ในยุคที่คนรุ่นใหม่ สามารถสร้างชื่อให้ตัวเองเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ด้วยพลังของอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย

อาเรียนา เรเน หรือ อารี (Arii) ก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยยอดผู้ติดตาม 2.6 ล้านคน บน Instagram

แต่ประเด็นคือ เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องการสร้างรายได้จากยอดฟอลโลว์มหาศาลนี้ ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม

อารี เปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าของเธอเองในชื่อว่า ERA ก่อนที่เว็บไซต์ดังกล่าวจะหยุดให้บริการชั่วคราวในเวลาต่อมา พร้อมกับการโพสต์ข้อความตัดพ้อว่า ธุรกิจนี้อาจไม่ได้ไปต่อ เพราะเธอขายสินค้าไม่ได้ถึงขั้นต่ำสำหรับการพรีออร์เดอร์ นั่นคือ 252 ชิ้น

หรือคิดเป็น .009% ของยอดผู้ติดตามทั้งหมด

ในโพสต์ดังกล่าว (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) อารี อธิบายว่าในสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทผู้ผลิต จะต้องมีคนสั่งซื้อเสื้อยืด ทั้ง 7 ลาย ขั้นต่ำที่ลายละ 36 ตัว ถึงจะเริ่มผลิตได้
“ฟีดแบ็กที่ได้กลับมามันดีมาก ใครๆก็บอกว่าชอบ และจะซื้อแน่ๆ แต่ไม่มีใครทำตามที่พูดเลย บริษัทก็เลยผลิตและส่งสินค้าให้กับคนที่จ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ เพราะยอดสั่งไม่ถึงเป้า”

แม้ อารี จะรีบลบโพสต์ดังกล่าวไปแล้ว แต่ก็ไม่เร็วพอ เพราะมีคนโนโลกโซเชียลแคปภาพนั้นไว้ได้ กระทั่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่คนในวงการมาร์เก็ตติ้ง นำมาถกกันอย่างเผ็ดร้อน

แจ๊ค แอปเปิลบาย จากเอเจนซี Midnight Oil ให้ความเห็นว่าเรื่องนี้ ยิ่งกว่าเหลือเชื่อ เพราะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคนติดตามระดับ 2 ล้านคน อย่างแย่ที่สุด ถ้าทำยอดขายไม่ได้ถึงหลักพัน การขายสินค้าให้ได้แค่หลักร้อย ไม่น่าจะยาก

พร้อมสรุปว่า “มันต้องมีความผิดพลาดมหันต์ในทุกขั้นตอนแน่ๆ”

 

Twitter เผย 10 แบรนด์ไทยเอนเกจสูงสุด พร้อม 4 แนวทางสร้างการมีส่วนร่วมในกลุ่มเป้าหมาย

AHEAD TAKEAWAY

ความล้มเหลวของ อารี ในการขายเสื้อยืด คงนำมาใช้สรุปว่าฟองสบู่ของอินฟลูเอนเซอร์กำลังจะแตกแล้วไม่ได้

แต่เรื่องหนึ่งที่แน่นอน คือมันช่วยยืนยันว่าแค่การสร้างยอดฟอลโลว์อย่างเดียว ไม่ได้แปลว่างานของคนที่คิดจะเดินสายนี้ลุล่วงแล้ว

รีสซา เลค รองประธานบริหารของ Digital Brand Architects มองว่า การเป็น อินฟลูเอนเซอร์ ไม่ได้จบแค่การดึงให้คนมาติดตาม แต่ต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าคนเหล่านั้นมาติดตามเพราะอะไร และจะทำยังไงให้คนเหล่านั้น ให้ความสำคัญกับคุณด้วย

“ผู้บริโภคอย่างเรา เลือกติดตามอินฟลูเอนเซอร์ด้วยหลายๆเหตุผล ทั้งเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อการศึกษา หรือเพื่อความบันเทิง แต่เราไม่ได้คิดว่าจะต้องซื้อสินค้าจากเขาเสมอไป”

จริงอย่างที่ เลค ว่าไว้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูคอนเทนต์เก่าๆของ อารี จะเห็นว่าเธอเพียงแต่โพสต์ภาพพร้อมกับแคปชั่นเป็นคำหรือแค่วลีสั้นๆเท่านั้น

ไม่ได้พูดถึงคุณภาพของสินค้า กระตุ้นให้ผู้ติดตามซื้อสินค้าแบรนด์ที่เธอใช้ หรือแม้แต่ติดแฮชแท็กหรือใส่ลิงค์สำหรับซื้อสินค้าเลย

ไม่ใช่แค่ไม่เคยโปรโมทสินค้าอื่นๆเท่านั้น แม้แต่สินค้าที่เป็นแบรนด์ของเธอเอง ก็มีการโพสต์ถึงแค่สองครั้งเท่านั้น แถมยังไม่ได้ใส่ให้ดูในทั้งสองโพสต์ด้วย

ในแง่หนึ่ง เราอาจตีความได้ว่าคนที่มากดฟอลโลว์เธอนั้น เพียงแค่ชอบดูเธอโพสต์ท่าสวยๆ น่ารักๆ เท่านั้น

แต่นั่นไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อมองจากตัวเลขคนติดตามที่มากกว่า 2 ล้านคน

ในมุมมองของทีมงาน AHEAD ASIA น่าจะเป็นเพราะความผิดพลาดของ อารี ที่ผ่านมา คือเธอวางพฤติกรรมผู้ติดตาม ให้เป็น “ผู้ชม” เท่านั้น ไม่ใช่ “ผู้บริโภค”

จนเมื่อเธอคิดจะเปลี่ยนยอดผู้ติดตามให้เป็นรายได้ในทันที จึงไม่เกิดผล เพราะตัวเธอไม่ได้มีอิทธิพลต่อความคิดของคนเหล่านั้นเลย

ฉะนั้น หากคุณคิดจะสร้างแบรนด์บนโลกออนไลน์แล้ว ต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วย เพราะลำพัง “ตัวตน” อย่างเดียว ไม่อาจโน้มน้าวให้คนเชื่อได้ว่าสินค้าที่คุณคิดจะขายนั้น เหมาะกับเขา

ลองมองตัวอย่างในบ้านเรา หลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการขายสินค้าผ่านทาง FB Live อย่าง “เจ๊น้ำ” หรือ “ฮาซัน” เลือกที่จะปักธงตั้งแต่ต้นว่าพวกเขามาเพื่อขายสินค้า

และสร้างแรงดึงดูดด้วยวิธีการขายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนผู้ซื้อยอมควักเงินกระเป๋าจ่ายให้

เรื่องที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับคนที่จะทำธุรกิจบนโลกโซเชียลได้ ว่าต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ว่าจะใช้ประโยชน์จากยอดไลค์ หรือยอดฟอลโลว์ได้อย่างไร

เพราะการเป็น อินฟลูเอนเซอร์ ในความหมายทางการตลาด คือคนที่สามารถขาย หรือช่วยให้สินค้าตัวนั้นๆขายได้มากขึ้น

หากไม่สามารถทำให้ผู้ติดตาม เกิดความรู้สึกที่อยากจะมี อยากจะเป็นเหมือนกัน จนยอมลงทุนบางอย่าง เหมือน อารี (และใครอีกหลายคน) แล้ว

ก็น่าจะเป็น “เซเลบบนโลกออนไลน์” แต่ไม่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้บริโภคเลย

เรียบเรียงจาก

Arii Has Over 2 Million Followers. So Why Did Her Clothing Line Fail?

This Instagram influencer has over 2 million followers, but she couldn’t even get them to buy 36 T-shirts

*ขอบคุณภาพฮาซัน จากเพจ อาหารทะเลตากแห้ง จ.สตูล

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า