ในฐานะศูนย์กลางของประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร ในโลกที่หมุนไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วอย่างนี้?

นี่คือคำถามที่หลายคนอยากรู้ เช่นเดียวกับ ปตท. จนเป็นที่มาของการจับมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน “วาดภาพอนาคต” ของเมืองหลวงแห่งนี้ เพื่อช่วยกันวางแนวทางสำหรับการเตรียมพร้อมสู่อนาคต ในงาน Bangkok Foresight 2030 เมื่อ 20 – 21 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา

Foresight คืออะไร?

Foresight หรือ การคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดในอนาคต เป็นเทคนิคในการวางแผนระยะยาว ซึ่งใช้ได้ตั้งแต่ระดับองค์กร จนถึงระดับประเทศ โดยข้อมูลที่ได้ จะถูกนำมาสร้างภาพ (Scenarios Building) ว่า อนาคตขององค์กร หรือประเทศจะเป็นอย่างไร

การทำ Foresight นั้น ไม่ใช่การมองเพียงด้านเดียว แต่จะครอบคลุม ตั้งแต่ อนาคตที่ดีที่สุด (Best Case Scenario) เพื่อนำไปสู่การวางแผน เพื่อให้ภาพนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ จนถึง อนาคตที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) เพื่อใช้ในการวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

สิงคโปร์ คือตัวอย่างของประเทศที่สร้างชาติด้วยหลักการนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 90 และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การคาดการณ์ที่แม่นยำ ทำให้กำหนดนโยบายของประเทศได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

กรุงเทพฯ ในอีกสิบปีข้างหน้า?

ในวันแรกของการทำ Foresight นั้น เป็นการพูดถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับกรุงเทพฯ ในลักษณะของการให้ข้อมูลแบบรอบด้าน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้เห็นภาพกว้างๆของเมืองหลวงแห่งนี้ ก่อนร่วมกันนำเสนอแนวคิดเพื่อหาทางพัฒนาต่อไป

เริ่มจาก ดร. ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งอธิบายภาพรวมของโครงสร้างการคมนาคม โดยมีรถไฟเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งรถไฟความเร็วสูงซึ่งครอบคลุมการขนส่งและเดินทางทั้งสี่ทิศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงรถไฟฟ้าสายต่างๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างสายหลัก เพื่อให้ครอบคลุมการเดินทางมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แม้โ่ครงสร้างพื้นฐานจะได้รับการพัฒนาแล้ว แต่ ดร.ปภาภรณ์ ชุณหชัชราชัย ผู้อำนวยการส่วนนโยบายเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ยังเห็นว่าทั้งกรุงเทพฯ และประเทศไทย ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐจะต้องตอบให้ได้ เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปข้างหน้านั้น ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่ผ่านมา

ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ คุณโสมิกา ภคภาสน์วิวัฒน์ พาร์ทเนอร์ จาก Baker McKenzie ในฐานะตัวแทนนักกฎหมาย ก็มองว่ารัฐจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น และในอนาคตข้างหน้า เมื่อโลกเข้าสู่ยุคไร้พรมแดนอย่างเต็มตัว ก็จะยังมีประเด็นใหม่ๆตามมา

นอกจากการพัฒนาในแง่โครงสร้างและเศรษฐกิจแล้ว ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ อาจารย์ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ก็แนะนำว่าคุณภาพชีวิตของประชากรก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เพราะปัจจุบัน คนเรามีความเป็น urban (คนเมือง) มากขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่การมากระจุกตัวรวมกันของคนแปลกหน้าต่างถิ่นเหล่านี้ ก็ทำให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (sense of ownership) น้อยลง และไม่ต้องการถือครองทรัพย์สินหรือผูกมัดตัวเองไว้กับอะไรมากนัก

รัฐจึงจำเป็นต้องใส่ใจกับเรื่อง public space เป็นพิเศษ เพราะในอนาคต นี่คือพื้นที่ที่คนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากกว่าที่พักอาศัย ซึ่งลดความสำคัญลงจาก “บ้าน” เหลือเพียง “ห้องเล็กๆ”

นั่นคือข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯในอนาคต ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้จากแฟนเพจ PTTExpresSo

และนี่คือ 6 แนวทางจากผู้เข้าร่วมทำเวิร์คช็อป Bangkok Foresight 2030 เพื่อหาคำตอบว่าเราจะช่วยให้กรุงเทพในอนาคตดีขึ้นได้อย่างไร?

#1
พัฒนาคนสู่ Active Citizen

หนึ่งในแนวทางจากการระดมความคิดของผู้เข้าร่วมงาน คือการจะยกระดับกรุงเทพฯ ไปสู่การเป็นมหานครที่สมดุลทั้งความเจริญและคุณภาพชีวิตได้ คือ ต้องพัฒนาคนในเมือง ให้เป็น active citizen หรือ เป็นคนที่มีความพร้อมในการรับกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น ด้วยแนวทาง 3 ข้อต่อไปนี้

  • ภาครัฐต้องสร้างความโปร่งใสในการทำงาน ให้ข้อมูลของโครงการทุกอย่างเป็น digitized ตรวจสอบได้ง่าย แต่ตัวข้อมูลก็ต้องถูกย่อยมา เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายด้วย ว่าเมื่อโครงการสำเร็จหรือล้มเหลว ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าหน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบ มี incentive ที่ชัดเจน เมื่อสำเร็จก็ต้องมี reward ถ้าผิดพลาดก็ต้องมี penalty
  • การพัฒนาคน ด้วย online course เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเรียน ทั้งเพื่อยกระดับความรู้ และใช้ certificate ที่ได้รับ สำหรับนำไปอ้างอิงในการทำงานได้
  • กฎหมายต้องมีบทลงโทษสำหรับคนที่ไม่ inactive เป็นการกระตุ้นให้คนพยายามลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์

#2
ตรวจสอบด้วยระบบ Personal Credit

มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆในกรุงเทพฯ (หรืออาจรวมประเทศไทย) เป็นเรื่องยาก เพราะคนมักจะติดค่านิยมเก่าๆ หรือเน้นความสบายเฉพาะหน้าเป็นหลัก

ทางออกจึงอาจต้องพยายามพัฒนาคน โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัด การพัฒนาคนในชุมชนแออัด เพื่อให้สามารถออกไปใช้ชีวิตที่ดีกว่าได้ อาจจะมี incentive ใดๆ ให้เพื่อเป็นแรงจูงใจ

แต่ขณะเดียวกัน การสอนนั้น อาจจะไม่ใช่แค่ให้ข้อมูลหรือความรู้ ควรจะมีระบบติดตามหรือตรวจสอบด้วย ลักษณะเดียวกับ personal credit ที่หากคนๆนั้น มีแต้มต่ำกว่าเกณฑ์ ก็อาจจะถูกลดทอนสิทธิ์บางอย่างเป็นบทลงโทษ (ในที่นี้ ทีมงาน AHEAD ASIA มองว่าจำเป็นต้องมีขอบเขต เพราะหากให้อำนาจแก่รัฐมากเกินไป อาจมีลักษณะคล้ายกับ social credit system ของจีน)

10 มาตรการไฮเทค (และโหด) ของจีน เพื่อ ‘Social Credit System’

#3
เริ่มที่ “เรา” ก่อนเริ่มที่ “รัฐ”

การจะรอให้มีการแก้ปัญหา บางครั้งการรอให้รัฐเป็นฝ่ายดำเนินการบางครั้ง อาจจะช้าเกินไป ด้วยหลายปัจจัย อาจเป็นเพราะในไทย มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้ง จนขาดความต่อเนื่อง ไปจนถึงแม้แต่หน่วยงานรัฐเอง มีศักยภาพแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

คำถามที่ตามมา คือแล้วประชากรในประเทศไทยพึ่งพารัฐมากเกินไปไหม?

ข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้น คือในเมื่อต้นตอของหลายๆปัญหา เกิดจากคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหรือในประเทศ ก็น่าจะลองใช้ pain point ที่พบเจอกับตัวเอง เป็นคำถามตั้งต้นในการแก้ปัญหา โดยใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งมีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ มากกว่าภาครัฐ ควรเข้ามาจัดการ (พร้อมกับผลักดันให้รัฐแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อให้สามารถดำเนินงานในหลายๆเรื่องได้)

‘สตุ๊ทการ์ท’ เมืองเครียดน้อยสุดในโลก – ‘กรุงเทพ’ อันดับ 104

#4
ทดลองการเปลี่ยนแปลงใน City Lab

หลายครั้งที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เมื่ออยู่ในภาวะคับขัน สิ่งสำคัญคือต้องกระตุ้นให้ผู้คนรับรู้ได้ว่าปัญหากำลังเกิดขึ้น และจำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน

ในเมื่อหลายฝ่ายมองเห็นตรงกันว่าภาครัฐ มีศักยภาพในการแก้ไขได้เพียงระดับหนึ่ง แนวคิดที่ถูกนำเสนอคือ เปลี่ยนจาก Top-down (รัฐ – ประชาชน) เป็น Bottom-up (ประชาชน – รัฐ) แทน

โดยเปิดโอกาสให้ ประชาชนที่มี pain point เข้ามาแก้ไขด้วยตัวเอง เพราะประชากรทุกระดับก็มีอยากมีส่วนร่วม เหมือน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่เป็น solution ของการเดินทาง เมื่อ mass transit ไม่ตอบโจทย์

แต่การจะเปลี่ยนแปลงอะไรนั้น ก็อาจจำเป็นต้องมีการทดลอง ทดสอบว่าใช้งานจริงได้ไหม โดยเปิดให้มี city lab ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ที่มีความปลอดภัยพอ เหมือน sandbox ให้ทดลองมาแนวทางเมืองที่ถูกต้อง จากคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจริงๆ ในลักษณะ co-create ซึ่งเมือง (ภาครัฐ) ควรจะอนุญาตให้มีพื้นที่เล็กๆแบบนี้ตามจุดต่างๆมากขึ้นทั่วกรุงเทพฯ (หรือเมืองใหญ่)

การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ นอกจากจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดแล้ว ยังทำให้คนเหล่านั้น รู้สึกถึงการมีบทบาทและหน้าที่ในฐานะประชากรของประเทศด้วย

#5
กระทรวงสันทนาการ

ตามที่ ผศ.ดร.อภิวัฒน์ เกริ่นไว้ เมื่อคุณภาพชีวิตของคนในเมืองได้รับผลกระทบจากความแออัด ภาครัฐก็อาจต้องหาความช่วยเหลือในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยมีความสุขด้วยวิธีอื่นๆ

หนึ่งในแนวคิดที่มีการเสนอคือตั้งหน่วยงานรัฐเฉพาะขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้ เพื่อคนในเมือง มีความสุข เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีนั้น คือการสร้าง soft skill หรือทักษะจำเป็นในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ ตั้งแต่ระดับเด็กเล็ก รวมถึงอาจจะสร้างพื้นที่กลางให้คนในเมืองมาใช้เวลาร่วมกัน

Gallup เผยผลสำรวจ Global State of Emotions 2018 พบคนทั่วโลกมีความทุกข์-เกรี้ยวกราดกว่าเดิม

 

#6
ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ที่ผ่านมา คนเมืองที่ประสบปัญหาจริงๆ คือกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย แต่คนสองกลุ่มนี้ก็เลือกไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง จากเหตุผลทางการเงิน

เหตุผลสำคัญคือคนที่มีอำนาจ คือภาครัฐมักไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ กฎหมายไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากไม่ได้มาจากประชาชนจริงๆ เลยไม่เข้าใจพื้นฐานปัญหา

ข้อเสนอแนะสำหรับเรื่องนี้ จึงอาจต้องแก้กฎหมายใหม่ ให้คนที่ได้รับผลกระทบเข้ามาแก้ปัญหาเอง ซึ่งอาจใช้พลังของเทคโนโลยีมาช่วย เช่น

  • การลงประชามติหรือเลือกตั้งผ่านบล็อกเชน ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็นมากขึ้น
  • ขณะที่ข้อมูลต่างๆซึ่งรัฐมี ก็ควรเปิดเผยในลักษณะของ open data และต้องเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ข้อมูลเชิงบรรยาย
  • เปิดโอกาสให้รัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันจริงๆ เพราะรัฐไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้เองทุกอย่างอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือไม่ต้องผ่านลอบบี้ยิสต์ที่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
  • เพิ่มบทบาทของสภาประชาชน แทนการใช้ประชาธิปไตยแบบผู้แทน เพื่อกระจายอำนาจให้ได้มากที่สุด

นั่นคือส่วนหนึ่งจากความเห็นของผู้เข้าร่วมงาน แล้วคุณล่ะ อยากเห็นกรุงเทพฯเป็นแบบไหน ลองโพสต์ความเห็นของคุณไว้ในหน้าเพจของ AHEAD ASIA เพื่อแลกเปลี่ยนกันครับ

7 คำถามถึงกรุงเทพฯในอนาคต ควันหลงจากงาน Bangkok Foresight

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า