หนึ่งในปัญหาใหญ่ของการเลือกตั้ง อย่างความไม่สะดวกที่จะเดินทางของผู้มีสิทธิ์จะหมดไป หลัง Voatz สตาร์ทอัพจากบอสตันกำลังพยายามผลักดันให้ใช้ เทคโนโลยีในการเลือกตั้ง ให้สามารถลงคะแนนเสียงผ่านสมาร์ทโฟนเป็นความจริงในอนาคตอันใกล้

ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งล่าสุด เมื่อปี 2016 พบว่ามีผู้เดินทางมาลงคะแนนจากทั่วประเทศ เพียง 58% เท่านั้น

ผลสำรวจพบว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนกลุ่มที่มีสิทธิ์ลงคะแนนนั้นต้องทำงาน เดินทางไปต่างประเทศ หรือมีปัญหาเรื่องสภาพร่างกาย และไม่สะดวกที่จะไปลงคะแนนที่คูหา

แต่ปัญหานี้อาจได้รับการแก้ไขในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป เมื่อ Voatz ซึ่งเพิ่งได้ทุนเพิ่มอีก 7 ล้านดอลลาร์ จาก Medici Ventures และ Techstars ในการระดมทุนระดับ Series A หนล่าสุด เดินหน้านำเทคโนโลยียุคใหม่มาใช้ยกระดับการเลือกตั้ง

ระบบดังกล่าวใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยียืนยันตัวตน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง ไบโอเมตริกซ์ เช่น สแกนนิ้ว หรือระบบจดจำใบหน้า และใช้บล็อกเชน เพื่อบันทึกธุรกรรมที่เกิดขึ้นข้ามอุปกรณ์พร้อมๆกัน ทำให้คนนอกไม่สามารถแทรกแซงผลการลงคะแนนได้

ตัวแอพพลิเคชั่นก็สามารถติดตั้งบนสมาร์ทโฟนทั่วไปได้ โดยใช้วิธีการสร้างบัญชีผ่านอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ พร้อมแนบรูปถ่ายบัตรประชาชน ก่อนเข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตนที่ใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ ซึ่งหากข้อมูลทั้งหมดตรงกัน ผู้ใช้ก็สามารถลงคะแนนโหวตผ่านแอพได้ทันที

“นี่คือวิธีการโหวตรูปแบบใหม่ คุณไม่ต้องไปยืนกาบัตรเลือกตั้งในคูหา หรือส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ แต่สามารถลงคะแนนได้เองเลยผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งเร็ว ง่าย ปลอดภัยกว่า เพราะถ้าเป็นระบบเดิมๆ ยังมีโอกาสที่คนจะเช็กได้ว่าคุณลงคะแนนให้ใคร ซึ่งในความเป็นจริง เราไม่ควรต้องยอมเสียสิทธิ์นี้เลย” นิมิต ซอห์นนีย์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Voatz อธิบาย

การโหวตรูปแบบใหม่นี้ ถูกนำร่องใช้งานไปเรียบร้อย สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ระหว่างการเลือกตั้งเทศบาลเมืองเดนเวอร์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับโครงการนำร่องในเมืองอื่นๆก่อนหน้านี้

แต่ ซอห์นนีย์ ก็ยอมรับว่าในการเลือกตั้งระดับประเทศนั้น กว่าที่การโหวตด้วยสมาร์ทดีไวซ์จะถูกนำมาใช้งานจริง ก็อาจต้องรอจนถึงปี 2024 หรือ 2026 เลยทีเดียว

แกะรอย Cambridge Analytica ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของ Trump

AHEAD TAKEAWAY

รูปแบบการเลือกตั้งแบบดั้งเดิมนั้น มีข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะการต้องใช้งบประมาณมหาศาล ทั้งเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้อย่าง บัตรเลือกตั้ง หีบ คูหา ฯลฯ รวมถึงกำลังคน ที่สำคัญ มีโอกาสที่จะถูกแทรกแซงจากคนนอกได้ง่าย แต่ยากต่อการตรวจสอบของประชาชน

เอสโตเนีย คือชาติแรกๆที่พยายามนำ เทคโนโลยีในการเลือกตั้ง (ไม่ใช่บล็อกเชน) มาแก้ไขปัญหานี้ ตั้งแต่เมื่อเกือบสองทศวรรษที่แล้ว ด้วยระบบเลือกตั้งออนไลน์ i-voting โดยใช้การยืนยันตัวตนผ่านสมาร์ทการ์ด หรือโมบาย ไอดีบนสมาร์ทโฟน ซี่งปรากฎว่ามีผู้เลือกใช้ช่องทางนี้มากถึง 24% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง

ขณะที่ปัจจุบัน การมาถึงของเทคโนโลยีบล็อกเชน ก็จะยิ่งช่วยยกระดับการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

1) ในแง่ความโปร่งใส
การนำบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการ ช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมอุ่นใจได้ ว่าจะไม่มีการแทรกแซงเกิดขึ้น เพราะการทำธุรกรรมแบบ smart contract นั้น ทำงานและใช้ฐานข้อมูลแบบกระจายผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ทำให้การเข้าไปแก้ไขข้อมูลใดๆ เกิดขึ้นได้ยาก

2) ในแง่งบประมาณ
การทำงานของบล็อกเชน ที่อยู่บนพื้นฐานแบบ P2P (peer to peer) ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเซลลูลาร์ หรือสัญญาณ Wi-fi ด้วยซ้ำ

นั่นหมายถึงต้นทุนที่จะต่ำลงอย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่จ้างบุคลากรจำนวนมากมาดูแลการเลือกตั้ง

ในบ้านเรา ก็มีความพยายามที่จะนำบล็อกเชนมาใช้บ้างแล้ว คือกรมพลศึกษา ที่ทดลองใช้เลือกตั้งคณะกรรมการส่งเสริมมาตรฐานผู้ฝึกสอนกีฬาและผู้ตัดสินกีฬา เมื่อราวกลางปี 2561 ซึ่งมีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้ใช้สิทธิอยู่ที่ 15 บาทเท่านั้น

หาก Voatz หรือผู้ให้บริการอื่นๆ ผลักดันให้การเลือกตั้งรูปแบบใหม่นี้ไปได้สวย ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับประเทศต่างๆทั่วโลกต่อไปในอนาคต

เรียบเรียงจาก
Going mobile could get more Americans to vote

Voatz has raised 7 million in Series A funding for its mobile voting technology

Meet the blockchain company tackling election fraud

i-voting

This peer-to-peer mesh network allows smartphones to talk without Wi-Fi or cell coverage

กรมพลศึกษานำร่องระบบเลือกตั้งด้วยบล็อคเชน

สองผู้นำพรรคการเมืองอิตาลีคว้าชัยชนะด้วย Facebook

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า