GET (เก็ท) แอพพลิเคชั่นไลฟสไตล์ออนดีมานด์ รุกหนักในธุรกิจบริการส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ ผ่าน GET FOOD ในแคมเปญ “อยากกินอะไร สั่ง GET เลย” ที่มี “นนท์” ธนนท์ จำเริญ เป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุด พร้อมเปิดตัวคอลเลคชั่นเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดย 4 เชฟดัง ในแคมเปญ Only at GET

ปัจจุบัน food delivery คือหนึ่งในเซ็กชั่นที่มีการเติบโตสั่ง อย่างรวดเร็วในประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา และ นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GET ก็มองว่า แคมเปญการตลาด ‘อยากกินอะไร GET เลย’ เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภค

“GET FOOD ก้าวขึ้นมาเป็นบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ชั้นนำในตลาดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยบริการ ราคา และความหลากหลายของอาหารที่ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้เราให้บริการกับผู้ใช้หลายแสนคนต่อเดือน และช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับทั้งร้านค้าและคนขับของเราหลายหมื่นคน แคมเปญการตลาด ‘อยากกินอะไร สั่ง GET เลย’ จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้าของเรา”

สำหรับการดึง “นนท์” ธนนท์ จำเริญ นักร้องสุดฮอตแห่งยุคมาเป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดนั้น นายก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด GET อธิบายว่า “นนท์มีคาแรคเตอร์ที่เหมาะกับแบรนด์ GET เพราะมีความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย”

พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดตัว คอลเลคชั่น “Only At GET เรื่องกินต้องเก็ท” ซึ่งเปิดให้ลูกค้าสามารถสั่งเมนูพิเศษจากเชฟแห่งชาติทั้ง 4 คน ได้แก่ เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านอาหารบ้าน (Bann) เชฟกิ๊ก กมล ชอบดีงาม เจ้าของร้านอาหารเลิศทิพย์ เชฟเปเปอร์ อริสรา จงพาณิชกุล แห่งร้าน ICI และเฮียเก๊า ศิริชัย ทวีพูลทรัพย์ เชฟในตำนานแห่งร้านเจ๊โอว ได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 7 กันยายน 2562

“‘Only At GET เรื่องกินต้องเก็ท’ เป็นการนำเสนออาหารจานเด็ดที่คุณไม่สามารถหาที่อื่นได้ เป็นการนำอาหารจากเชฟที่คนส่วนใหญ่เคยดูแต่ในทีวี หรืออยากไปที่ร้านแต่ไม่อยากต่อคิว มานำเสนอให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านแอพของเรา” 

AHEAD TAKEAWAY

ปัจจุบัน การแข่งขันในตลาด Food delivery เป็นไปอย่างดุเดือด โดยที่แต่ละค่ายเน้นหนักที่สุด คือสงครามการตัดราคากัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้ก่อน

3 จุดแข็งของน้องใหม่

GET ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ให้บริการในไทยกับ Go-Jek ยักษ์ใหญ่ด้านออนดีมานด์จากอินโดนีเซีย จัดเป็นน้องใหม่มาแรงในธุรกิจนี้เช่นกัน หลังเพิ่งเข้ามาสู่ตลาดได้เพียง 6 เดือน แต่มีอัตราเติบโตถึง 168% ในช่วงสองไตรมาสแรกของปี 2562 และมี active user กว่า 5 แสนคนต่อเดือน

ทั้งหมดนี้เกิดจากจุดแข็ง 3 ด้าน ตามที่ คุณภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ซีอีโอของบริษัทฯว่าไว้ คือ

  • ตัวเลือก กว่า 22,000 ร้านทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น street food
  • ค่าส่งถูก เมื่อเทียบกับ แอพพลิเคชั่นอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน คือคิดค่าบริการครั้งละ 10 บาทเท่านั้น
  • การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย (localization และ personalization) เช่น “Multi order” ซึ่งเป็นบริการที่ลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้ถึง 4 ร้านพร้อมกันในออร์เดอร์เดียว

ขยายจากกลุ่มคนรุ่นใหม่สู่แมสมาร์เก็ต

กลุ่มเป้าหมายของ GET ในปัจจุบัน คือ คนรุ่นใหม่ แต่ไม่ได้ระบุหรือเจาะกลุ่มอายุ แต่เป็นคนที่มี digital lifestyle ซึ่งมองหารสชาติใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิต

แต่เป้าถัดไป คือการขยายไปสู่กลุ่ม mass market ต่อไป ซึ่งหากเข้าถึงตลาดออฟไลน์ได้ โอกาสที่ตัวแอพพลิเคชั่นจะเติบโตต่อ ก็มีมากขึ้น

นอกจากช่องทางโฆษณาต่างๆทางออนไลน์และออฟไลน์ปกติ อีกช่องทางที่กำลังเดินหน้า ก็คือวิทยุ และวิทยุออนไลน์ เพราะเป็นวิธีที่สามารถเข้าถึงกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่จะเปิดวิทยุฟังตอนไปและกลับจากการทำงาน หรืออาจเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ก็ได้

สร้างความต่างด้วยเมนูเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากการใช้ “นนท์” ธนนท์ จำเริญ เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้าง awareness ในวงกว้างแล้ว

อีกกลยุทธ์ คือ 7 เมนูเอ็กซ์คลูซีฟ จาก เชฟดัง 4 ราย ซึ่งถือเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในวงการอาหาร ซึ่งถือเป็นแนวคิดเพื่อสร้างคุณค่าของแบรนด์ และชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างจากแอพฟู้ดเดลิเวอรี่อื่นๆในท้องตลาด นอกเหนือจากเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

พลังของ data พัฒนาฟังก์ชั่นและโปรโมชั่นที่ตรงใจทุกคน

คุณวงศ์ทิพพา วิเศษเกษม ผู้อำนวยการธุรกิจของ GET FOOD อธิบายว่าบริษัทฯให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าเป็นพิเศษ ข้อมูลการใช้งานจึงถูกนำมาวิเคราะห์อยู่ตลอด เพื่อสร้างฟังก์ชั่นและโปรโมชั่นให้เหมาะกับความต้องการ สำหรับลูกค้า 3 กลุ่มหลัก

1.Explorers – เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีปริมาณมากสุด (58%) กลุ่มนี้รู้ความต้องการตัวเองว่าจะกินอะไร จะหาชื่อร้านและเมนู ที่อยากกินเลย ซึ่งฟังก์ชั่นที่เหมาะสม ก็คือ search filter เพื่อช่วยให้หาร้านที่ต้องการได้สะดวกและง่ายขึ้น

2. Chillaxer – เป็นกลุ่มที่มีจำนวนรองลงมา (18%) จุดสังเกตคือคนกลุ่มนี้หลายครั้งไม่รู้ว่าจะเลือกสั่งอะไรดี จึงตอบโจทย์ด้วยฟังก์ชั่น Omakase ซึ่งอาศัย machine learning เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค และปรับเมนูเฉพาะให้แต่ละคนเป็น personalization

3. Routine lovers – เป็นกลุ่มที่มีจำนวนใกล้เคียงกับ Chillaxer ( 16%) ต่างกัน ที่กลุ่มนี้จะชอบสั่งอะไรซ้ำๆ หรือมีรายละเอียดเฉพาะในเมนูต่างๆ เช่น ขอไข่ดาวไม่สุก, ขอหวานน้อย ฯลฯ กลุ่มนี้ก็จะมีการใช้ machine learning เพื่อช่วยจดจำเช่นกัน ฟังก์ชั่นที่ได้จึงจะ ใช้เพียงแค่การจิ้มหน้าจอ 3ครั้ง ก็สั่งได้ทันที

ในมุมของทีมงาน AHEAD ASIA การมาของ GET ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย และมีส่วนช่วยให้ตลาดออนดีมานด์ในบ้านเราคึกคักขึ้น

และน่าจะเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามองไม่น้อย เพราะ Go-Jek ที่หนุนหลัง GET อยู่นั้น ก็สามารถต่อกรกับ Grab ที่ใหญ่กว่าในเรื่องสเกลได้อย่างสูสี ในฐานะเจ้าถิ่น กับธุรกิจ ride sharing ที่อินโดนีเซียมาก่อน ด้วย insight ที่เหนือกว่า (อ่านเพิ่มเติม สงคราม 2 ล้อ Go-Jek ปะทะ Grab Bike)

ส่วนครั้งนี้ คงต้องรอดูว่าการมาทีหลังในฐานะ “น้องใหม่” นั้น ใครจะใช้ประโยชน์จาก insight ได้ดีกว่ากัน ในธุรกิจที่กำลังมาแรงที่สุดของบ้านเรา ณ วันนี้

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

คุยกับ Nadiem Makarim ซีอีโอ Go-Jek ก่อนบุกอาเซียน