ฝาแฝดตระกูลวิงเคิลวอสส์ อริเก่าที่เคยยื่นฟ้อง มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก กรณีขโมยไอเดียการสร้างโซเชียลเน็ตเวิร์คไปเป็นของตัวเอง รับไม่ปิดโอกาสร่วมงานกับผู้ก่อตั้ง Facebook อีกครั้ง หลังอีกฝ่ายเตรียมผลักดันให้สกุลเงินดิจิทัล Libra ถูกนำมาใช้ภายในปี 2020

แคเมอรอน และ ไทเลอร์ วิงเคิลวอสส์ เป็นเจ้าของไอเดียสร้างเน็ตเวิร์คระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในชื่อ ConnectU ก่อนชักชวนให้ ซัคเกอร์เบิร์ก มาร่วมงานกัน แต่สุดท้ายกลับถูกนำไอเดียไปสานต่อเป็น Facebook ในที่สุด

ทั้งคู่ตัดสินใจยื่นเรื่องฟ้อง ซัคเกอร์เบิร์ก ในเวลาต่อมา และลงเอยด้วยการได้เงินชดเชยไป 65 ล้านดอลลาร์ (ราว 2 พันล้านบาท) จากนั้นก็ผันตัวไปเป็นนักลงทุน และประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐีคู่แรกที่มีมูลค่าทรัพย์สินถึงหลักพันล้าน จากมูลค่าของเงินดิจิทัล บิทคอยน์ ที่ถือครองไว้

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Facebook เตรียมเข้าสู่วงการเงินดิจิทัลเช่นกัน ในปีหน้า ชื่อของฝาแฝดวิงเคิลวอสส์ ก็ถูกจับมาโยงกันอีกครั้ง

“วงการคริปโตฯ ยังเติบโตได้อีกมาก และตอนนี้ เราก็ต้องมาอยู่ในฐานะคู่รักคู่แค้น (frienemies) กัน” แคเมอรอน กล่าว

นอกจากนี้ ก็มีรายงานจาก Financial Times ว่าก่อนการเปิดตัวสกุลเงินตัวใหม่ไม่นาน ซัคเกอร์เบิร์ก ได้ติดต่อไปหาทั้งสองคนเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลด้วย

 

สกุลเงินดิจิทัล Libra โดนถล่มยับหลังเปิดตัว สภาคองเกรสเตรียมเรียกผู้บริหาร Facebook ชี้แจง

AHEAD TAKEAWAY

พี่น้องวิงเคิลวอสส์ จัดเป็นคนมีชื่อเสียงกลุ่มแรกๆ ที่ให้ความสนใจกับสกุลเงินดิจิทัล ตั้งแต่วันที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักว่าคืออะไร

อดีตสมาชิกทีมพายเรือสหรัฐชุดคว้าอันดับ 6 ใน โอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง เริ่มค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบิทคอยน์ มาตั้งแต่ปี 2012 และมองว่าจะเป็นสินทรัพย์ตัวใหม่ที่มีมูลค่ามากกว่าทองในอนาคต

หลังได้เงินจากการยอมความในคดีฟ้องร้อง ซัคเกอร์เบิร์ก ทั้งคู่แบ่งไปลงทุนกับบิทคอยน์ ถึง 11 ล้านดอลลาร์ (ในตอนนั้น บิทคอยน์ มีมูลค่าเพียงหน่วยละ 8-9 ดอลลาร์) และกลายเป็นมหาเศรษฐีคู่แรกที่มีบิทคอยน์มูลค่าแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือนมกราคม 2018

นอกจากบิทคอยน์ แล้ว ทั้งคู่ยังลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่นๆด้วย เช่น อีเธอเรียม รวมถึงการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล ภายใต้ชื่อ Gemini Trust ซึ่งปัจจุบัน บริษัทได้รับการประเมินว่า มีมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6 หมื่นล้านบาท)

แม้สื่อต่างประเทศจะมองว่าฝาแฝดวิงเคิลวอสส์ กำลังจะถูก ซัคเกอร์เบิร์ก ดับรัศมีอีกครั้งบนเวทีถนัดของตัวเอง

แต่หากว่ากันตามที่นักวิเคราะห์และคนในวงการคริปโตฯมอง จะพบว่า Libra กับ บิทคอยน์ แม้เป็นเงินดิจิทัลเหมือนกัน แต่รูปแบบการใช้งานต่างกัน

Libra มีลักษณะเป็น Stablecoin ต้องผูกกับสินทรัพย์ที่ค้ำประกันไว้ (จึงมีจำนวนไม่จำกัด เหมือนธนบัตรที่เมื่อจะพิมพ์ ก็ต้องมีทองคำหรือสินทรัพย์อื่นๆในมูลค่าเท่ากันค้ำประกัน) มูลค่าจึงค่อนข้างคงที่ มีเป้าหมายที่การเป็นสกุลเงินใหม่ สำหรับคนทั้งโลกใช้ร่วมกัน

ขณะที่ บิทคอยน์ นั้น คล้ายทองคำมากกว่า เพราะมีจำนวนจำกัด และมีความผันผวนสูง ไม่เหมาะกับการเป็นสกุลเงินสำหรับใช้จ่ายทั่วไป จึงสามารถซื้อเก็บเป็น asset เพื่อเก็งกำไรในอนาคตได้ แบบที่พี่น้องวิงเคิลวอสส์มองไว้ตั้งแต่แรก

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม แคเมอรอน ถึงให้สัมภาษณ์ในลักษณะว่าไม่กังวลอะไร เมื่อ ซัคเกอร์เบิร์ก เข้ามาสู่วงการเงินดิจิทัลบ้าง

แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงในระยะสั้น เพราะในระยะยาวนั้น หาก Facebook ผลักดันจนมันกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลกขึ้นมาจริงๆ

ไม่เพียงแค่พี่น้องวิงเคิลวอสส์เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แม้แต่เราทุกคนก็จะอยู่ในข่ายไปด้วย

 

Timeline : กว่าจะเป็น Mark Zuckerberg

 

เรียบเรียงจาก

Winklevoss twins: ‘We need to be frenemies’ with Facebook now that it’s into crypto

Zuckerberg reportedly held talks with Winklevoss twins about Facebook’s cryptocurrency plans

The Winklevoss twins are now Bitcoin billionaires

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า