เคร็ก เออร์วิน จาก Roth Capital Partners เผย Apple เคยยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Tesla จริง ในราคาที่ทุกฝ่ายพอใจ แต่สุดท้ายการเจรจาต้องยุติลง เพราะผู้บริหารค่ายผลไม้ต้องการให้ อีลอน มัสก์ ถอนตัวจากบริษัทไป

Apple นั้นตกเป็นข่าวให้ความสนใจ ซื้อกิจการของ Tesla เป็นระยะ เพื่อต่อยอดไปสู่ธุรกิจรถไร้คนขับในอนาคต แม้ปัจจุบัน ข่าวคราวเกี่ยวกับ Project Titan โครงการรถไร้คนขับของบริษัทจะเงียบหายไปแล้วก็ตาม

และ เออร์วิน ก็ยืนยันว่าเคยมีการเจรจากันระหว่างทั้งสองบริษัทจริง เมื่อปี 2013 ในราคาหุ้นละ 240 ดอลลาร์ (7,680 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก (ปัจจุบัน หุ้นของ Tesla อยู่ที่ 205 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท) แต่สุดท้าย การซื้อขายก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อแหล่งข่าวระบุว่าเงื่อนไขในการเจรจาคือ มัสก์ จะต้องลงจากตำแหน่งผู้บริหารของ Tesla เท่านั้น

“เราตรวจสอบเรื่องนี้หลายครั้ง และผมก็มั่นใจว่ารายงานนี้เป็นความจริง ผมไม่แน่ใจว่ามีการยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการแล้วหรือยัง แต่แหล่งข่าวหลายรายยืนยันเรื่องนี้ตรงกัน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อ บิลล์ เมอร์ฟี่ จูเนียร์ ผู้สื่อข่าวของ Inc.com พยายามติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากทาง Apple และ Tesla ก็ไม่ได้รับคำตอบสำหรับเรื่องนี้แต่อย่างใด

เมื่อ Tesla เตรียมอำลา NASDAQ : ปลายทางที่ตะวันออกกลาง?

AHEAD TAKEAWAY

ประเด็นการซื้อกิจการ Tesla นั้น เป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันมานานแล้ว ตั้งแต่ อีลอน มัสก์ มีโอกาสเข้าพบ ทิม คุก ที่ออฟฟิศของ Apple ในคูเปอร์ติโน เมื่อปี 2013

ขณะที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีนักวิเคราะห์ชาวเยอรมันรายหนึ่ง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง คุก แนะนำว่าควรซื้อกิจการค่ายรถยนต์ EV รายนี้เอาไว้

ไม่ว่าประเด็นการเจรจาจะจริงหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่พอจะยืนยันได้คือ Apple นั้นให้ความสนใจการสร้างรถไร้คนขับของตัวเองจริง

นักวิเคราะห์คาด Apple Car วางตลาดใน 5 ปี-ดันมูลค่าบริษัทพุ่ง 2 ล้านล้านดอลลาร์

เพราะมีรายงานว่า Project Titan นั้น เริ่มต้นดำเนินการหลังจากนั้นไม่นาน คือในราวปี 2014 และมีการเปิดรับสมัครผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนารถยนต์ด้วย

นั่นอาจเป็นได้ว่า เดิมบริษัทต้องการที่จะ “ซื้อ” เทคโนโลยีทั้งรถไฟฟ้า (EV) และรถไร้คนขับ (Self-driving Car) จาก Tesla ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างนวัตกรรม (อ่านเพิ่มเติมใน 10 วิธีสร้างนวัตกรรมง่ายๆแบบ AHEAD ASIA) แต่เมื่อการเจรจาไม่ประสบผล จึงต้องเริ่มพัฒนาด้วยตัวเอง

และราคาของข้อเสนอที่ยื่นให้ Tesla ก็ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตด้วย เพราะจากข้อมูล ราคาหุ้นของ Tesla เมื่อปี 2013 ถีบตัวสูงขึ้นกว่า 4 เท่า ในเวลาเพียง 9 เดือน

คือจาก 37.50 ดอลลาร์ ในเดือนมกราคม ขึ้นเป็น 193.37 ดอลลาร์ ในเดือนกันยายน เท่ากับว่าราคา market cap ของ Tesla ในตอนนั้น น่าจะอยู่ที่ 23,000 ล้านดอลลาร์

แต่ Apple ก็พร้อมจะจ่ายในราคาหุ้นละ 240 ดอลลาร์ หรือ 28,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าราคา market cap ถึง 24% เลยทีเดียว

ตัดกลับมา ณ ปัจจุบัน ไม่มีใครบอกได้ว่าการล้มดีลครั้งนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกของทั้งสองฝ่ายหรือไม่

เพราะปัจจุบัน Project Titan ดูจะไม่ค่อยคืบหน้าอย่างที่คิด ถึงขนาดที่ต้นปีมีข่าวว่าบริษัทฯเกือบยุติโครงการด้วยซ้ำ

นักวิเคราะห์คาด ปี 2019 Tesla เจองานหนัก หลังแบรนด์ใหญ่เตรียมรุกตลาด EV เต็มตัว

ขณะที่ Tesla เอง แม้จะปิดท้ายปี 2018 ได้สวย แต่พอเข้าสู่ปี 2019 ปัญหาเดิมๆของบริษัทก็กลับมาอีกครั้ง ทั้งยอดขายที่ตกลงในไตรมาสแรก

และการให้ข่าวของ มัสก์ เมื่อเร็วๆนี้ ว่าจะมีการลดค่าใช้จ่าย “ครั้งใหญ่” และขอให้พนักงานแต่ละคนเตรียมตัวเตรียมใจไว้ด้วย เพราะบริษัทมีเงินสดเหลือพอสำหรับสิบเดือนเท่านั้น

ส่วนในอนาคต หากต่างฝ่ายต่างยังลุ่มๆดอนๆ ก็น่าสนใจว่าจะมีการเจรจาลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ (ที่จริง มัสก์ เคยกล่าวว่าเคยเข้าพบผู้บริหาร Apple อีกครั้ง เมื่อปี 2017)

ปัญหาคือหาก Apple ยังยืนกรานเงื่อนไขเดิม โอกาสที่จะได้ข้อสรุปก็คงเป็นเรื่องยาก

หรือต่อให้เกิดขึ้นจริง ก็น่าคิดว่าจะออกมาในรูปไหน เพราะบุคลิกของ มัสก์ ก็อาจไม่เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นแบบ Apple จริงๆเช่นกัน

นักวิเคราะห์คาด อีลอน มัสก์ อาจถูกบีบพ้น Tesla หลังทวีตท้าทาย ก.ล.ต. สหรัฐ

เรียบเรียงจาก

Inc.com

Apple Insider

Business Insider

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า