แม้ภาพจำของ บุญรอดบริวเวอรี่ และ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่ผ่านมา คือเบอร์หนึ่งในธุรกิจเครื่องดื่ม

แต่ในความเป็นจริง กลุ่มบริษัทฯ มีการขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆที่เชื่อมโยงกันอยู่ตลอด อาทิ บีซีจี กรุ๊ป (แพ็คเกจจิ้ง) สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง (Regional Business) สิงห์ เอสเตท (อสังหาริมทรัพย์) และ บุญรอด ซัพพลายเชน (ซัพพลายเชน) ฯลฯ

จนเมื่อเร็วๆนี้เอง ที่แม่ทัพใหญ่อย่าง คุณสันติ ภิรมย์ภักดี มองไปถึงการเข้าสู่ธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัว ในนามของ Food Factors (ฟู้ด แฟคเตอร์)

และคนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแล ก็คือ ปิติ ภิรมย์ภักดี ทายาทรุ่นที่ 4 ซึ่งมีแพสชั่นและประสบการณ์ด้านนี้อยู่แล้ว จากธุรกิจส่วนตัวอย่างซอส Made by TODD หรือร้าน R-HANN ที่ร่วมงานกับเชฟชุมพล แจ้งไพร

เป็นคุณสมบัติที่สอดคล้องกับธุรกิจครอบครัว ที่กลายมาเป็นเสาหลักอีกต้นของกลุ่มบุญรอดฯ

AHEAD ASIA จะนำคุณย้อนไปดูจุดตั้งต้นของการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มบุญรอดฯ และปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้ ฟู้ด แฟคเตอร์ มีโอกาสเติบโตเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจอาหารในอนาคต

เจาะเกมธุรกิจ & อาวุธทางจิตวิทยา สงครามเบียร์ 2 ทศวรรษ

ที่มาของความหลากหลายทางธุรกิจ

การขยายธุรกิจให้เกิดความหลากหลาย (Diversification) ของกลุ่มบุญรอดฯ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มอื่นๆ เกิดขึ้นเพราะอะไร?

ทีมงาน AHEAD ASIA มองว่าเป็นเพราะภาพรวมตลาดสำคัญของ เครื่องดื่มในประเทศ (น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เบียร์และสุรา) เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว จากหลายๆปัจจัย

หนึ่ง คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

สอง คือมาตรการจากภาครัฐ เพื่อลดอัตราบริโภคเครื่องดื่มกลุ่มที่ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ ทั้งเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งภาษีสรรพสามิต และภาษีนำเข้า การควบคุมการโฆษณาและทำการตลาด การจำกัดโซนนิ่งและช่วงเวลาจำหน่าย ฯลฯ

และสามคือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งที่เกิดกับผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างที่ระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการถดถอยของนักท่องเที่ยวบางส่วน

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีอัตราการเติบโตที่ต่ำอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีหลังสุด

 

ต่อยอดจากสิ่งที่มี

เมื่อธุรกิจหลักชะลอตัว แนวทางของสิงห์ฯ คือการขยับไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าธุรกิจที่ขยายออกไปแต่ละประเภท ก็มีความเชื่อมโยงกับเสาหลักต้นแรกอย่างธุรกิจเครื่องดื่ม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เช่น บางกอกกล๊าส ที่มีจุดเริ่มต้นจากการผลิตบรรจุภัณฑ์ (ขวดแก้ว) ให้ธุรกิจเครื่องดื่มในเครือ ก่อนขยายไปสู่กลุ่มบรรจุภัณฑ์อื่นๆ วัสดุก่อสร้าง พลังงานหมุนเวียน ฯลฯ

สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง ซึ่งโฟกัสเรื่องการตลาดอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคอาเซียน (regional business)

หรือการบริหารจัดการคลังสินค้า และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอยู่แล้ว ที่กลายมาเป็น บีอาร์เอฟ โลจิสติกส์ บริษัทร่วมทุนระหว่างบุญรอดฯ กับ ลินฟอกซ์ ผู้นำด้านธุรกิจนี้จากออสเตรเลีย สำหรับกระจายสินค้าในเครือบุญรอด และบริษัทอื่นๆ

และล่าสุด ก็คือธุรกิจอาหาร ในนาม ฟู้ด แฟคเตอร์ นั่นเอง

ธุรกิจอาหาร เรื่องคุ้นเคย ที่เพิ่งเริ่มจริงจัง

อาหารกับเครื่องดื่มนั้นเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งธุรกิจอาหารก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับกลุ่มบุญรอดฯ ยกตัวอย่าง สิงห์ เบียร์เฮ้าส์ ต้นตำรับลานเบียร์ในย่านอโศกเมื่อครั้งอดีต

หรือในปัจจุบัน อย่าง Est.33 ผู้นำในด้านคราฟท์เบียร์ของไทย Farm Design ซึ่งมีจุดขายอย่างชีสเค้กที่นำสูตรต้นตำรับจากฮอกไกโดมาพัฒนาต่อ

รวมถึงอาหารหลักที่คนไทยทุกคนต้องกิน นั่นคือ “ข้าว” ในนาม “พันดี”

เช่นเดียวกับการลงทุน และพัฒนาโครงการต่างๆ ทั้งห้องแล็บ โรงงาน เฮสโก โซลูชั่น ฯลฯ

และในความเป็นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้ากลุ่มบุญรอดฯ จะเลือกเดินหน้าอย่างจริงจัง เพราะอาหารคือหนี่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศมาโดยตลอด

ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2559 จะพบว่า ค่าใช้จ่ายในการยังชีพส่วนใหญ่ของครัวเรือน จะเป็นค่าอาหาร/เครื่องดื่ม/ยาสูบ ถึง 36.1% หรือกว่า 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายรวม

และสัดส่วนดังกล่าวก็มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องไปในทางเดียวกับอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจร้านอาหารนั้น ก็เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

สถิติพบว่ามูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในด้านค่าอาหารและเครื่องดื่ม สูงเป็นลำดับที่ 3 รองจากที่พักและการคมนาคมขนส่งเลยทีเดียว

แต่ที่ผ่านมา ธุรกิจอาหารในกลุ่มฯนั้น กระจัดกระจายกันไปตามผู้บริหารชุดเก่า

เมื่อ Food Factors (บริษ้ท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด) ก่อตั้งขึ้น โจทย์ที่คุณปิติ ได้รับในฐานะประธานบริหาร คือการทำหน้าที่ประกอบจิ๊กซอว์ชิ้นต่างๆในมือเข้าด้วยกัน

โดยมีเป้าหมายคือต้องเทคออฟภายใน 3 ปี

งานที่ใช่ ในมือคนที่ใช่

การที่คุณปิติได้รับมอบหมายให้ดูแล ฟู้ด แฟคเตอร์ มีเหตุผลมากกว่านี่คือส่วนหนึ่งของธุรกิจครอบครัว

เพราะส่วนตัว คุณปิติเองก็มีแพสชั่นเข้มข้นในเรื่องอาหารอยู่แล้ว ซึ่งเริ่มจากความชื่นชอบในรสอาหารไทย ที่ส่งผ่านจากคุณย่า และคุณลุงที่ชอบทำอาหาร

รวมถึงประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างเรียนต่อในต่างประเทศ จนเกิดความรู้สึกว่าทุกคนที่ทานอาหารไทยนั้น ควรจะได้สัมผัสกับรสชาติที่เป็นไทยจริงๆ ไม่ใช่การดัดแปลงจนเสียอัตลักษณ์ไป

ซึ่งส่งผลมาถึงธุรกิจส่วนตัวที่ใส่แพสชั่นนั้นลงไปด้วย อย่าง ซอส Made by TODD ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดแท้ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยว “ตั่วเฮีย” ซึ่งมีสูตรเฉพาะของตัวเอง
และร้านอาหารไทยระดับไฟน์ไดนิ่ง “R-HAAN” ที่ร่วมงานกับเชฟชุมพล แจ้งไพร และเพิ่งได้มิชลิน 1 ดาวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

แต่ถึงจะมีประสบการณ์ด้านอาหารจากธุรกิจส่วนตัว เมื่อมาจับธุรกิจครอบครัวที่มีสเกลใหญ่และซับซ้อนกว่า คุณปิติก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่ เพื่อหาเครื่องมือที่เหมาะสมเช่นกัน

คุมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นเพียงร้านหนังสือออนไลน์ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง ในการวางระบบนิเวศให้ระบบต่างๆเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ

ตั้งแต่การคลิกสั่งซื้อสินค้า การนำสินค้าจากคลังเพื่อส่งถึงมือลูกค้า ไปจนถึงบริการหลังการขาย ทั้งหมดนี้สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภคหวนกลับมาใช้บริการของ Amazon.com ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเติบโตเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แม้ไม่ได้อ้างอิงถึงโดยตรง แต่มุมมองของคุณปิติ ก็มีความคล้ายกันไม่น้อย นั่นคือการสร้างธุรกิจอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทรัพยากรในเครืออย่าง ศูนย์นวัตกรรมอาหาร ที่ จ.ปทุมธานี จึงถูกดึงมาใช้สำหรับพัฒนาสินค้าต่างๆ เช่น อาหารสำเร็จประเภท Ready to Eat และ Ready to Cook โดยมี โรงงานของ เฮสโก รับหน้าที่ดูแลการผลิต

ขณะที่ช่องทางการจัดจำหน่าย ก็มีหน่วยงานของตัวเอง ในชื่อ เทรด แฟคเตอร์ส คอยดูแลการกระจายสินค้า การขายสินค้าผ่านร้านรีเทลในเครือฯ อย่าง Est.33 หรือ Farm Designs ไปจนถึงการเป็นพันธมิตรกับโมเดิร์นเทรดต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด

การควบคุมทุกอย่างแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่คอนโทรลเรื่องคุณภาพได้เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงข้อมูลผู้บริโภคต่างๆที่สามารถนำมาวิเคราะห์ในภายหลังได้

และที่สำคัญที่สุดคือสามารถดูแลหัวใจหลักของทุกธุรกิจ คือต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องซัพพลายเชน ที่คุณปิติ มีประสบการณ์จากบทบาทประธานบริหารของ บีอาร์เอฟ โลจิสติกส์ ด้วยนั่นเอง

“พูดให้ชัดเจนก็คือผมกำลังพัฒนาฮาร์ดแวร์ของตัวอุตสาหกรรมอาหารขึ้นมา เราเหมือนสตาร์ทอัพตัวนึง ตัวเราไม่ได้ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับผู้เล่นใหญ่ๆในธุรกิจนี้ แต่เราก็มีข้อได้เปรียบตรงที่เราเลือกจะควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

เล็ง เชียงราย-สิงห์ปาร์คโมเดล ยุทธศาสตร์สร้างรายได้เข้าจังหวัดที่ต้องจับตา

เสาหลักที่หก และมุ่งสู่ตลาดหลักทรัพย์

นอกจากการขยายแกนธุรกิจอาหารให้ขึ้นมาเป็นเสาหลักที่หกของกลุ่มบุญรอดฯแล้ว

ความท้าทายต่อไปของคุณปิติ คือภายในสามปี (2563-2565) บริษัทฯจะต้องสร้างรายได้ให้ถึงหลัก 5,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากธุรกิจรีเทล จะต้องอยู่ในระดับ 8-15%

และเป้าหมายในระยะยาว คือการสร้างรายได้ทะลุหลักหมื่นล้าน เพื่อการพาบริษัทฯเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

และที่ยั่งยืนกว่าเรื่องตัวเลขทางธุรกิจ คือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ในจังหวัดอ่างทอง ผ่านความร่วมมือในฐานะพันธมิตร ระหว่าง ฟู้ด แฟคเตอร์ และบริษัทอื่นๆในธุรกิจเดียวกัน

“องค์รวมทั้งหมดของฟู้ด แฟคเตอร์ ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 4-5 พันล้านบาท ถือเป็นธุรกิจเล็กมากๆ ถ้าเทียบกับสเกลของกลุ่มบุญรอดฯ เรายังเป็นแค่เมล็ดพันธุ์ที่กำลังจะเติบโตเท่านั้น”

เมล็ดพันธุ์ที่ดี เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็สามารถเติบโตเป็นไม้ใหญ่ได้ ด้วยแพสชั่นของผู้บริหาร

ในอนาคต เราก็อาจได้เห็น ฟู้ด แฟคเตอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจอาหารได้เช่นกัน

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า