รายงานจาก อมาเดอุส ชี้ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับบริการในสนามบินของประเทศด้วย เทคโนโลยีอัจฉริยะ เป็นการด่วน หลังศักยภาพในการรองรับจำนวนผู้โดยสารใกล้ถึงขีดจำกัด เช่นเดียวกับ ปลายทางยอดนิยม ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากเกินไป จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

(อ่านเพิ่มเติม 10 เทรนด์การท่องเที่ยวไทย โดย ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร)

4 ประเด็นหลักต้องจับตา

รายงาน “จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเทศไทย” ซึ่งจัดทำโดยอมาเดอุส ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (พาต้า) ได้นำเสนอ 4 ประเด็นหลักที่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ต้องให้ความสำคัญในทศวรรษหน้า โดยอาศัยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะไปประยุกต์ใช้ ได้แก่

  • การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของสนามบิน
  • การพัฒนาระบบเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานและเมือง
  • การผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพเครือข่ายการคมนาคมในเขตเมือง
  • การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง

(อ่านเพิ่มเติม 5 ข้อคิดสำหรับการท่องเที่ยวในอนาคต)

ยกระดับการจัดการผู้โดยสาร

ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไทยถึง 38.27 ล้านคน และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาคาดว่า จำนวนดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2562 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม รายงาน “ประเทศไทยสู่ปี 2030: จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” เน้นย้ำว่า นอกเหนือจากการขยายอาคารสนามบินที่ได้วางแผนไว้แล้ว

ท่าอากาศยานของประเทศไทย ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารภายในอาคารสนามบิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

ดร.มาริโอ ฮาร์ดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พาต้า กล่าวว่า “หากการท่องเที่ยวยังเติบโตต่อเนื่องในอัตราเท่ากับปัจจุบัน สนามบินในประเทศไทยจะถูกใช้งานเต็มความจุเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การขยายอาคารสนามบินอาจลดปัญหานี้ได้บางส่วน แต่เทคโนโลยีอัจฉริยะจะมีบทบาทสำคัญ ในการเพิ่มศักยภาพเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานไทยได้ในอนาคต”

ระบบอัจฉริยะที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายผู้โดยสาร คือ การเช็คอินด้วยตนเองผ่านคีออส เครื่องดร็อปกระเป๋าอัตโนมัติ และการยืนยันตัวตนผ่านระบบไบโอเมตทริกซ์

นอกจากนี้ สนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ควรพิจารณาเปิดให้บริการเช็คอินและดร็อปสัมภาระนอกสนามบิน ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ ได้ใน ร้านค้าจีนรับชำระเงินด้วยระบบตรวจจับใบหน้า)

ขยายการเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานสู่เมือง

ในรายงาน ยังกล่าวถึง 2 เซ็กเม็นต์ที่มีโอกาสเติบโตขึ้นในอนาคต

คือ 1) ธุรกิจ MICE หรือ อุตสาหกรรมการจัดประชุมสัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ) และ 2) กลุ่ม “bleisure” คือ นักท่องเที่ยวกลุ่มที่เกี่ยวข้องกัน หรือผู้ที่เดินทางมาเพื่อธุรกิจแล้วอยู่ท่องเที่ยวพักผ่อนต่อ

ตลาดทั้งสองนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ในการสร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น

นอกจากการเชื่อมต่อระบบราง ระหว่างสนามบินกับศูนย์ประชุมโดยตรง เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม MICE ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น ขอนแก่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และเชียงรายแล้ว

รายงานยังแนะนำว่า ผู้ประกอบธุรกิจ MICE ในพื้นที่เหล่านี้ควรจัดตารางเวลารถไฟและเที่ยวบิน ให้สอดคล้องกับเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการประชุม เพื่อกระตุ้นการเติบโตของตลาด bleisure ด้วยเช่นกัน

ไซมอน เอครอยด์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ อมาเดอุส หนึ่งในผู้เขียนรายงาน เน้นว่า พื้นที่จุดหมายปลายทางของตลาด MICE ในไทย ต้องมีเทคโนโลยีที่สร้างประสบการณ์การเดินทางแบบไร้รอยต่อ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ

“ในอนาคตอันใกล้ จุดหมายปลายทางยอดนิยมในกลุ่ม MICE ในภูมิภาคจะแข่งขันกันที่ความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทาง เมืองเหล่านี้จึงจำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยมอบความสะดวกสบายให้นักท่องเที่ยว เช่น บริการเช็คอินและดร็อปกระเป๋า ณ สถานที่จัดประชุม เทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะปลายทางในตลาด MICE ไม่ได้แข่งขันกับจังหวัดอื่นๆ ในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคอีกด้วย”

ยกระดับระบบขนส่งในเขตเมือง

การสัญจรอัจฉริยะ (Smart Mobility) หรือโซลูชันที่เชื่อมต่อข้อมูลและเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเดินทางรอบเมือง เป็นอีกประเด็นสำคัญ

สาเหตุสำคัญคือ มันจะช่วยลดความแออัดและมลภาวะในเขตเมืองของประเทศไทย และทำให้เมืองน่าดึงดูดยิ่งขึ้น ในทั้งสายตาของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

“Smart Mobility ในประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูงมาก ในการปรับปรุงการเดินทางในเขตเมืองได้” นายไซมอน กล่าว

“การใช้ข้อมูลการขนส่งในการจัดการระบบการจราจรแบบเรียลไทม์ เช่น สัญญาณไฟจราจร หรือจัดการบริการด้านเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เช่น Grab และ Get เป็นเพียง 2 แนวทางเด่นๆ ในการประยุกต์ใช้โซลูชันนี้ แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน”

จัดตั้งบริษัทพัฒนาเมือง

แต่การผลักดันให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ยังมีอุปสรรค และความท้าทายอีกหลายด้าน

หนึ่งคือภาครัฐบาล ไม่ได้ตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับบริษัทใด ขณะที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดเล็ก ธุรกิจสตาร์ทอัพ และนักลงทุนต่างประเทศ ก็มองไม่ออกว่าจะร่วมมือในลักษณะใด

บริษัทที่ปรึกษา ซึ่งเป็นฝ่ายที่สามอาจมีบทบาทสำคัญในการโยงผู้เล่นจากทั้งสองภาคส่วนมาพบกัน

นอกจากนี้ ดีป้า ยังมองว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ถือเป็นอีกอุปสรรคของประเทศไทย และแนะนำว่าจังหวัดควรจัดตั้ง “บริษัทพัฒนาเมือง” ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนในอนาคต เพื่อการระดมทุนได้อย่างเพียงพอ และวางแนวทางการร่วมมือพันธมิตรที่เป็นมาตรฐานชัดเจน

“ทุกวันนี้ เราได้สัมผัสกับสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับ Smart Mobility แค่เพียงผิวเผิน หลายๆ จังหวัดจำเป็นต้องพัฒนาตามโมเดล บริษัทพัฒนาเมือง ซึ่งนำร่องโดยจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่น เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นและวางแผนการดำเนินงานในระยะยาว” นายประชา อัศวธีระ รองประธานสำนักงานเขตภาคใต้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าว

ลดผลกระทบด้านลบของการท่องเที่ยว

ประเด็นสุดท้ายในรายงานคือ ความสำคัญของการวางมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ จากความเสี่ยงของปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

อมาเดอุส ดีป้า และ พาต้า มองว่า หากประเทศไทยต้องการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต คณะทำงานด้านการท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น และธุรกิจบริการ ควรเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ (Real-time Analysis) และวางโมเดลด้วยเทคนิคการทำนายข้อมูล (Predictive Modeling)

แต่อุปสรรค ก็คือการใช้เทคโนโลยีข้างต้นยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น

“เรามีข้อมูลด้านการท่องเที่ยวอยู่ แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังไม่ได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการบริหารจัดการฤดูท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้วิธีวิเคราะห์ และใช้ข้อมูลจึงมีความสำคัญพอๆ กับการเข้าถึงแหล่งข้อมูล หากนำมาใช้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังช่วยในการวางแผนอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาตั๋ว ไปจนถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการท่องเที่ยวระยะยาว” ดร.มาริโอ ฮาร์ดี พาต้า กล่าว

(อ่านเพิ่มเติม ถอดบทเรียนธุรกิจโรงแรมไทย ยุค 4.0)

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลดรายงาน “ประเทศไทยสู่ปี 2030: จับกระแสอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ฉบับเต็มได้ที่นี่ https://bit.ly/33MI3LE

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

อาลีเพย์ เผย ไทยอันดับสองแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน ช่วงวันหยุดแรงงานปี 2562