ในอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบัน รถพลังงานไฟฟ้า (EV) คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังได้รับการผลักดันให้เป็นกระแสหลัก

ทั้งจากผู้ผลิตและภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลก หลัง Tesla ที่บริหารโดย อีลอน มัสก์ เข้ามาปฏิวัติวงการ จนเป็นผู้นำทั้งเรื่อง “เทรนด์” และ “ส่วนแบ่งการตลาด” ในปัจจุบัน

ขณะที่ในบ้านเรานั้น EV ยังไม่แพร่หลายมากนัก ด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีค่อนข้างใหม่ และมีราคาค่อนข้างสูง

เห็นได้จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวนรถพลังงานไฟฟ้า (ไม่รวมกลุ่มไฮบริด) อยู่ที่ 1,454 คันเท่านั้น

แบ่งเป็นรถส่วนบุคคล 201 คัน สามล้อ 58 คัน จักรยานยนต์ 1,110 คัน และรถโดยสาร 85 คัน

แต่ก็มีความพยายามจากทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันให้ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเกิดและเติบโตได้

หนึ่งในนั้นคือการเปิดตัว MG ZS EV รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ในราคา 1.19 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า EV ทุกรุ่นทุกแบรนด์ที่วางขายในประเทศ

แต่มาพร้อมออปชั่นที่สูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ในราคาระดับเดียวกัน และนี่คือ 5 เหตุผลว่าทำไมนี่คือก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมรถในบ้านเรา

#1
“ทุบราคาเพื่อให้ EV เกิดในไทย”

ที่ผ่านมานั้น รถ EV ที่แบรนด์นำมาเปิดตลาดนั้น มีราคาที่ถือว่าสูงพอสมควร ไม่เหมาะกับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ (ยังไม่นับกลุ่มที่นำเข้ามาผ่านเกรย์มาร์เก็ต)

ด้วยเหตุผลหลักคือยังไม่มีการผลิตในประเทศ รถที่นำมาเปิดตลาดจึงอยู่ในกลุ่มรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Completely Built Units: CBU) และต้องเสียภาษีถึง 4 ตัวด้วยกัน

ส่วน MG ZS EV แม้จะเป็นรถนำเข้าเช่นกัน แต่ก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

ทำให้เสียเฉพาะภาษีสรรพสามิตในอัตรา 8% สำหรับกลุ่มรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ทำให้ราคาสุดท้ายที่ทาง MG เคาะมานั้น ไม่ถือว่าไกลเกินเอื้อม เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ได้รับ

 

#2
“จับมือทุกภาคส่วน แก้ Range Anxiety”

เมื่อปัญหาแรกอย่างราคา ได้รับการปลดล็อค อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนลังเลใจที่จะใช้ EV ก็กำลังอยู่ระหว่างแก้ไขให้ดีขึ้นควบคู่กันไป นั่นคือ Range Anxiety

Range Anxiety คืออะไร? ที่จริงแล้ว มันน่าจะเป็นข้อจำกัดในเชิงจิตวิทยาสำหรับผู้บริโภค ที่กลัวว่าแบตเตอรี่ของรถที่ใช้งานจะหมดกลางทาง มากกว่าปัญหาเชิงเทคนิค

เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีในการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับ EV นั้นก้าวหน้าไปมากแล้ว ยกตัวอย่างแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ความจุ 44.5 kWh ของ MG ZS EV นั้น เมื่อชาร์จเต็ม จะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 337 กิโลเมตร หรือเทียบเท่าระยะทาง กรุงเทพ-พิจิตรเลยทีเดียว

แม้เรื่องความจุจะไม่เป็นปัญหา แต่อีกความกังวลใจของผู้ใช้ ก็คือการชาร์จไฟ

ในกรณีปกติ เช่นการขับรกไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานนั้น สามารถชาร์จไฟที่บ้านในตอนกลางคืนได้ผ่านอุปกรณ์ที่มากับรถ โดยสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ในเวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง

แต่ในกรณีฉุกเฉิน หรือต้องการความรวดเร็ว ก็สามารถชาร์จไฟแบบ DC ได้ที่สถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ในการชาร์จจาก 0% ถึง 80%

ซึ่งปัจจุบัน เราก็จะเริ่มเห็นสถานีชาร์จเหล่านี้ตามห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆมากขึ้น เพราะสถานที่เหล่านี้ก็ต้องการดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการร้านอาหารหรือซื้อสินค้าของตนอยู่แล้ว

และในอนาคต ก็จะมีปริมาณมากขึ้นด้วย จากความร่วมมือกันของ MG กับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ EA Anywhere ตามศูนย์บริการและโชว์รูมของ MG

รวมถึงการสนับสนุนจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่เพิ่งลงนามใน MOU ร่วมกับทาง MG ในด้านต่างๆ ทั้งให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้ใช้ บริการติดตั้งระบบชาร์จ และการแสดงที่ตั้งสถานีชาร์จกว่า 400 แห่ง ของ กฟน. บนแอพพลิเคชั่น MEA EV ด้วย

ซึ่งในอนาคต ขอบเขตนี้ก็จะกว้างออกไปอีก เพราะบริษัทฯมีแผนจะเซ็น MOU ในลักษณะเดียวกันกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV มั่นใจได้ว่าจะมีสถานีชาร์จไฟพร้อมรองรับอยู่ทั่วไป เหมือนปั๊มน้ำมันสำหรับรถเครื่องยนต์สันดาป

 

#3
“ตัวเลือกที่ประหยัดกว่าในระยะยาว”

งานวิจัยโดย Bloomberg New Energy Finance พบว่าในทศวรรษหน้า รถ EV จะเป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) เพราะราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างมากใน 2-3 ปีจากนี้

เมื่อเปรียบเทียบค่าไฟ กับค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ก็จะเห็นว่า EV นั้นคุ้มค่ากว่า ICE

เช่น ลองคำนวณคร่าวๆจากแบตเตอรี่ของ MG ZS EV ที่ 44.5 kWh คูณด้วยอัตราค่าไฟที่ 4 บาทต่อหนึ่งหน่วยกิโลวัตต์ เท่ากับว่าการชาร์จจาก 0-100% ก็อยู่ในราว 180 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่ EV ไม่มีเครื่องยนต์ที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน คือมีชิ้นส่วนหลักๆของเครื่องราว 20 ชิ้น เทียบกับเครื่องยนต์ ICE ที่มีชิ้นส่วนประกอบกัน ไม่ต่ำกว่า 2,000 ชิ้น

การดูแลรักษาจึงง่ายกว่า และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า รวมถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า

อีลอน มัสก์ เคยกล่าวไว้ว่าอายุการใช้งานขั้นต่ำของ EV นั้นอยู่ที่ 10 ปี ขณะที่รถ ICE นั้น เมื่อใช้งานไปได้ราว 4-5 ปี หรือวิ่งเกิน 1 แสนกิโลเมตร ก็จะเริ่มมีปัญหาจุกจิกตามมา จนผู้ใช้อยากขายเพื่อลดภาระการซ่อมบำรุง

ขณะที่ทาง MG ประเมินเบื้องต้นว่า ค่าซ่อมบำรุงสำหรับ EV นั้น อยู่ในราว 8,500 บาทเท่านั้น ต่อระยะทาง 100,000 กม. หรือแค่ราว 1 ใน 3 ของรถ ICE ที่ใช้ประมาณ 25,000 บาท

 

#4
“เทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้น”

นอกจากสมรรถนะ และความประหยัดแล้ว การนำเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง IoT (Internet of Things) มาเสริม ก็เป็นอีกจุดเด่นที่ยานยนต์หลายๆค่ายนิยมทำ

ใน MG ZS EV ก็มีระบบที่น่าสนใจอย่าง i-SMART ผู้ช่วยอัจฉริยะ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์ MG ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งทำการเปิดตัวช่วงสองปีหลังสุด

มีตั้งแต่ฟีเจอร์ง่ายๆ อย่าง การเช็กระบบต่างๆในตัวรถ ไฟที่เหลือในแบตเตอรี่ รายงานสภาพการจราจร สภาพอากาศ ค้นหาตำแหน่งของรถ (Find My Car) ค้นหาสถานีชาร์จ สั่งให้สตาร์ทรถและเปิดแอร์ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ฯลฯ รวมถึงสามารถสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยภายในรถได้อีกด้วย

 

#5
“ลดมลภาวะ”

หนึ่งในปัญหาสำคัญของบ้านเราที่เรื้อรังมานาน แต่เพิ่งส่งผลกระทบชัดเจนเมื่อเร็วๆนี้ คือฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญทำให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับ EV มากขึ้นนั่นเอง

จีน ซึ่งเคยประสบปัญหาเดียวกัน ก็เร่งผลักดันการใช้รถพลังงานสะอาด เป็นหนึ่งใน มาตรการปรับปรุงคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ จนสถานการณ์เริ่มกระเตื้องขึ้นในปีที่ผ่านมา

และนี่ก็เป็นอีกจุดเด่นของ MG ZS EV และยานยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ เพราะหลักการของ EV คือการขับเคลื่อนมอเตอร์ด้วยพลังไฟฟ้า จึงไม่มีการเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ

นอกจากนี้ การทำงานของยานยนต์ไฟฟ้า ยังเงียบกว่ารถ ICE จึงไม่ก่อเสียงดังรบกวนผู้อื่นด้วย

 

AHEAD TAKEAWAY

แน่นอนว่าการถึงของ MG ZS EV จะส่งผลกระทบต่อแบรนด์อื่นๆที่เปิดตัว EV ไปแล้ว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากความได้เปรียบในเรื่องราคา

ซึ่งก็จะต้องเป็นการบ้านของค่ายอื่นๆ รวมถึงภาครัฐด้วยว่าต้องทำยังไง ถึงจะลดช่องว่างตรงจุดนี้ได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น

แต่ในภาพรวมแล้ว นี่คือโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคที่คิดจะเปลี่ยนจากรถ ICE มาเป็น EV ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนัก

เพราะยิ่งมีดีมานด์ในรถ EV มากเท่าไหร่ โอกาสที่ภาครัฐและเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมสร้างสาธารณูปโภคสำคัญในระบบนิเวศอย่างสถานีชาร์จ ก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น

แต่ในระยะยาวแล้ว ภาครัฐก็อาจจำเป็นต้องมองไปไกลกว่าแค่การนำเข้า

เช่น การออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ตั้งโรงงานผลิต EV สนับสนุนให้มีการพัฒนาและวิจัยแบตเตอรี่ รวมถึงมีมาตรการทางภาษีจูงใจให้คนหันมาใช้มากขึ้น เพื่อให้ก้าวแรกของจุดกระแสครั้งนี้ บรรลุเป้าหมายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์

ทำความรู้จักรถยนต์ไฟฟ้าที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเรา เพิ่มเติมได้ ที่นี่

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า