อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla เผยบริษัทมีแผนเข้าสู่ธุรกิจเรียกรถ (ride-hailing service) ภายในปีหน้า ด้วยรถของบริษัทที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติไว้ ระบุการเปลี่ยนมาใช้ แท็กซี่ไร้คนขับ จะช่วยลดต้นทุนในธุรกิจนี้ลงกว่า 90% เลยทีเดียว

การพัฒนารถไร้คนขับสำหรับธุรกิจเรียกรถนั้น เป็นสิ่งที่ Uber และ Lyft วางเป้าหมายไว้ แต่ก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเท่านั้น

แต่ มัสก์ ก็เชื่อว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ Tesla มี นั้น น่าจะพร้อมให้บริการได้ไม่เกินปีหน้า โดยระบุว่าเจ้าของรถที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจนี้ เพียงแค่เชื่อมต่อเข้ากับแพลตฟอร์ม ผ่านแอพของตัวบริษัท

ขณะที่ผู้โดยสารก็สามารถเรียกรถมารับ ในลักษณะเดียวกับ Uber หรือ Lyft ในปัจจุบัน ต่างกันเพียงแค่จะเป็นรถไร้คนขับเท่านั้น โดยที่ทางบริษัทฯ จะได้รับค่าคอมมิชชั่นราว 30% ของค่าบริการ

“ไม่เกินปีหน้า เราจะมีแท็กซี่ไร้คนขับนับล้านๆคันบนถนน” มัสก์ กล่าวระหว่างเปิดตัวฟีเจอร์ Navigate ของระบบ Autopilot ในงาน Autonomy Day ของบริษัท เมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อมั่นว่า โรโบ-แท็กซี่ จะเริ่มให้บริการได้ในบางส่วนของสหรัฐฯ ภายในปีหน้า แม้ปัจจุบันกฎหมายจะยังไม่อำนวยให้ก็ตาม

มัสก์ เสริมว่าการใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้ มีข้อดีคือจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงจาก 2-3 ดอลลาร์ (64-95 บาท) ต่อไมล์ เหลือเพียง 0.18 ดอลลาร์ (ราว 5.7 บาท) เท่านั้น

แต่ก็มากพอจะทำให้เจ้าของ Tesla มีรายได้แบบ passive income ราวๆปีละ 30,000 ดอลลาร์ (9 แสนบาท) หรือ 2-3 แสนดอลลาร์ (6-9.5 ล้านบาท) ตลอดอายุการใช้งานของรถเลยทีเดียว

“สิ่งที่ผมอยากจะสื่อ ก็คือไม่มีอะไรที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุนเท่ากับการซื้อรถของเราซักคันแล้ว”

ผลสำรวจ AVRI เผย สิงคโปร์ รั้งอันดับ 2 ประเทศพร้อมใช้รถไร้คนขับ เนเธอร์แลนด์ เบอร์หนึ่งสองปีซ้อน

AHEAD TAKEAWAY

การจัดงาน Autonomous Day ของ Tesla ในครั้งนี้ ถูกนักวิเคราะห์มองว่าทำไปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของนักลงทุน จากผลประกอบการในไตรมาสแรกที่ไม่น่าประทับใจนัก จนราคาหุ้นของบริษัทหลังเปิดตลาด ตกลงไป 3.9% อยู่ที่ 262.75 ดอลลาร์ (ราว 8,300 บาท)

ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเกาะกระแส IPO ของสองสตาร์ทอัพสาย ride-hailing ไปในตัวด้วย (Lyft เพิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ส่วน Uber มีแผนจะเข้าในเดือนหน้า)

แต่ในอีกแง่ ท่าทีของ มัสก์ ทั้งการนำเสนอไอเดีย แท็กซี่ไร้คนขับ ในโมเดลธุรกิจเรียกรถ หรือการเปรยว่าในอีกสองสามปีจากนี้ Tesla อาจหันไปผลิตรถที่ไม่มีทั้งคันเร่งและพวงมาลัย

เท่ากับเป็นการพยายามเร่งหรือกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายอื่นๆในอุตสาหกรรมรถยนต์ตื่นตัวในการพัฒนารถไร้คนขับให้มากขึ้น ว่าหากขยับตัวช้า ก็อาจเสียโอกาสทางธุรกิจนี้ไปก็ได้

หลังก่อนหน้านี้หลายบริษัทออกตัวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานจริง

Ford แตะเบรคไม่เร่งดันรถไร้คนขับวิ่งบนถนน

หากหมากนี้ของ มัสก์ ได้ผล ก็อาจทำให้ผู้ผลิตรายอื่นๆเร่งด้านพัฒนารถไร้คนขับเพื่อป้อนสู่ท้องตลาดให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลต่อไปถึงภาครัฐในการออกกฎหมายรองรับเทคโนโลยีนี้เร็วกว่าเดิมไปด้วย

เพราะต่อให้เทคโนโลยีของ Tesla ดีแค่ไหน แต่ลำพังบริษัทเดียว คงยากที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนหมู่มากได้

แต่ถ้าผู้ผลิตทุกรายร่วมกันผลักดัน การจะพิสูจน์ให้รัฐหรือแม้แต่คนทั่วไปเห็นว่ารถไร้คนขับนั้นใช้งานได้จริง ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วกว่า (อ่านเพิ่มเติม โพลฟ้องคนอเมริกันไม่กล้าใช้รถไร้คนขับ) เหมือนที่ทางการจีนตัดสินใจเพิ่มเลนรถไร้คนขับบนทางหลวงสายใหม่ที่กำลังจะเปิดใช้นั่นเอง

จีนเปิดเลนพิเศษสำหรับรถไร้คนขับบนทางหลวงสายใหม่

 

เรียบเรียงจาก

Tesla is taking direct aim at Uber and Lyft with plans to roll out 1 million robo-taxis by next year

3 Takeaways From Tesla’s Autonomy Day Event

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า