ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณมักจะ ผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไม่ยอมทำงานให้เสร็จ จนต้องมาเร่งทำในนาทีสุดท้าย เพราะในการสำรวจบุคคลอาชีพต่างๆกว่า 2 พันคน ด้วยคำถามที่ว่า ในแต่ละวันอู้งานไปกี่ชั่วโมง

88% ของผู้ตอบแบบสอบถามว่าอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง และอีกเกือบ 9% ยอมรับว่าแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยอย่างน้อยครึ่งวัน

พฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ได้ส่งผลเสียแค่ประสิทธิภาพในการทำงาน แต่มันส่งผลเสียมากกว่าที่คิด ทั้งความเครียด ความกังวล ไม่พอใจชีวิตตัวเอง หรือหนักสุดอาจถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า และมีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งความดันสูง หรือหลอดเลือดหัวใจมีปัญหา

ประเด็นคือ ในเมื่อมันไม่ดี แล้วทำไมเราถึงยังทำแบบนี้อยู่ ซึ่งสาเหตุของมัน เป็นได้หลายอย่าง มาลองสำรวจกันดูว่ามีข้อไหนที่น่าจะใช่ต้นตอของปัญหานี้บ้าง

#1
มันคือบุคลิกและตัวตนของคุณ

มาร์ค เอฟฟรอน ผู้เขียนหนังสือ 8 Steps to High Performance อธิบายว่าหนึ่งในห้าของบุคลิกภาพที่สำคัญ คือ ความตรงไปตรงมา

คนที่ซื่อตรง และมีความตรงไปตรงมาสูง มักจะตื่นขึ้นมาพร้อมตัดสินใจว่าจะลงมือทำงานชิ้นนั้นๆให้เสร็จ แต่คนที่มีบุคลิกตรงกันข้าม แค่คิดว่าจะเริ่มจากการทำอะไรยังเป็นเรื่องยาก

และคนกลุ่มหลังนี่เองที่มักเป็นพวกผัดวันประกันพรุ่ง

ถึงมันจะเป็นบุคลิกภาพที่ติดตัวมา มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำตัวแบบนั้นอยู่ดี คำแนะนำจาก เอฟฟรอน คือให้กระตุ้นตัวเองด้วยการวางเป้าหมายและเดดไลน์สำหรับงานชิ้นนั้น

เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มตั้งเป้าหมายและวางเดดไลน์ให้กับงานของตัวเองได้ แนวโน้มที่คุณจะทำงานสำเร็จก็มีมากขึ้น

เช่น สมมติว่าในหนึ่งโปรเจกต์ที่เวลาทำงาน 45 วัน แต่คุณมักเริ่มทำจริงจังตอนเหลือสองวันสุดท้าย ให้ลองร่นเดดไลน์ให้สั้นลงกว่าเดิม อาจจะเป็นวันที่ 30 แทน พร้อมมอบรางวัลให้ตัวเองด้วยถ้าทำสำเร็จ

หรือถ้าการให้รางวัลมันไม่ช่วยอะไรมากนัก เอฟฟรอน แนะว่าคุณจะเปลี่ยนเป็นบทลงโทษแทนก็ได้ เช่น จะไม่ทำสิ่งที่ชอบตลอดหนึ่งเดือน ถ้าทำไม่ได้ตามเป้า ฯลฯ

#2
งานที่ทำนั้นไม่สนุก

อีกเหตุผลที่ทำให้งานนั้นๆ ไม่คืบหน้า ก็เพราะตัวงานมันไม่สนุกนั่นเอง แต่ต้องยอมรับว่าหลายเรื่องในชีวิตนั้น เราเลือกไม่ได้

คำแนะนำจาก เอฟฟรอน คือให้คิดถึง worst case scenario ว่าถ้าคุณไม่ทำแล้ว จะเกิดผลเสียอะไรตามมา

นอกจากบทลงโทษแล้ว ผลกระทบที่ตามมา ก็เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิด หรือไม่งั้นก็ลองหาคำตอบเชิงบวก เพื่อเป็นเหตุผลให้คุณตัดสินใจทำสิ่งที่อยู่ในลิสต์นั้นก็ได้

#3
รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่มีความหมายพอ

การรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีความหมายพอ ก็อาจเป็นเหตุผลให้คุณขาดแรงจูงใจในการทำ จนกลายเป็น ผัดวันประกันพรุ่ง ไป

คำแนะนำจาก เพเตอร์ ลุดวิก ผู้เขียน The End of Procrastination คือให้ลองมองหาแรงกระตุ้นที่จะช่วยให้คุณทำงานเสร็จ ซึ่งอาจจะเป็นจากภายนอก (extrinsic) หรือ ภายใน (intrinsic) ก็ได้

“แรงกระตุ้นจากภายนอกอาจเป็นการบังคับจากคนอื่น ส่วนแรงกระตุ้นจากภายในคือความต้องการจริงๆของคุณเอง”

กรณีของแรงกระตุ้นจากภายนอกอาจได้ผลในช่วงสั้นเท่านั้น เพราะในระยะยาว มันมีผลเรื่องแรงกดดันตามมา ซึ่งอาจทำให้คุณรู้สึกไม่สนุกกับงานนี้ (เหมือนที่เกิดขึ้นในข้อ 2)

ในความเห็นของ ลุดวิก การสร้างแรงกระตุ้นจากภายใน คือวิธีที่ยั่งยืนกว่า “คุณควรคิดว่าในเมื่อมันเป็นชีวิตของคุณ คุณควรรับผิดชอบเอง”

#4
ขาดโฟกัส

ลุดวิก อ้างถึงปรัชญาตะวันออกที่ว่า “วิสัยทัศน์ที่ขาดการลงมือทำ เป็นแค่การฝันกลางวัน แต่การลงมือทำโดยปราศจากวิสัยทัศน์ คือฝันร้าย”

ประโยคแรก คือการที่คุณคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น แต่ไม่มีความมุ่งมั่นพอจะลงมือทำ ส่วนประโยคถัดมา แสดงให้เห็นว่าการลงมือทำแบบสะเปะสะปะนั้นอันตรายยิ่งกว่า

เพราะคุณจะสับสนกับตัวเลือกที่มีอยู่เต็มไปหมด จนสุดท้าย จะหันไปเลือกทางออกสบายๆ อย่างเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค ดู YouTube หรือ Netflix แทน

“แต่ถ้าคุณมองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่จะลงมือทำ คุณจะโฟกัสกับสิ่งนั้นได้ดีขึ้น แล้วคุณจะสามารถตัดออปชั่นอื่นๆที่ไม่สำคัญจริงไปได้ ถ้าคุณมีครบทั้งวิสัยทัศน์ และความตั้งใจแล้ว โอกาสที่จะผัดผ่อนไม่ยอมลงมือทำแทบไม่มีเลย”

#5
กลัวความล้มเหลว

อารมณ์ความรู้สึกก็มีผลต่อการผัดผ่อนไม่ลงมือทำอะไรเช่นกัน

ลุดวิก อธิบายว่าเพราะงานสำคัญๆ มักมีความยาก ไม่ชัดเจน และให้ความรู้สึกไม่แน่นอนเจือปนอยู่

“เวลามีโปรเจกต์ใหม่ๆ ถ้าคุณได้รับคำสั่งที่ชัดเจน และรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง มันง่ายกว่ากันมากในการเริ่มต้น แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน โอกาสที่คุณจะไม่ลงมือทำให้เสร็จก็มีสูง”

ยิ่งถ้านี่เป็นครั้งแรกที่คุณลงมือทำงานนั้นๆ อารมณ์กลัวความล้มเหลวจะเกิดขึ้น

ในกรณีนี้ คำแนะนำจาก ลุดวิก คือให้คิดว่าถ้ามันจะล้มเหลว อย่างน้อยคุณก็ได้ลงมือทำ ซึ่งดีกว่าการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร แล้วมานั่งเสียใจทีหลังเป็นไหนๆ

“พยายามอย่าไปใส่ใจผลลัพธ์ให้มากนัก มันจะช่วยตัดเรื่องอารมณ์ออกไปได้ ให้คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ลองทำอะไรใหม่ๆแทน”

AHEAD TAKEAWAYS

ทีมงาน AHEAD ASIA มองว่าการขาดโฟกัสในสิ่งที่จะลงมือทำนั้น คือปัญหาใหญ่ของหลายๆคนในยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะชีวิตเราทุกวันนี้ถูกล้อมรอบด้วยสิ่งที่จะทำให้เสียสมาธิอยู่ตลอดเวลา เพราะสมาร์ทโฟนที่เป็นตัวเชื่อมเรากับคนทั้งโลก ถูกวางอยู่ใกล้ๆตัวตลอดเวลานั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือต้องสร้างวินัยในการทำงานให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาจใช้ “ตัวช่วย” เป็นหลักการยอดนิยมอย่าง Time blocking ที่ใช้วิธีแบ่งสิ่งที่ต้องทำออกเป็นบล็อก อาจจะเป็นหนึ่งหรือสองชั่วโมงก็ได้ แล้วแต่ความยากง่ายของงานนั้นๆ แล้วจึงค่อยใช้ช่วงที่เรียกว่า buffer time ที่แทรกระหว่างบล็อกเหล่านั้น ในการหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาใช้งานในระยะเวลาที่จำกัดเช่นกัน

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้การทำงานของคุณเป็นระบบมากขึ้น ก็คือ Ivy Lee Method หกข้อตามนี้

  • ขั้นที่ 1 กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของคุณ จะเป็นเรื่องชีวิต การทำธุรกิจ สุขภาพ ฯลฯ ให้ชัดเจน
  • ขั้นที่ 2 ทุกเย็น (หรือหลังเสร็จภารกิจในแต่ละวัน) ให้ลิสต์สิ่งสำคัญที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ จำนวนหกข้อ
  • ขั้นที่ 3 จัดอันดับ และเรียงลำดับความสำคัญของลิสต์สิ่งที่ต้องทำทั้งหกข้อนั้น
  • ขั้นที่ 4 ทุกเช้า ให้เริ่มต้นวันด้วยการทำสิ่งสำคัญที่สุดในลิสต์นั้น “จนเสร็จ”
  • ขั้นที่ 5 จากนั้น ทยอยทำสิ่งที่สำคัญรองลงมา ตามลำดับ “โดยไม่มีการข้ามขั้น” หากจบวันยังไม่ครบทั้งหกข้อ ให้โยกข้อที่เหลือไปใส่ไว้ในลิสต์ของวันรุ่งขึ้น
  • ขั้นที่ 6 ปฏิบัติตามหลักการนี้ทุกวัน

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Time Blocking และ Ivy Lee Method ได้ใน 5 วิธีทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด)

อีกประเด็นคือการกลัวความล้มเหลวในข้อ 5 นั้น ทำให้เรานึกถึงเรื่องหนึ่งที่ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เล่าถึงตอนที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคงในวอลล์สตรีท มาเริ่มนับหนึ่งกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในยุคที่แม้แต่อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย

เขาจินตนาการไปถึงตอนอายุ 80 ว่าถ้าถึงตอนนั้นแล้ว มองย้อนกลับมา จะเสียดายไหมที่ไม่ได้ลงมือทำ ตามกฎที่เรียกว่า regret minimization เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เมื่อมองย้อนไปในอดีต คนเรามักจะเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้ลงมือทำ มากกว่าเสียใจที่ลงมือทำแล้วล้มเหลว

กฎนี้ยังเกิดขึ้นกับนักลงทุนบางส่วนที่ เบโซส ชักชวนให้มาร่วมลงขันตอนเขาตัดสินใจจะขยายกิจการของ Amazon ด้วย

เพราะ เบโซส ต้องคุยกับนักลงทุนถึง 60 ราย กว่าจะได้คนที่เห็นด้วยกับเขา จำนวน 20 คน ขณะที่อีก 40 คนที่ปฏิเสธโอกาสไปนั้น หลายคนย้อนกลับมาคุยกับเขาทีหลังในทำนองว่าเสียดายที่ไม่ได้ลงทุนกับเขาแต่แรก

ฉะนั้น หากคุณกำลังคิดที่จะลงมือทำอะไรซักอย่างแล้ว อย่าให้อุปสรรคเหล่านี้ขัดขวางการตัดสินใจลงมือทำ ก่อนจะต้องมานั่งเสียดายในภายหลัง

เรียบเรียงจาก

These are the 5 reasons why you procrastinate

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

8 เหตุผล ที่ทำให้จารย์ Jeff รวยที่สุดในโลก