ในยุคสมัยที่งานประเภทต้องทำซ้ำๆ กำลังถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรและหุ่นยนต์ งานที่ต้องใช้ ความคิดสร้างสรรค์ จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

แต่การคิดอะไรใหม่ๆออกมา หรือแม้แต่การแก้ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งที่สมองคุณเริ่มถึงทางตันจนคิดอะไรไม่ออก

นี่คืออุปสรรค 7 อย่างที่ทำให้คุณไม่สามารถรีดไอเดียสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างที่ต้องการ

#1
หมกมุ่นกับโซเชียลมีเดียมากไป

คุณอาจคิดว่าการไถนิ้วเลื่อนฟีดรัวๆ เพื่อรับข่าวสารใหม่ๆ วิดีโอเจ๋งๆ หรือภาพสวยๆ คือการสร้างแรงบันดาลใจ

แต่ ลิซา ฮัทชิสัน นักจิตบำบัดกลับมองว่าการหมกมุ่นกับโลกออนไลน์เกินไป มีผลเสียมากกว่า

“เพราะการที่คุณมัวแต่ไปว้าวกับผลงานของคนอื่นๆ ก็เท่ากับตัดโอกาสตัวเองที่จะสร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมา”

ลอยด์ มาร์ติน นักเขียนและศิลปิน เสริมถึงเรื่องนี้ว่า บางครั้งการรู้อะไรมากไปก็ไม่ดี เพราะมันจะกลายเป็นข้อจำกัดหรือกรงที่ขังความคิดคุณไม่ให้โลดแล่น

ฉะนั้น เมื่อจะเริ่มต้นทำอะไรซักอย่าง ควรใช้เวลาค้นคว้าหาข้อมูลแต่พอดี คือเอาแค่ข้อมูลที่ช่วยให้คุณได้ไปต่อก็พอ ส่วนที่เหลือค่อยไปอาศัยความสามารถของคุณเพื่อผ่านไปให้ได้

“เพราะถ้าคุณมัวแต่มองหา นั่นแปลว่าคุณไม่ได้กำลังสร้างอะไรใหม่ๆขึ้น”

อ่านเพิ่มเติมใน 5 นิสัยเสียที่ควรเปลี่ยน เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

#2
แยกแยะเวลาว่างกับเวลาทำงานไม่ได้

การไม่จัดตารางเวลาในชีวิตให้ชัดเจน เพราะคิดว่าไปว่าการทำงานและเล่นสามารถทำควบคู่กันไปได้ เป็นความผิดมหันต์

เอดา เชน เรห์กิ ซีโอโอและผู้ก่อตั้ง Notejoy ยืนยันว่าศิลปินที่ยิ่งใหญ่หรือนักคิดเก่งๆแทบทั้งหมด แยกแยะได้ว่าเวลาไหนที่จะทำงานอย่างจริงจัง เวลาไหนที่จะพักผ่อน เรื่องเล่าประเภทนอนนิ่งเอื่อยๆ แล้วเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาสร้างงานดีๆนั้น ถ้าไม่เป็นเรื่องแต่งขึ้น ก็น้อยครั้งที่จะเกิด

เพราะเมื่อคุณตั้งใจและมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็จะตัดเรื่องอื่นๆรอบตัวที่กำลังรบกวนอยู่ได้ จากนั้น ความคิดสร้างสรรค์ก็จะเริ่มตามมา

#3
ทำงานท่ามกลางเสียงดังและความวุ่นวาย

ในออฟฟิศแบบโอเพ่นสเปซ อาจดูทันสมัย และช่วยเปิดหูเปิดตาให้คุณได้มองเห็นอะไรใหม่ๆ แต่ที่จริงแล้ว เมื่อคนเราเริ่มต้นคิดหาคำตอบอะไรซักอย่าง แล้วจู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นรอบตัว หรือมีคนมาสะกิดชวนคุยด้วย ไอเดียที่กำลังพลุ่งพล่านจะสะดุดทันที

รีเน เพาเวอร์ส ไลฟ์โค้ชชาวอเมริกัน แนะนำว่าเมื่อคุณตัดสินใจเริ่มที่จะใช้ความคิด ให้ลองหาที่เงียบๆจะดีกว่า “ต่อให้คุณอยู่คนเดียว ก็ลองปิดโทรทัศน์หรือวิทยุดู แล้วจะประหลาดใจว่าไอเดียคุณจะแล่นกว่า เมื่อไม่มีสิ่งรบกวนรอบตัว”

#4
นั่งจมอยู่ที่โต๊ะทำงานไม่ไปไหน

แต่การนั่งหมกมุ่นอยู่กับงานที่โต๊ะตลอดเวลา ก็อาจเป็นผลเสียได้ คำแนะนำจากไลฟ์โค้ช อันเดรีย ทราวิลเลียน คือลองหาโอกาสย้ายไปทำงานนอกสถานที่บ้าง สัปดาห์ละครั้ง

หรือถ้าคุณทำงานอยู่ที่บ้าน แค่ลองยกแล็ปท็อปจากโต๊ะที่ใช้ทำงานประจำ ไปนั่งที่มุมอื่นของบ้าน ก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองได้เหมือนกัน

แม้แต่การเดินทางระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ถ้าคุณใช้เส้นทางเดิมๆตลอด ก็จะเห็นแต่ภาพเดิมๆคุ้นๆตาทุกครั้ง จนนึกอะไรใหม่ๆไม่ออก นักพูด สเตเซีย เพียร์ซ แนะนำว่าบางครั้งให้ลองออกนอกเส้นทางเดิมดูบ้าง อาจจะหยุดแวะตามที่ต่างๆระหว่างทาง หรือถ้ามีเส้นทางอื่นที่ใช้แทนเส้นปัจจุบันได้ ก็ให้ลองดู

เพราะมันเป็นโอกาสในการเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ คนใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดไอเดียใหม่ๆตามมา

#5
กินเยอะไป

โบราณว่า “กองทัพเดินด้วยท้อง” แต่หลายครั้ง การที่อิ่มจนเกินไป ก็อาจทำให้ “หนังท้องตึง หนังตาหย่อนได้”

นอกจากการกินมื้อเที่ยงอิ่มเกินไป จะทำให้ง่วงแล้ว อาจทำให้คุณอึดอัดจนคิดอะไรไม่ออกได้ด้วย อย่างที่ เจย์น วิลเลียมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกินเพื่อสุขภาพว่าไว้ “สมองที่เบลอเพราะความง่วงกับความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยกันไม่ได้”

ฮอลลี ออสเทราท์ นักเขียนนิยาย ยังแนะนำว่าการกินข้าวนอกบ้านบ่อยเกินไป ทำให้คุณมีเวลาอยู่กับตัวเองน้อยลง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการไถฟีดโซเชียลไปเรื่อยๆ

คำแนะนำจาก ออสเทราท์ คือให้ลองทำอาหารง่ายๆกินเองที่บ้านบ้าง เพราะระหว่างที่คุณหั่นผักหรือทอดไข่ในกระทะ สมองคุณจะไม่ได้ทำงานหนัก และสามารถคิดอะไรคนเดียวไปเรื่อยๆได้

หรือถ้าคุณไม่ถนัดเรื่องการทำอาหาร อย่างน้อย การล้างจานก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลไม่แพ้กัน การันตีโดยมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง บิล เกตส์ กับ เจฟฟ์ เบโซส ที่ยืนกรานขอเป็นคนล้างจานหลังมื้อค่ำกับครอบครัวเสมอๆ

#6
ตารางเวลารัดตัว

ถึงไอเดียดีๆหลายครั้ง จะเกิดขึ้นจากข้อจำกัด แต่น้อยครั้งจะเกิดจากข้อจำกัดเรื่องเวลา

การเร่งปิดงานในช่วงก่อนเดดไลน์ (ซึ่งอาจเกิดจากการดองงาน มากกว่างานเยอะก็ได้) ไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะคุณต้องทำงานท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก และความเครียดจากภายใน

ถ้าเป็นในกรณีที่เกิดจากงานรัดตัวจริงๆ คำแนะนำจาก ดร.แคท โคเฮน ซีอีโอของ IvyWise คือลองเจรจาขอยืดเส้นตายในการส่งงานออกไป โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยให้ตัวงานออกมาดีขึ้น

แต่ถ้าการต้องเร่งทำงานใกล้เส้นตาย เป็นเพราะความโอ้เอ้ของตัวคุณเองแล้ว อาจต้องหาวิธีแก้จาก “5 เหตุผลที่ทำให้คุณเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง” แทน

นอกจากนี้ การประชุมในเรื่องติดๆกันโดยไม่มีช่วงเวลาให้สมองได้หยุดพัก ก็ส่งผลเสียให้คุณคิดอะไรไม่ออกได้เหมือนกัน ถ้าเป็นในกรณีนี้ อาจต้องทำตามคำแนะนำของ เอลิซาเบธ ซู ว่าควรมีช่วงเบรกอย่างน้อย 15 นาที ระหว่างการประชุมแต่ละเรื่อง เพื่อให้คุณได้มีโอกาสคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร หรือไม่ก็เตรียมทบทวนข้อมูลสำหรับประเด็นถัดไปในการประชุม

อ่านเพิ่มเติมใน 10 เรื่องต้องทำทุกเช้า เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

#7
ปล่อยให้ความเครียดครอบงำ

ความคิดสร้างสรรค์ หรือการหาทางออกสำหรับปัญหานั้น บางครั้งถ้าคุณเครียดหรือหมกมุ่นกับมันจนเกินไป อาจทำให้คุณละเลยวิธีที่ง่ายกว่า หรือมองข้ามคำตอบใกล้ตัวไป

คำแนะนำจาก แคโรไลน์ ทอปเปอร์แมน ครีเอทีฟไรเตอร์ คือผละจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ก่อน และหาวิธีพักสมองให้ปลอดโปร่ง

ซึ่งมีตั้งแต่เทคนิคง่ายๆ อย่างการงีบซัก 15 นาที ออกไปดื่มกาแฟกับเพื่อน หรือพาสุนัขไปเดินเล่น ยิ่งถ้ามีกิจกรรมที่ทำให้คุณหัวเราะออกมาได้ ก็ยิ่งดี เพราะในความเห็นของ ทอปเปอร์แมน การได้หัวเราะออกมาคือการปลดปล่อยและยาที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา

เรียบเรียงจาก
11 habits that are dulling your creativity

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า