นักวิเคราะห์หลายรายลงความเห็นตรงกัน แผนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการออกกฎหมายห้ามบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์สื่อสาร 5G ของ Huawei อาจนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากทางภาครัฐและเอกชนของจีน โดยมี Apple และบริษัทเอกชนอื่นๆของสหรัฐฯ เป็นเป้าหมายหลัก

รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้ากดดัน Huawei Technologies อย่างหนักในรอบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การออกกฎหมายห้ามหน่วยงานรัฐ ใช้อุปกรณ์ของยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจากจีน ตามด้วยการขอให้แคนาดาจับกุมนาง เมิ่ง หว่าน โจว ซีเอฟโอของบริษัท และส่งตัวข้ามประเทศมาดำเนินคดี รวมถึงการเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมบอยคอตต์ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

Huawei ปัดข่าวร่วมมือทางการจีนแฮ็กเครือข่ายนานาประเทศ

ล่าสุด มีการเปิดเผยจาก เจ้าหน้าที่อเมริกัน 3 ราย ว่าผู้นำสหรัฐฯ เตรียมลงนามในคำสั่ง โดยอาศัยอำนาจของประธานาธิบดี ห้ามบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคมของ Huawei ภายในสัปดาห์นี้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ ต้องปฏิบัติตาม จน Huawei ไม่สามารถดำเนินธุรกิจเครือข่ายในสหรัฐฯได้

หลังรายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ นักวิเคราะห์หลายรายกลับมองว่าการเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ จะส่งผลเสียต่อบริษัทเอกชนของประเทศมากกว่า

ทิม บาจาริน จาก Creative Strategies Inc. ให้ทรรศนะถึงเรื่องนี้ว่า “มีความเป็นไปได้” ที่ Huawei จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทางการจีน ในการสอดแนมตามที่ CIA กล่าวหา แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า อาจเป็นการตอบโต้จากฝั่งแผ่นดินใหญ่

“จีนอาจตอบโต้ด้วยคำสั่งแบนผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ ด้วยมาตรการแบบเดียวกันก็ได้ การตอบโต้ไปมาลักษณะนี้ จะส่งผลเสียหายหนักกับบริษัทใดๆที่มีผลิตภัณฑ์ขายดีในจีน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี”

“หากเป็นการเจตนาตอบโต้จริงๆ นั่นอาจหมายถึงแบรนด์ชั้นนำของสหรัฐฯ”

แดน ไอฟ์ส นักวิเคราะห์ของ Wedbush ก็เสริมว่าท่าทีของ ทรัมป์ จะทำให้บรรยากาศการประชุม G-20 ที่ญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน ตึงเครียดยิ่งขึ้น และเสริมว่าบริษัทเอกชนของสหรัฐฯที่จะได้รับผลเสียที่สุด อาจไม่ใช่ Nvidia, Qualcomm หรือ Intel แต่เป็น Apple ก็ได้

“ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯตอนนี้ ทำให้นักลงทุนสายเทคโนโลยีตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมาก การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งเหมือนสุมไฟให้บรรยากาศยิ่งคุกรุ่น หากมองว่า Huawei มีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ต่อทางการจีนมากแค่ไหน”

สื่อจีนเผย สหรัฐฯ ใช้เวลากว่าสิบปีเก็บข้อมูล Huawei คดีละเมิดคว่ำบาตรอิหร่าน

AHEAD TAKEAWAY

หลายคนอาจรู้จัก Huawei ในฐานะแบรนด์สมาร์ทโฟนที่กำลังมาแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

แต่ในความเป็นจริง พวกเขาจัดเป็นบริษัทโทรคมนาคมระดับหัวแถวของจีนมายาวนาน อีกทั้งถูกจับตาว่ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐ เพราะ เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้ง เคยทำงานให้กองทัพมาก่อน

จนเมื่อ Huawei พยายามเข้าไปทำการตลาดในสหรัฐฯอย่างเต็มตัว ด้วย Huawei Mate 10 ช่วงต้นปี 2018 ทางการสหรัฐฯ ก็เดินหน้ากดดันอย่างหนัก โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงว่าอาจเป็นเครื่องมือสอดแนมของทางการจีน เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆอย่าง ZTE และ DJI

CIA, FBI ตีตรา Huawei เสี่ยงสอดแนม-ผู้ผลิตยืนยันปลอดภัย 100%

ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะลงนามในกฎหมายห้ามหน่วยงานรัฐฯ ใช้อุปกรณ์ หรือแม้แต่ทำงานร่วมกับบริษัทที่ใช้อุปกรณ์หรือบริการเครือข่ายของ Huawei เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

Trump เตรียมลงนามกฎหมายแบนห้ามหน่วยงานรัฐใช้ Huawei และ ZTE

และที่เป็นประเด็นดังไปทั่วโลก คือการขอให้แคนาดาจับกุมตัวนางเมิ่ง หว่านโจว ลูกสาวของเหริน เจิ้งเฟย และส่งตัวไปดำเนินคดีต่อที่สหรัฐฯ ตอนปลายปี 2018 นั่นเอง

สหรัฐฯ สั่งฟ้อง Huawei 23 ข้อหา ทั้ง ขโมยข้อมูล, ฟอกเงิน และฉ้อโกง

มีการตั้งข้อสังเกตว่าการไล่ล่า Huawei มีความเป็นไปได้ ทั้งเรื่องที่ว่าบริษัทฯอาจมีความผิดจริง จากกรณีละเมิดกฎหมายคว่ำบาตรทางการค้าต่ออิหร่าน หรืออาจเป็นเพียงประเด็นการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างสองประเทศก็ได้

นอกจากนี้ นับวัน Huawei Technologies ก็ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากผู้นำด้านโทรคมนาคมของจีน มาสู่ระดับนานาชาติ ซึ่งมีแผนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีในอนาคตด้วย

ความเคลื่อนไหวของทางการสหรัฐฯ ในหลายครั้ง จึงถูกตั้งคำถามว่าเป็นเจตนาสกัดดาวรุ่งหรือไม่ เพราะเมื่อมองไปยังบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯแล้ว แทบไม่มีรายไหนที่มีโอกาสเติบโตได้ใกล้เคียงกันเลย

หากปล่อยให้ Huawei ได้สิทธิ์ในการให้บริการเทคโนโลยีสำคัญของยุคถัดไป อย่าง 5G ในหลายๆภูมิภาคทั่วโลกแล้ว เท่ากับส่งเสริมให้ยักษ์ใหญ่จากจีนได้เติบโตแบบก้าวกระโดดแน่นอน

แต่ในอีกด้าน การพยายามเล่นงานอีกฝ่าย ก็ส่งผลกระทบย้อนกลับมาถึงบริษัทเอกชนของสหรัฐฯจริงๆ เหมือนที่มีข่าวว่าภาคเอกชนของจีนเคยร่วมตอบโต้การจับกุมนางเมิ่ง หว่านโจว ด้วยการออกคำสั่งให้พนักงานบริษัทเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple และเปลี่ยนมาใช้ Huawei แทน

นักวิเคราะห์บางราย เช่น สเตซีย์ ราสกอน จาก Bernstein ยังมองอีกด้วยว่าสุดท้าย ความขัดแย้งในลักษณะนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีกับฝ่ายไหนเลย เหมือนที่อย่างในปัจจุบัน Huawei ก็ถูกจำกัดการซื้อชิปเซตจากผู้ผลิตของสหรัฐฯแล้ว

นั่นเท่ากับว่าโอกาสทางธุรกิจของบริษัทอย่าง Qualcomm หรือ Intel จะสูญหายไป

ส่วน Huawei แทนที่จะได้ขายอุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องมือโทรคมนาคมต่างๆ ก็จะสูญเสียโอกาสของตนไปเช่นกัน เปิดทางให้บริษัทอื่นๆ จากชาติอื่นๆ ได้ส่วนแบ่งตลาดตรงนั้นไปด้วยนั่นเอง

CIA กล่าวหา Huawei Technologies รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจีน

เรียบเรียงจาก
Trump’s Huawei ban could spark a tit-for-tat fight with Beijing that puts Apple in the middle of the crossfire

Trump announces a national emergency to protect the US from IT threats.

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า