รถไร้คนขับ

Ford แตะเบรคไม่เร่งดันรถไร้คนขับวิ่งบนถนน

จิม แฮ็คเก็ตต์ ซีอีโอของ Ford ยอมรับการผลักดันให้ รถไร้คนขับ ถูกนำมาใช้งานจริงบนท้องถนน คงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้ แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายกำลังพัฒนาอยู่ก็ตาม

เทคโนโลยีรถไร้คนขับนั้น เป็นเทรนด์หลักของอุตสาหกรรมรถยนต์ใรอบหลายปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการที่ Uber เริ่มให้บริการรถโดยสารแบบไร้คนขับในพิตต์สเบิร์ก Waymo บริษัทลูกของ Alphabet ที่มีบริการแท็กซี่ไร้คนขับในแอริโซนา

ส่วน General Motors ทุ่มเงินถึง 580 ล้านดอลลาร์ (18,000 ล้านบาท) ซื้อกิจการของ Cruise Automation สตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีนี้ในปี 2016 ส่วน มาร์ค ฟิลด์ส อดีตซีอีโอของ Ford ก็ตั้งเป้าว่าจะต้องเปิดตัวบริการแชร์และเรียกรถไร้คนขับให้ได้ภายในปี 2021

แต่ล่าสุด แฮ็คเก็ตต์ กลับแสดงความเห็นสวนทางกับซีอีโอคนก่อน ว่าด้วยเทคโนโลยีและบริบทในปัจจุบัน รถไร้คนขับนั้นยังได้รับการประเมินจากสื่อมวลชนและการตลาดไว้สูงกว่าความเป็นจริง

“ขอบเขตการใช้งานของมันคงจะถูกจำกัดในวงแคบๆ เพราะปัญหาในการพัฒนานั้นซับซ้อนมาก” ซีอีโอของ Ford กล่าวกับ Detroit Economic Club

ประเด็นคือ แฮ็คเก็ตต์ ไม่ใช่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมนี้รายเดียว ที่เชื่อว่ารถไร้คนขับยังไม่พร้อมใช้งานจริง

เพราะแม้แต่ จอห์น คราฟท์ซิค ซีอีโอของ Waymo ยอมรับว่าการจะปล่อยให้รถขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ 100% แบบไม่มีคนสแตนด์บายรอควบคุมนั้น จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบของ Uber ที่แอริโซนา จนมีผู้เสียชีวิต เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีนี้ลดลงไปนั่นเอง

Waymo : รถยนต์ไร้คนขับ บนถนนสู่อนาคต

AHEAD TAKEAWAY

แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตรถยนต์แทบทุกรายในอุตสาหกรรมเห็นพ้องกัน แต่การพัฒนา รถไร้คนขับ กลับมีข้อจำกัดมากมาย

ในสหรัฐฯนั้น แต่ละรัฐก็มีกฎหมายที่แตกต่างกัน สำหรับเรื่องนี้ ทำให้การทดสอบนั้นถูกตีวงแคบเฉพาะในรัฐที่อนุญาตให้รถไร้คนขับวิ่งบนท้องถนนได้เท่านั้น

ถัดมาคือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหลายราย เห็นว่าเซนเซอร์สำหรับตรวจจับวัตถุที่เป็นเหมือนตาของรถไร้คนขับนั้น จำเป็นต้องมองเห็นได้ไกลและชัดเจนกว่านี้ เช่นเดียวกับตัวซอฟต์แวร์ที่จะต้องมีความแม่นยำและตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ ก่อนที่การทดสอบหรือใช้งานจริงจะขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่อื่นๆได้

เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีผลวิจัยพบว่ารถไร้คนขับนั้น ใช้เวลาในการตรวจจับคนผิวสีได้ช้ากว่าคนผิวขาว แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลว่าเสี้ยววินาทีที่ต่างกันนั้น อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ได้

Uber สั่งยุติทดสอบวิ่ง หลังรถไร้คนขับชนคนตาย

ข้อจำกัดหลายเรื่องนี้ ทำให้ ราเควล เออร์ตาซุน หัวหน้าทีมวิจัยรถไร้คนขับของ Uber มองว่าคำถามสำคัญของรถไร้คนขับในเวลานี้ อาจไม่ใช่ “เมื่อไหร่” แต่เป็น “ที่ไหน” แทน

ปัจจุบัน รถไร้คนขับของแต่ละผู้ผลิตนั้นต่างก็ถูกพัฒนาในพื้นที่ขนาดเล็กแบบจำกัด เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมผลที่จะตามมา

“รถไร้คนขับนั้น จะต้องเริ่มทดลองและใช้งานจริงในพื้นที่เล็กๆก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ความท้าทายของเราคือทำให้การขยายออกไปนั้นราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แม้แต่ Tesla ซึ่งเป็นผู้นำในด้านนี้ ก็ต้องถอดระบบที่เรียกว่า full self-driving mode ออกจาก Model 3 รถรุ่นยอดนิยมของบริษัทเช่นกัน โดย อีลอน มัสก์ อธิบายว่าเพราะวลีดังกล่าวอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งานได้

แต่หากมองในแง่การใช้งานแล้ว Tesla นั้นก้าวหน้ากว่าบริษัทอื่นๆพอสมควร

เมื่อระบบ Autopilot ที่บริษัทพัฒนาขึ้น สามารถควบคุมให้รถเปลี่ยนเลนได้เอง ควบคุมรถขณะวิ่งบนทางลาด ฯลฯ

ขณะที่เป้าหมายหลักนั้น มัสก์ เคยให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์รายการหนึ่งว่า คุณสามารถขึ้นไปนั่งหลับบนรถ และปล่อยให้รถพาคุณไปถึงจุดหมายได้เลย ซึ่งเจ้าตัวคุยว่าจะผลักดันให้เป็นจริงให้ได้ภายในปี 2020 ด้วย

ซึ่งหากทำได้จริง ก็น่าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างที่นักวิเคราะห์รายหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่าเทคโนโลยีของ Tesla นั้นล้ำหน้าผู้ผลิตรายอื่นๆอยู่หลายช่วงตัว ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของรถ EV หรือแม้แต่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ผลสำรวจ AVRI เผย สิงคโปร์ รั้งอันดับ 2 ประเทศพร้อมใช้รถไร้คนขับ เนเธอร์แลนด์ เบอร์หนึ่งสองปีซ้อน

เรียบเรียงจาก

FORD TAPS THE BRAKES ON THE ARRIVAL OF SELF-DRIVING CARS

Elon Musk: Teslas Will Be Fully Self-Driving By Next Year

อ่านเพิ่มเติม

อุบัติเหตุรถไร้คนขับ ใครต้องรับผิดชอบ?

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Total
371
Shares
Previous Article
คนนิยมโหลดแอพเดิมๆ

แอพใหม่เกิดยาก หลังสถิติยืนยันคนนิยมโหลดแอพที่คุ้นเคย มากกว่าลองของใหม่

Next Article
บัตรเดบิตเงินดิจิทัล

Coinbase จับมือ Visa ออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัล

Related Posts