แท็กซี่ไร้คนขับ

Tesla ปาดหน้า Uber-Lyft เล็งเปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับภายในปี 2020 การันตีรายได้ปีละ 9 แสน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla เผยบริษัทมีแผนเข้าสู่ธุรกิจเรียกรถ (ride-hailing service) ภายในปีหน้า ด้วยรถของบริษัทที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติไว้ ระบุการเปลี่ยนมาใช้ แท็กซี่ไร้คนขับ จะช่วยลดต้นทุนในธุรกิจนี้ลงกว่า 90% เลยทีเดียว

การพัฒนารถไร้คนขับสำหรับธุรกิจเรียกรถนั้น เป็นสิ่งที่ Uber และ Lyft วางเป้าหมายไว้ แต่ก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเท่านั้น

แต่ มัสก์ ก็เชื่อว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ Tesla มี นั้น น่าจะพร้อมให้บริการได้ไม่เกินปีหน้า โดยระบุว่าเจ้าของรถที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจนี้ เพียงแค่เชื่อมต่อเข้ากับแพลตฟอร์ม ผ่านแอพของตัวบริษัท

ขณะที่ผู้โดยสารก็สามารถเรียกรถมารับ ในลักษณะเดียวกับ Uber หรือ Lyft ในปัจจุบัน ต่างกันเพียงแค่จะเป็นรถไร้คนขับเท่านั้น โดยที่ทางบริษัทฯ จะได้รับค่าคอมมิชชั่นราว 30% ของค่าบริการ

“ไม่เกินปีหน้า เราจะมีแท็กซี่ไร้คนขับนับล้านๆคันบนถนน” มัสก์ กล่าวระหว่างเปิดตัวฟีเจอร์ Navigate ของระบบ Autopilot ในงาน Autonomy Day ของบริษัท เมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อมั่นว่า โรโบ-แท็กซี่ จะเริ่มให้บริการได้ในบางส่วนของสหรัฐฯ ภายในปีหน้า แม้ปัจจุบันกฎหมายจะยังไม่อำนวยให้ก็ตาม

มัสก์ เสริมว่าการใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้ มีข้อดีคือจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงจาก 2-3 ดอลลาร์ (64-95 บาท) ต่อไมล์ เหลือเพียง 0.18 ดอลลาร์ (ราว 5.7 บาท) เท่านั้น

แต่ก็มากพอจะทำให้เจ้าของ Tesla มีรายได้แบบ passive income ราวๆปีละ 30,000 ดอลลาร์ (9 แสนบาท) หรือ 2-3 แสนดอลลาร์ (6-9.5 ล้านบาท) ตลอดอายุการใช้งานของรถเลยทีเดียว

“สิ่งที่ผมอยากจะสื่อ ก็คือไม่มีอะไรที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุนเท่ากับการซื้อรถของเราซักคันแล้ว”

ผลสำรวจ AVRI เผย สิงคโปร์ รั้งอันดับ 2 ประเทศพร้อมใช้รถไร้คนขับ เนเธอร์แลนด์ เบอร์หนึ่งสองปีซ้อน

AHEAD TAKEAWAY

การจัดงาน Autonomous Day ของ Tesla ในครั้งนี้ ถูกนักวิเคราะห์มองว่าทำไปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของนักลงทุน จากผลประกอบการในไตรมาสแรกที่ไม่น่าประทับใจนัก จนราคาหุ้นของบริษัทหลังเปิดตลาด ตกลงไป 3.9% อยู่ที่ 262.75 ดอลลาร์ (ราว 8,300 บาท)

ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเกาะกระแส IPO ของสองสตาร์ทอัพสาย ride-hailing ไปในตัวด้วย (Lyft เพิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ส่วน Uber มีแผนจะเข้าในเดือนหน้า)

แต่ในอีกแง่ ท่าทีของ มัสก์ ทั้งการนำเสนอไอเดีย แท็กซี่ไร้คนขับ ในโมเดลธุรกิจเรียกรถ หรือการเปรยว่าในอีกสองสามปีจากนี้ Tesla อาจหันไปผลิตรถที่ไม่มีทั้งคันเร่งและพวงมาลัย

เท่ากับเป็นการพยายามเร่งหรือกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายอื่นๆในอุตสาหกรรมรถยนต์ตื่นตัวในการพัฒนารถไร้คนขับให้มากขึ้น ว่าหากขยับตัวช้า ก็อาจเสียโอกาสทางธุรกิจนี้ไปก็ได้

หลังก่อนหน้านี้หลายบริษัทออกตัวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานจริง

Ford แตะเบรคไม่เร่งดันรถไร้คนขับวิ่งบนถนน

หากหมากนี้ของ มัสก์ ได้ผล ก็อาจทำให้ผู้ผลิตรายอื่นๆเร่งด้านพัฒนารถไร้คนขับเพื่อป้อนสู่ท้องตลาดให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลต่อไปถึงภาครัฐในการออกกฎหมายรองรับเทคโนโลยีนี้เร็วกว่าเดิมไปด้วย

เพราะต่อให้เทคโนโลยีของ Tesla ดีแค่ไหน แต่ลำพังบริษัทเดียว คงยากที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนหมู่มากได้

แต่ถ้าผู้ผลิตทุกรายร่วมกันผลักดัน การจะพิสูจน์ให้รัฐหรือแม้แต่คนทั่วไปเห็นว่ารถไร้คนขับนั้นใช้งานได้จริง ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วกว่า (อ่านเพิ่มเติม โพลฟ้องคนอเมริกันไม่กล้าใช้รถไร้คนขับ) เหมือนที่ทางการจีนตัดสินใจเพิ่มเลนรถไร้คนขับบนทางหลวงสายใหม่ที่กำลังจะเปิดใช้นั่นเอง

จีนเปิดเลนพิเศษสำหรับรถไร้คนขับบนทางหลวงสายใหม่

 

เรียบเรียงจาก

Tesla is taking direct aim at Uber and Lyft with plans to roll out 1 million robo-taxis by next year

3 Takeaways From Tesla’s Autonomy Day Event

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
48
Shares
Previous Article
Huawei Technologies

CIA กล่าวหา Huawei Technologies รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจีน

Next Article

Robot กับงานเอกสารดิจิทัล ก้าวแรกเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ยุคใหม่

Related Posts