Amazon.com ถอนตัวจาก ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในจีน แล้ว ประกาศเตรียมปิดร้านค้าออนไลน์ในแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมนี้ หลังไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับคู่แข่งเจ้าถิ่น อย่าง Alibaba และ JD.com ที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคในประเทศมากกว่า

Amazon เข้ามาทำตลาดอีคอมเมิร์ซในจีน ตั้งแต่ปี 2004 ด้วยการเทกโอเวอร์กิจการของ Joyo.com ในราคา 75 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,380 ล้านบาท) และเปลี่ยนชื่อเป็น amazon.cn ในอีกสามปีถัดมา กระทั่งเปลี่ยนมาใช้ชื่อในปัจจุบัน คือ Amazon China

แต่ก็ต้องแข่งขันกับอีคอมเมิร์ซเจ้าถิ่น ทั้ง Alibaba และ JD.com ซึ่งมีความได้เปรียบกว่าในหลายๆด้าน จนยักษ์ใหญ่จากอเมริกันไม่สามารถชิงแบ่งส่วนตลาดได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยผลสำรวจจาก iResearch Global เมื่อเร็วๆนี้ พบว่า Alibaba กับ JD.com นั้นครองมาร์เก็ตแชร์ของอีคอมเมิร์ซในจีน ไว้สูงถึง 82%

ล่าสุด โฆษกของ Amazon ก็ยืนยันแล้วว่าบริษัทจะยุติการขายสินค้า รวมถึงบริการมาร์เก็ตเพลส ในเว็บไซต์ Amazon.cn ภายใน 90 วัน โดยผู้บริโภคในจีนจะยังสามารถใช้บริการของ Amazon Global Store, คอนเทนต์ออนไลน์ และอีบุ๊คใน Kindle รวมคลาวด์เซอร์วิสของ AWS ได้เช่นเดิม

การถอนตัวจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซในจีนในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับบริษัทชั้นนำจากสหรัฐฯ

เพราะ eBay ซึ่งเคยครองตลาดในจีนมากถึง 85% ในยุคบุกเบิกการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ก็ต้องถอยทัพไปเช่นกันในปี 2005 หลังเสียมาร์เก็ตแชร์เกือบทั้งหมดให้แก่ TaoBao เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสในเครือ Alibaba

ขณะที่ Walmart ซึ่งพยายามเข้ามาบุกตลาดจีนเช่นกัน สุดท้ายก็ต้องขายแพลตฟอร์มออนไลน์ของตนให้แก่ JD.com ในปี 2016

 

AHEAD TAKEAWAY

ความพ่ายแพ้ของ eBay ต่อ Taobao จนทำให้ แจ๊ค หม่า ได้รับฉายาว่า “จระเข้แห่งแยงซี” เป็นกรณีศึกษาที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง เพื่อยืนยันว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจที่ใช้ได้ผลกับสถานที่หรือคนกลุ่มหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์เดียวกันเสมอไป เมื่อเปลี่ยนบริบท

10 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ แจ๊ค หม่า

กรณีของ Amazon ก็เช่นกัน แม้ยักษ์ใหญ่รายนี้จะขึ้นชื่อเรื่องการให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า แต่การต้องลงเล่นในสนามที่ไม่ถนัด กับเจ้าถิ่นซึ่งรู้ใจคนในท้องถิ่นมากกว่า ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะได้อยู่ดี

“พวกเขาถอนตัว เพราะเห็นแล้วว่ายากที่จะทำกำไรและเติบโตได้” ไมเคิล แพทเชอร์ นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities สรุป

เค่อ เฉิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของ Azoya ที่ปรึกษาด้านอีคอมเมิร์ซในเสิ่นเจิ้น อธิบายว่า Amazon นั้นเสียเปรียบ Tmall หรือ JD อย่างมาก ในเรื่องโลจิสติกส์ ทั้งที่นี่เป็นจุดแข็งของตัวบริษัทเองในการให้บริการในสหรัฐฯ

“ไม่มีทางที่ผู้บริโภคจะซื้อของจาก Amazon เพราะไม่มีทางที่บริษัทฯจะส่งของได้เร็วกว่า Tmall หรือ JD”

อีกเหตุผลหนึ่งที่มีการวิเคราะห์กัน คือการชะลอตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในจีน

เพราะแม้แต่ Alibaba ยังรายงานว่าผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโตช้าที่สุดในรอบสามปีเลยทีเดียว ขณะที่ JD.com ก็ยังต้องประกาศลดจำนวนพนักงานลง

เบโซส ก็เคยกล่าวไว้ว่าประสบการณ์ในจีน เป็นบทเรียนสำคัญที่ตนและผู้บริหาร Amazon ได้รับ สำหรับการเปิดตลาดในต่างแดน โดยปัจจุบัน บริษัทฯกำลังเข้าไปเปิดตลาดในอินเดีย แม้จะต้องแข่งขันกับ Flipkart อีคอมเมิร์ซเจ้าถิ่น

Jeff Bezos ตั้งเป้านำ Amazon ครองอีคอมเมิร์ซอินเดีย

ส่วนในอาเซียน ก็เริ่มเข้ามาทำตลาดในสิงคโปร์และเวียดนามแล้วตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งก็จะต้องแข่งขันกับ Alibaba อีกครั้ง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Lazada Group ที่ครองตลาดในภูมิภาคนี้อยู่

Amazon เปิดตัวในเวียดนาม พร้อมชน Alibaba

เรียบเรียงจาก

Amazon, facing entrenched rivals, says to shut China online store

A Case Study on International Expansion: How eBay Failed in China

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า