ผู้สันทัดกรณีคาด การที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ระบุ Apple มีพฤติกรรมเข้าข่ายผูกขาดทางธุรกิจ บน App Store อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งการที่ค่ายผลไม้อาจต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นการเปิดช่องให้มีการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันกับยักษ์ใหญ่ในสายเทคโนโลยีรายอื่น ทั้ง Google, Microsoft หรือแม้แต่ Amazon

การต่อสู้ทางชั้นศาลในคดีนี้ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เมื่อ โรเบิร์ต เพพเพอร์ และกลุ่มผู้ใช้ iPhone จำนวนหนึ่ง ยื่นฟ้องบริษัทฯ ในข้อหาผูกขาดทางธุรกิจ เนื่องจากจำกัดการดาวน์โหลดแอพต่างๆไว้เฉพาะบน App Store เท่านั้น โดยชี้ว่าการเรียกเก็บส่วนแบ่ง 30% จากนักพัฒนา เป็นเหตุผลให้ราคาแอพสูงขึ้น โดยที่ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่น

ด้าน Apple ซึ่งตัดสินใจสู้คดี โดยชี้ว่าผู้บริโภคนั้นไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องบริษัทฯ โดยให้เหตุผลว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่เข้าข่ายผูกขาด เพราะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้พัฒนาและผู้ซื้อแอพเท่านั้น ส่วนราคาแอพเป็นสิทธิ์ที่นักพัฒนาเป็นผู้กำหนดเอง ขณะที่การจำกัดให้เป็นระบบปิด ไม่สามารถดาวน์โหลดจากภายนอกได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้บริโภคในการดาวน์โหลดแอพที่มีสแปมหรือไวรัสแฝงตัวอยู่

การฟ้องร้องครั้งนี้กินเวลานานเกือบ 9 ปี ก่อนที่ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ โดยผู้พิพากษา เบร็ตต์ คาวานาฟ จากฝ่ายอนุรักษ์นิยม จะตัดสินด้วยคะแนน 5 : 4 เสียง ว่า ผู้บริโภคมีสิทธิ์ฟ้องได้ ในประเด็นการผูกขาด เนื่องจากถือว่าการเป็นการซื้อขายแอพพลิเคชั่นโดยตรงจาก Apple

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา คาวานาฟ ย้ำว่าคำตัดสินนี้เพียงระบุว่าการควบคุมการซื้อขายบน App Store ของ Apple นั้น เข้าข่ายผูกขาดจริงเท่านั้น แต่ไม่ได้ตัดสินว่า “สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค” หรือไม่ โดยชี้ว่าหากฝ่ายโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การผูกขาดของ Apple ทำให้ราคาซื้อขายแอพสูงกว่าที่ควรจะเป็นได้ ก็ถือว่าผู้บริโภคไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

มีรายงานว่าหลังทราบผลการตัดสิน ราคาหุ้นของ Apple นั้นตกลงจากเดิมถึง 3.5% แต่ จอช โรเซนสต็อค โฆษกของบริษัท ยังยืนกรานว่าระบบที่วางไว้ไม่เข้าข่ายการผูกขาดแต่อย่างใด

“เรากล้าพูดว่าบริษัทฯได้สร้างแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และวางใจได้ สำหรับผู้บริโภค และเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีสำหรับนักพัฒนาจากทั่วโลก มีแอพพลิเคชั่นมากมายที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีๆบน App Store โดยที่ Apple ไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ”

AHEAD TAKEAWAY

แม้ไม่ได้ระบุว่าการผูกขาดของ Apple ในครั้งนี้ ส่งผลเสียต่อผู้บริโภคหรือไม่ แต่คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯในครั้งนี้ ถูกมองว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมนี้ในภาพรวมแน่นอน

เพราะหนึ่งในช่องทางรายได้ของค่ายผลไม้ ก็มาจากส่วนแบ่ง 30% เมื่อผู้บริโภคกดซื้อแอพในสโตร์นั่นเอง โดยในการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดนั้น บริษัทฯมีรายรับจากค่าบริการต่างๆ (รวมรายได้จากแพลตฟอร์มนี้ด้วย) สูงถึง 11,500 ล้านดอลลาร์ (3.6 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว แม้ว่าระยะหลังยอดขายสินค้าเรือธงอย่าง iPhone จะไม่เข้าเป้าก็ตาม

สื่อคาด Apple เตรียมให้บริการแพ็คเกจคอนเทนต์รายเดือนแบบเหมาจ่าย

และหากจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โมเดลธุรกิจ และอีโคซิสเต็มต่างๆที่วางไว้ ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สันทัดกรณีหลายราย ยังมองว่า น่าจะมีผลกระทบในวงกว้างด้วย เพราะเป็นการเปิดทางให้ผู้บริโภครายอื่นๆ สามารถยื่นฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใช้โมเดลธุรกิจแบบเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Microsoft

“ฉันมองว่าจะมีคดีความแบบนี้เกิดขึ้นอีกกับบริษัทอื่นๆที่มีแอพสโตร์ของตัวเองแน่” เอเวอรี การ์ไดเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Democracy and Technology ให้ทรรศนะ

Google เปรยอนาคตแอนดรอยด์อาจไม่ฟรี หลังโดน EU ปรับหนักคดีผูกขาด

นอกจากบริษัทที่มีแอพสโตร์แล้ว แม้แต่เว็บไซต์ที่เปิดให้บริการในลักษณะมาร์เก็ตเพลส อย่าง Amazon ก็มีโอกาสที่จะถูกฟ้องร้องเช่นกัน เพราะผู้ขายของบนแพลตฟอร์ม Amazon ก็ถือเป็นบุคคลที่สาม และการฟ้องร้องที่เกิดขึ้น ก็อาจนำไปสู่การซื้อขายกันโดยตรงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมากขึ้น

ด้าน Google และ Amazon ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆถึงเรื่องนี้

แต่ The App Association หรือ ACT ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าของบรรดาผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น กลับแสดงความผิดหวังกับผลการตัดสินครั้งนี้ เพราะมองว่าจะนำไปสู่การฟ้องร้องแอพสโตร์อื่นๆ โดยผู้บริโภคในอนาคตนั่นเอง

คำตัดสินนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฐานอำนาจของบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มถูกสั่นคลอนด้วย

หลังมีแรงกดดันจากหลายฝ่าย รวมถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้ง เอลิซาเบธ วอร์เน และ โจ ไบเดน ของพรรคเดโมแครท ที่เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานหลายๆเรื่อง ว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้มีอำนาจมากเกินไป จนส่อแววคุกคามบริษัทคู่แข่งและเอาเปรียบผู้บริโภคตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

Facebook เกเร ถอดโฆษณาผู้สมัคร ปธน. ชูนโยบายลดอำนาจยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี

เรียบเรียงจาก

Apple’s Supreme Court loss sends antitrust shockwaves through Silicon Valley

Supreme Court rules against Apple, allowing lawsuit targeting Store to proceed

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า