แจ๊ค หม่า เคยกล่าวในงาน World Economic Forum เมื่อปีก่อน ว่าเราจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาโดยด่วน ก่อนที่มนุษย์จะถูก AI และเครื่องจักรแย่งงาน

Jack Ma เตือน AI แย่งงานมนุษย์ แนะปรับตัวเพื่อรับมือ

กลับกัน ก็มีแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ มาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยยกระดับการศึกษาของเราให้ดีขึ้น

จนเป็นที่มาของ Squirrel AI สตาร์ทอัพสาย edtech จากเซี่ยงไฮ้ ซึ่งขึ้นชั้นเป็นระดับยูนิคอร์นเรียบร้อย และมีแผนที่จะบุกเบิกตลาดโลกในสองปีนับจากนี้

 

คุณครูปัญญาประดิษฐ์

Squirrel หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ Shanghai Yixue Education Technology Co. คือสตาร์ทอัพที่ใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ ในการสร้างแบบเรียนเฉพาะบุคคล (personalized) เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ และได้ประโยชน์สูงสุด ผ่านการสอนทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน

หลักการของ Squirrel คือผู้เรียนจะต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อวิเคราะห์หาจุดอ่อนในวิชานั้นๆ จากนั้น อัลกอริทึมที่เขียนไว้ จะทำการประมวลผลและหาวิธีการสอนที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องตรงจุดนั้น ซึ่งผู้บริหารของบริษัทฯ กล่าวว่าจะช่วยลดการเสียเวลาในการเรียนได้มากถึง 80%

นับจากก่อตั้งเมื่อห้าปีก่อนจนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนที่ใช้บริการของ Squirrel แล้วมากกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม และมีสาขารองรับประมาณ 2,000 แห่ง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นในลักษณะแฟรนไชส์

 

ใช้ AI อุดช่องว่างทรัพยากรมนุษย์

แนวคิดการใช้ AI ของ Squirrel เกิดขึ้น เพราะผู้ก่อตั้งบริษัทฯ มองเห็นช่องว่างเรื่องความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ซึ่งเกิดจากการไม่สามารถกระจายทรัพยากรและบุคลากรได้อย่างทั่วถึง ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

การกระจุกตัวของครูและแพทย์ที่มีความสามารถในเมืองใหญ่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก เมื่อนักเรียนนักศึกษาจากทั่วประเทศยังต้องแข่งขันกันในการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่ในพื้นที่ห่างไกลนั้น ครูบางคนอาจต้องแบกภาระในการสอน มากถึง 3-4 วิชา

การใช้ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์จุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคน จึงช่วยตัดปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรได้มาก เพราะงานที่เหลือของครูก็จะเหลือเพียงการแก้ไขจุดอ่อนเหล่านั้น ตามหลักสูตรซึ่งร่วมกันออกแบบโดยคณาจารย์กว่า 400 คน

 

เทคโนโลยีเพื่อสังคม

บริษัทฯ เพิ่งระดมทุนถึงหลัก 1.1 พันล้านดอลลาร์ (3 หมื่นล้านบาท) จนเป็นระดับยูนิคอร์นได้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

แต่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือค่าบริการของ Squirrel จะลดหลั่นไปตามพื้นที่ โดยบริเวณที่ห่างไกลความเจริญ หรือยากลำบาก ค่าเรียนจะถูกกว่าการเรียนในเมืองใหญ่ ซึ่งทางบริษัท ก็เพิ่งบริจาคคอร์สออนไลน์ มูลค่าราว 10 ล้านหยวน ให้แก่เด็กในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนให้มากขึ้นไปเมื่อเร็วๆนี้ด้วย

 

ก้าวต่อไป สเกลอัพสู่ตลาดโลก?

โจลีน เหลียง ในฐานะหุ้นส่วนของบริษัท กล่าวถึงก้าวต่อไปของยูนิคอร์นตัวนี้ ว่าคือการเริ่มเปิดตลาดในต่างประเทศ ด้วยหลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยจะเริ่มจากคณิตศาสตร์ และภาษาจีนแมนดาริน ซึ่งเป็นภาษาทางการของจีน

เหตุผลของการเลือกสองวิชานี้ เพราะบริษัทฯมองว่า คณิตศาสตร์นั้นเป็นหลักการที่คนทั้งโลกเข้าใจตรงกัน ขณะที่ภาษาจีนแมนดารินนั้น มีไว้เพื่อให้คนต่างชาติที่อยากเรียนภาษาจีนสามารถเข้าถึงต้นตำรับได้ง่ายนั่นเอง

AI : ยุทธศาสตร์ชาติยุคใหม่ของจีน

AHEAD TAKEAWAY

Squirrel AI เป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพที่ได้ไปร่วมในงาน RISE 2019 ที่ฮ่องกง เมื่อเร็วๆนี้ โดย โจลีน เหลียง เองก็ได้ขึ้นเวทีพูดในหัวข้อ How AI can bring equitable education to every child ด้วย

ที่จริงแล้ว สตาร์ทอัพของจีน ที่พยายามนำ AI มาใช้ในเชิง edtech นั้น มีมากกว่า 60 ราย แต่ความสำเร็จของ Squirrel AI นั้น เกิดขึ้น เพราะสามารถตอบ pain point ของผู้บริโภคได้ตรงจุด

ประเด็นแรกคือคนเรานั้นต่างกัน จึงต้องมีการ personalization หลักสูตร เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน

เพราะในเรื่องๆหนึ่ง เด็กบางคนอาจใช้เวลาเพียงห้านาทีเพื่อทำความเข้าใจ ขณะที่อีกคนอาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง การจะให้เด็กสองคนนี้มานั่งเรียนในห้องพร้อมๆกัน อาจเป็นการเสียเวลาทั้งสำหรับครู และเสียโอกาสที่เด็กซึ่งเข้าใจแล้ว จะไปเรียนอย่างอื่นเพิ่มเติม

ประเด็นถัดมาคือเรื่องค่าใช้จ่าย การ personalization นั้นให้ผลดีต่อผู้เรียนก็จริง แต่การเรียนแบบ 1 ต่อ 1 นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ทำให้ครูหนึ่งคนสามารถดูแลนักเรียนได้หลายคนในเวลาเดียวกัน และไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป

เพราะหน้าที่ของครู คือการขัดเกลาจุดอ่อนของเด็กคนนั้นที่ผ่านการประเมินมาแล้ว (AI ดูแลในอัตรา 70% และครู ดูแลในอัตรา 30%) ทำให้ค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการดูแลนักเรียนต่อหัวลดลง

ที่สำคัญคือเมื่อสามารถเขียนหลักสูตรที่อุดช่องว่างของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โอกาสที่บริษัทจะสเกลอัพเพื่อเติบโตต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูง

เพราะการเรียนการศึกษายังเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เสมอ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงระดับไหนก็ตาม

ติดตาม edtech อื่นๆที่น่าสนใจได้ ใน 5 สตาร์ทอัพสาย edtech แห่งยุค

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า