Facebook เริ่มเดินหน้ากวาดล้างเพจและกลุ่มที่มีเนื้อหารุนแรงและไม่เหมาะสมทั้งบนแพลตฟอร์มของตัวเอง และ Instagram แล้ว ด้วยการประเดิมแบนเพจของ เฟธ โกลดี และ เควิน โกโดร นักเคลื่อนไหวของกลุ่ม ขวาจัด ในแคนาดา รวมถึงกลุ่มที่มีเนื้อหาชาตินิยม และยกย่องคนผิวขาวในแคนาดาอีกสี่กลุ่ม

โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีปล่อยให้มีการแพร่ภาพไลฟ์สดการกราดยิงชาวมุสลิมโดยกลุ่มขวาจัด ที่มัสยิด ในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเร็วๆนี้ เป็นเหตุให้หลายๆประเทศเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่อเตรียมเอาผิดบริษัทเทคโนโลยีเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ หากไม่สามารถหยุดยั้งการเผยแพร่ภาพที่มีความรุนแรงเหล่านี้สู่สาธารณะได้

Facebook แจงลบคลิปกราดยิงที่นิวซีแลนด์ กว่า 1.5 ล้านครั้งในวันเดียว

แรงกดดันจากรัฐบาลของหลายประเทศในโลกตะวันตก ส่งผลให้ผู้บริหาร Facebook ตัดสินใจเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ก่อนประเดิมแบนเพจของสองนักเคลื่อนไหวชาวแคนาดา รวมถึงกลุ่มที่รวมสมาชิกและเนื้อหา ขวาจัด อีกสี่กลุ่มได้แก่ Soldiers of Odin, Canadian Nationalist Front, Aryan Strikeforce และ Wolves of Odin โดยมีผลบังคับใช้ในทันที

“บุคคลหรือองค์กรใดๆที่เผยแพร่ความเกลียดชัง ความรุนแรง หรือเรียกร้องให้ขับไล่คนอื่นๆ จะไม่สามารถใช้บริการแพลตฟอร์มของเราได้อีก” โฆษกของ Facebook ระบุในแถลงการณ์

พร้อมอธิบายว่าเนื้อหาที่ปรากฎในเพจและกลุ่มที่ถูกแบนนั้น “ฝ่าฝืนกฎของแพลตฟอร์ม” จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใชับริการรอีกต่อไป โดยจะมีการไล่ตรวจสอบเพจ กลุ่ม หรือแม้แต่บัญชีบุคคลอื่นๆ เพื่องดให้บริการหากพบการฝ่าฝืนด้วย

ด้านกลุ่มเครือข่ายต่อต้านความเกลียดชังในแคนาดา ได้โพสต์แสดงความชื่นชมต่อการเคลื่อนไหวของ Facebook ในครั้งนี้ แต่เชื่อว่าทางแพลตฟอร์มยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ เพราะยังมีเพจและกลุ่มในลักษณะนี้อีกนับเป็นพันๆกลุ่มที่ยังไม่ถูกตรวจสอบ

“นี่เป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีกลุ่มอื่นๆที่อันตรายกว่านี้อยู่บนแพลตฟอร์ม”

ด้าน โกลดี ก็ตอบโต้การแบนจาก Facebook ด้วยการประกาศผ่าน Twitter ว่าผู้ที่มีความเห็นตรงกัน ยังสามารถติดตามเธอได้ทางเว็บไซต์เช่นเดิม

“ศัตรูของเรากำลังตื่นกลัว พวกมันลืมไปว่าวิวรณ์ต่างๆนั้นถูกเผยแพร่ไปทั่ว ตั้งแต่ก่อนจะมีโซเชียลมีเดีย”

ขณะที่ โกโดร กล่าวแต่เพียงว่าเขามีอีกแอคเคาท์เป็นแบ็กอัพไว้ แต่ปฏิเสธจะเปิดเผยชื่อบัญชีกับผู้สื่อข่าว

AHEAD TAKEAWAY

นอกจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูลแล้ว มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก และกลุ่มผู้บริหาร Facebook ต้องพบแรงกดดันต่อเนื่อง จากเสียงวิจารณ์ว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่สำหรับส่งต่อความรุนแรง และเนื้อหาเกี่ยวกับความเกลียดชัง และแบ่งแยกเชื้อชาติ

แม้ที่ผ่านมา บริษัทฯจะพยายามขยายขอบเขตการควบคุมออกไป ด้วยการจ้างพนักงาน รวมถึงแจกจ่ายงานให้บริษัทเอาท์ซอร์ส แต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะรับมือกับยุคของ “สึนามิข้อมูล”

จนมีการเปิดเผยว่าแอดมินของบริษัทเอาท์ซอร์สเหล่านี้ ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนหลายรายหันกลับมายื่นฟ้องเอาผิดกับทาง Facebook ว่าเป็นต้นเหตุด้วย

เจ้าหน้าที่คัดกรองคอนเทนต์ของ Facebook โวยสภาพการทำงานย่ำแย่สุดขีด

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ตกเป็นเครื่องมือของ “คอนเทนต์รุนแรง” เหล่านี้ ด้วยการแชร์ภาพหรือข้อความต่างๆออกไป ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือหวังยอดไลค์เป็นประจำ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือการที่ยังมีคนทยอยแชร์วิดีโอเหตุการณ์ที่ไครสต์เชิร์ชเป็นระยะ จนทาง Facebook เผยว่ามีความพยายามอัพโหลดคลิปเหล่านี้นับล้านๆครั้งเลยทีเดียว จนเป็นเหตุให้แพลตฟอร์มต้องมีการแก้ไขเงื่อนไขการให้บริการในที่สุด

ขณะที่การไล่แบนเพจที่มีเนื้อหาขวาจัดนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ หลังโฆษก Facebook ชี้แจงกับ HuffPost ว่าวิดีโอที่ โกลดี พูดถึงจุดยืนของกลุ่มขวาจัด และพาดพิงถึงชาวยิวและคนผิวสี ว่าไม่ขัดต่อกฎของแพลตฟอร์ม แม้จะระบุว่ากฎนั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อความเหมาะสม

แม้การไล่แบนเพจและกลุ่มในลักษณะนี้ จะถูกทักท้วงโดย วีรา เอเดลแมน ทนายความของสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าข่ายบิดเบือนหรือขวางเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด

แต่ทีมงาน AHEAD ASIA ก็เชื่อว่าการมีสิทธิและเสรีภาพนั้น ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไปละเมิดหรือทำร้ายคนอื่น เหมือนที่คนบางกลุ่มพยายามหยิบยกขึ้นมาใช้เช่นกัน

เรียบเรียงจาก

Facebook Bans Canadian White Nationalist Groups and Pages After Backlash

Facebook bans half-dozen Canadian pages under extremism, hate policy

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า