คองคอร์ด (Concorde) คือเครื่องบินขนส่งความเร็วเหนือเสียง ซึ่งถูกนำมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ โดยสายการบิน British Airways และ Air France ระหว่างปี 1976-2003

เครื่องบินรุ่นนี้ทำความเร็วได้ถึง 2,158 กม./ชม. หรือราวๆหนึ่งเท่าตัวของเครื่องบินโดยสารในปัจจุบัน

อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คือมันใช้เวลาเดินทางในเที่ยวบิน ลอนดอน-นิวยอร์ค หรือ ปารีส-นิวยอร์ค เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ถ้ามองในแง่ประสิทธิภาพอย่างเดียว นี่น่าจะเป็นเครื่องบินโดยสารที่เราเลือกใช้มากกว่ารุ่นอื่นๆ

แต่เมื่อนำองค์ประกอบอื่นๆมาร่วมพิจารณา นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของความล้มเหลวครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการบิน

จนเป็นที่มาของวลีที่ว่า ‘Concorde Fallacy’ (มายาคติของคองคอร์ด)

 

สิบปีแห่งความล่าช้า และสิ้นเปลือง

ที่มาของโครงการ คองคอร์ด นั้น ต้องถอยหลังกลับไปในปี 1956

เมื่อคณะกรรมการควบคุมอากาศยานขนส่งด้วยความเร็วเหนือเสียง จัดการประชุมที่อังกฤษ ถึงแผนการสร้างเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงสำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์ เป็นครั้งแรก

แม้จากนั้น จะได้ฝรั่งเศสมาสมทบในปี 1962 แต่กว่าที่เครื่องต้นแบบ จะเป็นรูปเป็นร่าง ก็ต้องรอจนถึงปี 1969 จากนั้น ยังต้องใช้เวลาทดสอบและพัฒนาต่ออีก 4 ปี

รวมตั้งแต่เริ่มโครงการ จนสามารถผลิตเพื่อให้ใช้งานจริงได้นั้น กินเวลานานกว่าหนึ่งทศวรรษ และใช้เงินในการพัฒนาไปกว่า 1,000 ล้านปอนด์

จนทำให้โครงการนี้ตกอยู่ในภาวะ ‘ต้นทุนจม’ (sunk costs) ตั้งแต่แรกเริ่ม

มุ่งมั่นหรือดื้อรั้น?

แต่เหตุผลหลักที่ทำให้ เที่ยวบินคองคอร์ดดำเนินการต่อได้ ทั้งที่ไม่มีวี่แววคืนทุน คือศักดิ์ศรีที่ค้ำคอรัฐบาลของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งอยู่เบื้องหลังโครงการ

รัฐบาลของทั้งสองประเทศ ไม่ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รู้สึกว่าแรงงาน เวลา หรือแม้แต่เงินทุนที่ลงไปกับการพัฒนานั้นสูญเปล่า

ความดื้อแพ่งที่ว่านี้ ยังทำให้สายการบินและรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ต้องแบกรับภาระทางการเงินนานถึง 27 ปี ระหว่างที่เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้งาน ตั้งแต่ปี 1976 จนถึงปี 2003

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมการบินประสบกับความตกต่ำถึงขีดสุดหลังเหตุการณ์ 9/11 ทุกฝ่ายก็ต้องยอมยกธงขาวอยู่ดี

แค่ลงมือทำยังไม่พอ

Concorde Fallacy นั้นกลายเป็นกรณีศึกษาที่ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถตั้งคำถามกับสิ่งที่เราทำอยู่ได้เสมอ

ว่า ‘ในการทำธุรกิจ เรามีโอกาสประสบความสำเร็จจริงๆ หรือเพียงแค่ได้ลงมือทำ?’

เพราะแม้แต่บิ๊กโปรเจกต์ที่มีรัฐบาลของสองประเทศหนุนหลัง ยังพังไม่เป็นท่าได้ หากเป็นการฝืนทำอย่างหน้ามืดตามัว

ผู้ประกอบการในธุรกิจเล็กๆหรือสตาร์ทอัพ ก็ต้องทบทวนให้ดีเช่นกันว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ ควรจะไปต่อหรือหยุดอยู่แค่นั้น เมื่อมีสัญญาณบ่งบอกว่ามันไม่ใช่ (อ่านเพิ่มเติมใน รู้ได้ไง เมื่อไหร่ต้อง pivot)

เพราะยิ่งฝืนนานเท่าไหร่ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีหนทางเป็นผู้ชนะ ก็ไม่ต่างอะไรกับที่อังกฤษและฝรั่งเศสตกอยู่ในมายาคติของคองคอร์ดนั่นเอง

 

เรียบเรียงจาก

The Sunk Cost and Concorde Effects: Are Humans Less Rational Than Lower Animals?

The Last Behaviorist: The Sunk Cost Effect

Beware Of The Concorde Fallacy

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า