตัว แล้วก็รู้จักบล็อกเชนมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเทรดเดอร์ ถ้าจำไม่ผิด เทรดเดอร์คนไทยที่ลงทะเบียนไว้ มีอยู่เกือบๆ สองแสนคน ก็น่าจะราวๆ 1 ใน 10 ของคนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เลยนะ ซึ่งก็คล้ายๆกับที่อื่นในเอเชีย”

“แต่ในภูมิภาคอื่นๆ นอกจากเทรดเดอร์ เขาก็มียูสเซอร์ด้วย คือกลุ่มคนที่สนใจด้านนี้จริงๆ พยายามทดลองกันอยู่ ถึงจะรู้ว่าใช้ยากมากๆก็ตาม สิ่งที่เราพยายามทำก็คือช่วยกันสร้างคอมมูนิตี้ของคนใช้บล็อกเชนขึ้นมา พูดคุยกันเรื่องเทคโนโลยี เรื่องตัวอย่างการใช้งาน ผลตอบรับที่ออกมาก็ค่อนข้างดี”

“ผมว่าไม่เกิน 3-4 ปีจากนี้ มันจะเป็นเทคโนโลยีที่คนได้ใช้งานกันอย่างจริงจัง จะมีแอพฯที่อยู่บนบล็อกเชนจริงๆ โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องเข้าใจหลักการของมันก็ได้”

 

#3
CoinHatcher

จุดเด่นของบล็อกเชน คือการ decentralize เป็นการกระจายอำนาจให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากโมเดลเดิมๆที่รวมศูนย์ไว้โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

คำถามคือแล้วทำไมต้องกระจายอำนาจ? แล้วเราจะเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างไร? แทนที่จะอธิบายในเชิงทฤษฎี สิ่งที่ สรวิศ และ Band Protocol เลือกทำ คือการอธิบายในเชิงปฏิบัติ ผ่านเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสารในวงการบล็อกเชนและคริปโตฯ ที่ชื่อ CoinHatcher

“Band Protocol เราวางไว้ให้เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักพัฒนา หรือองค์กร สามารถนำ token ต่างๆไปใช้ได้ง่าย แต่การจะทำให้คนเข้าใจได้เนี่ย มันก็ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่เป็น proof of concept ก็เลยพัฒนา CoinHatcher ขึ้นมา”

CoinHatcher คือเว็บไซต์รวบรวมข่าวซึ่งผ่านการคัดกรองโดยคนในคอมมูนิตี้

ไอเดียตั้งต้นของมัน เกิดจากการที่ สรวิศ และทีมงานเห็นว่าสื่อมวลชนบางกลุ่ม ไม่ได้นำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่คนอ่านจริงๆ แต่มีเหตุผลอื่นแอบแฝง เช่น รับเงินมาเขียนคอนเทนต์ให้ หรือมองข้ามบางประเด็นเพราะความชอบพอส่วนตัว

“เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นเยอะในวงการบล็อกเชน การที่บางคนในวงการโดนโกง เพราะว่าสื่อเอาแต่ปั่นข่าวเพื่อปั๊มราคาเหรียญของตัวเอง เราก็เลยสร้างเว็บไซต์นี้ขึ้น เพื่อรวบรวมข่าวจากแหล่งต่างๆมา ทำให้มั่นใจว่าเป็นข่าวที่มีคุณภาพ”

ตรงนี้เองที่ความสามารถในการ “กระจายอำนาจ” ของบล็อกเชน จะถูกนำมาใช้ใน CoinHatcher

“เราจะใช้โทเคน (หมายถึงเหรียญดิจิทัลในระบบ) เป็นแรงจูงใจดึงคนมาช่วยคัดกรองข่าว ถ้าคุณสร้างข่าวที่ดีขึ้นมา ก็จะได้รับรางวัลเป็นโทเคน ซึ่งก็จะเป็นเงินที่นำไปใช้ในระบบของเราได้”

CoinHatcher แบ่งผู้ใช้ออกเป็นสามกลุ่มหลัก คือ คนอ่าน (reader) ผู้สร้างคอนเทนต์ (publisher) และผู้ตรวจสอบ (curator)

โดยเริ่มจากกลุ่ม publisher นั้น ถ้าต้องการลงข่าวในเว็บ ก็จะต้องจ่ายโทเคน (ได้จากการซื้อ) ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจะถือเป็นการคัดกรองเบื้องต้น

“มันก็คือค่าสมัคร เพื่อให้รู้ว่าถ้าคุณเอาข่าวไม่ดีมาลง คุณก็จะถูกริบเงินตรงนี้ไป วิธีนี้ก็จะคัดกรองข่าวให้แล้วระดับนึง คำถามถัดมาคือแล้วทำไมเค้าต้องอยากเข้ามาอยู่ในนี้ ก็เพราะถ้าเราสร้างฐานคนอ่านให้เกิดขึ้นได้ publisher ก็ต้องอยากมาลง จะได้มีคนอ่าน มีคนติดตาม”

การจะสร้างฐานคนอ่านได้ คอนเทนต์ที่อยู่ในเว็บไซต์ก็จะต้องเชื่อถือได้ ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มที่เรียกว่า curator

“ในระบบเรา curator ก็จะต้องถือโทเคนอยู่ ถ้าเค้าเห็นว่าข่าวที่ถูกส่งมา ไม่ดีหรือมั่ว ก็สามารถรีพอร์ตได้โดยวางโทเคนไว้เป็นหลักประกันด้วย จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการโหวตโดยคนอื่นๆในเว็บไซต์ ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าข่าวไม่ดี ก็จะถูกถอดออก โดยที่คนรีพอร์ตและคนอื่นๆที่ร่วมโหวตก็จะได้โทเคนที่ publisher จ่ายเป็นหลักประกันไว้ตอนแรก เป็นรางวัล แต่ถ้าคนเชื่อว่าข่าวนั้นดี คนรีพอร์ตก็จะต้องเสียโทเคนที่วางประกันไว้แทน”

“วิธีนี้จะเป็นแรงจูงใจให้คนอยากตรวจสอบ และถ้าทุกคนช่วยกันทำให้ข่าวในเว็บออกมาดี คนก็จะหันมาตามกันเยอะขึ้น เพราะเชื่อว่าข่าวในเว็บเชื่อถือได้ พอมีคนตามมากๆ publisher ก็ยิ่งอยากเอาข่าวมาลง และต้องซื้อโทเคนเพื่อส่งข่าว”

“สิ่งที่ตามมาก็คือราคาของโทเคนก็จะสูงขึ้น ทำให้คนที่ช่วยกันโหวตได้รับรางวัล หรือโทเคนที่เขาถือไว้อยู่แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เหมือนทุกคนเป็นเจ้าของเว็บไซต์ร่วมกัน กลับกัน ถ้าเค้าละเลยไม่ตรวจสอบ ปล่อยให้ใครเอาอะไรมาลงก็ได้ ตัวเว็บไซต์ก็จะขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีคนมาอ่าน ราคาเหรียญก็จะตก คนที่ถือไว้ก็เสียหายไปด้วย”

“มันจะเป็นคอมมูนิตี้แบบใหม่ที่คนอ่านมีส่วนได้ส่วนเสีย ตัว Publisher เองต้องแข่งกันสร้างเนื้อหาที่ดี วิธีนี้ก็จะสร้างคอมมูนิตี้ได้ง่ายขึ้น สร้างคนตามที่พร้อมจะมี engagement กับเรา ไม่ใช่คนอ่านแบบ passive อีกต่อไป แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของ platform เลย โดยที่คุณไม่ต้องไปจ้างเค้า เหมือนมีคนมาช่วยทำงานเลย”

พูดง่ายๆก็คือ CoinHatcher คือเว็บไซต์ข่าวที่ควบคุมกันเองโดยคนในคอมมูนิตี้ เป็นการกระจายอำนาจจาก publisher ที่เดิมคุมทุกอย่างไว้ในมือ มาเป็นโมเดลที่คนอ่านมีอำนาจในการช่วยกันตรวจสอบ และเราเริ่มโดยมีผู้ใช้งานทั่วโลกเป็นเป้าหมาย

 

#4
หลังบ้านบล็อกเชน

แต่ CoinHatcher นั้น ไม่ถือเป็นธุรกิจหลักของ Band Protocol

เพราะสิ่งที่ สรวิศ กับเพื่อนๆต้องการนำเสนอ คือการรับเป็น “หลังบ้าน” ให้กับธุรกิจอื่นๆที่ต้องการใช้บล็อกเชนหรือสร้างโทเคนสำหรับใช้ในระบบ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำความเข้าใจ

“CoinHatcher มันคือ proof of concept ที่เราจะแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าระบบของเรามันเป็นยังไง ใช้งานยังไง เพราะถ้าให้ไปอธิบายด้วยคำพูด บางทีมันจะเห็นภาพไม่ชัด ทีนี้พอคุณได้ลองใช้ CoinHatcher ก็จะเข้าใจขึ้น และถ้าอยากมีระบบแบบนี้ ทาง Band Protocol ก็สามารถให้บริการกับคุณได้”

สิ่งที่เราพยายามทำก็คือสร้าง Band Protocol เป็นมาตรฐานให้ออกเหรียญได้ง่าย โหวตได้ง่าย ให้เกิดการรีพอร์ต การชาลเลนจ์ ฯลฯ คือถ้าใครอยากทำเว็บไซต์แบบ CoinHatcher ก็สามารถติดต่อเราได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับบล็อกเชนเอง

เพราะวงการนี้มันจำกัดมาก โครงสร้างต่างๆยังไม่พร้อม การจะเปลี่ยนเงินคริปโตฯไปเป็นเงินบาทนี่ยากมาก คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ แต่มันก็เหมือนเทคโนโลยีอื่นๆนั่นแหละ ผมว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้อินเตอร์เน็ต ก็ไม่ได้เข้าใจว่าอินเตอร์เน็ตมันทำงานยังไง”

“เหมือนคุณอยากมีระบบคลาวด์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องสร้างเอง ก็ไปติดต่อ AWS, Google Cloud ให้เค้าจัดการให้ ต่างกันตรงที่เซอร์วิสของเราคือ บล็อกเชน”

 

#5
คิดไกลไปถึงดวงจันทร์

สรวิศ ยังให้ความเห็นถึงวงการสตาร์ทอัพในบ้านเรา ว่ายังมีข้อจำกัดอยู่หลายเรื่องที่ทำให้ภาพรวมไม่เติบโตเท่าที่ควร

“ตอนนี้ผมว่ามันก็เริ่มซบเซาแล้วนะ เพราะมันก็ยังไม่มียูนิคอร์นให้เห็นเลย แล้วก็สตาร์ทอัพดังๆที่เรารู้จักกันจริงๆเนี่ย หนีไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์กันหมด (Band Protocol ก็จดทะเบียนในสิงคโปร์ด้วย)”

“เรื่องนี้ ผมว่ามีปัญหาอยู่สองข้อ หนึ่งคือตัวกฎหมายไม่เอื้อให้ดำเนินงานง่าย เอาง่ายๆแค่การจะแบ่งหุ้นให้นักลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจยังยากเลย ถ้าเป็นในต่างประเทศ คุณเป็นคนต่างชาติ คุณจะถือเท่าไหร่ก็ได้ พอคุณห้ามต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% เขาก็ถอยกันหมดแล้วครับ เพราะนักลงทุนเค้ามองเรื่องผลตอบแทนเวลาขายหุ้นออกไป แต่มันก็มีกำแพงตัวนี้อยู่ กลับกัน ถ้าผมย้ายไปสิงคโปร์ ผมสามารถตั้งสตาร์ทอัพที่เป็น e-wallet ได้ในไม่กี่วัน เพราะระบบเราเอื้อให้องค์กรใหญ่มากกว่า”

อีกข้อก็คือการทำสตาร์ทอัพในไทย หรือแม้แต่ในอาเซียน มันสเกลได้ยาก สตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จได้ คือเริ่มจากเล็กๆ แล้วเอาโมเดลเดิมไปใช้ซ้ำในที่อื่นๆ

“แต่สตาร์ทอัพไทย สมมติ เราทำในกรุงเทพสำเร็จ แล้วจะไปไหนต่อ? เชียงใหม่? หาดใหญ่? พอไปทำต่างประเทศ ก็ไปติดขัดเรื่องกฎหมาย เรื่องวัฒนธรรม ภาษา ฯลฯ ก็สเกลไม่ได้อีก กลับกัน ถ้าคุณไปเริ่มที่นิวยอร์ค พอเวิร์คก็ไป แอลเอ ฯลฯ

“การทำสตาร์ทอัพในไทยมันยากมากจริงๆ ถ้าจะทำคุณต้องมองไปที่ Global ตั้งแต่แรกเลย ไม่งั้นคงยากที่จะหานักลงทุนคนมาสนใจ แต่ก็หวังว่าจะดีขึ้นนะครับ เพราะภาครัฐเริ่มมีการปลดล็อกเพื่อเปิดทางให้คนทำสตาร์ทอัพใหม่ๆ ในอนาคตแล้ว” 

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

ดร. สารินทร์ ภูมิรัตน กับ EPIBONE สตาร์ทอัพไทยในเวทีโลก