ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มปรับตัวเข้าสู่สายการผลิตรถพลังไฟฟ้า (EV) แต่แบรนด์อันดับหนึ่งในสายนี้อย่าง Tesla กลับไม่ได้เข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์ หนึ่งในชาติที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก จน อีลอน มัสก์ ทวีตว่าเป็นเพราะรัฐบาลที่นั่นไม่สนับสนุนเทคโนโลยีนี้เท่าที่ควร

ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มาซากอส ซุลกิฟลี รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ก็ให้สัมภาษณ์ตอบโต้มัสก์ ว่า รถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่ตัวเลือกที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศนี้ได้ ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาการคมนาคม

ทีมงาน AHEAD ASIA จะพาคุณย้อนกลับไปติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เสริมด้วยข้อมูลบางอย่าง เพื่อจะได้ร่วมคิดหาคำตอบสุดท้ายไปพร้อมกัน

มัสก์ : “สิงคโปร์ไม่ต้อนรับเรา”

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เมื่อ มัสก์ ทวีตถึงแผนการติดตั้งสถานีซูเปอร์ชาร์จเจอร์สทั่วโลกในอนาคต ราวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง โพสต์ข้อความถามถึงโอกาสที่ Tesla จะเข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์

คำตอบจาก มัสก์ คือ “เราพยายามแล้ว แต่รัฐบาลที่นั่นไม่สนับสนุนรถพลังไฟฟ้า”

จากนั้นเมื่อต้นปี ก็มีผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายโพสต์ถาม มัสก์ ถึงเรื่องนี้อีกครั้ง และคำตอบก็ยังไม่เปลี่ยน คือ “รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ต้อนรับเรา”

รัฐบาลสิงคโปร์ : “ก็แค่ไลฟ์สไตล์”

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซุลกิฟลี ก็ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg อธิบายว่าที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ EV เป็นเพราะมีตัวเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า ในการแก้ปัญหาโลกร้อน

“สิ่งที่ อีลอน มัสก์ ต้องการสร้างก็คือไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนใจ เราสนใจคำตอบอื่นๆที่เหมาะกับการแก้ปัญหาโลกร้อนมากกว่า”

สิงคโปร์ เป็นอีกชาติที่ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ขณะที่ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซีย ก็เพิ่งประกาศย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตา ไปเมืองใหม่บนเกาะบอร์เนียว เพราะปัญหาอัตราการจมลงใต้น้ำในอัตราที่เร็วที่สุดเมืองหนึ่งของโลก

เมื่อเร็วๆนี้ ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประเมินว่าการเตรียมรับมือกับปัญหาระดับน้ำทะเล สภาพอากาศ และปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในศตวรรษหน้า รัฐบาลอาจต้องใช้งบสูงถึง 72,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ขณะที่ในมุมของ ซุลกิฟลี นั้น พลังงานไฮโดรเจน น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับการแก้ปัญหาเหล่านี้ในระยะยาว เพราะการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ ยังมีส่วนสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ รวมถึงการกำจัดขยะมีพิษหลังใช้งาน

แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว น่าจะยังมีเหตุผลอื่นๆประกอบด้วย

ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ของสิงคโปร์

EV เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ อย่างที่ ซุลกิฟลี ว่าไว้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมอง

เพราะข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าควันจากท่อไอเสียจากรถยนต์เครื่องสันดาป (ICE) มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 16.5% นั่นหมายถึงการเปลี่ยนจาก ICE เป็น EV จะมีส่วนช่วยให้ตัวเลขดังกล่าวลดลงได้แน่นอน

ซึ่งถ้ามองว่า ICE คือหนึ่งในบ่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม จะพบว่า สิงคโปร์ ก็ยังไม่มีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม

สถิติจากเดือนพฤศจิกายน 2018 ระบุว่ารถยนต์ส่วนบุคคลในสิงคโปร์ 92.7% จากจำนวน 1 ล้านคัน ยังเป็นรถ ICE ขณะที่อัตราส่วนของรถไฮบริด อยู่ที่ 0.06% และ EV อยู่ที่ 0.08%

ถือว่าต่ำมาก ถ้ามองว่า 5% ของรถที่ขายทั่วโลกในปี 2018 เป็นรถ EV

ซุลกิฟลี ยืนยันว่าหากรัฐบาลสิงคโปร์ “ต้องการ” ก็สามารถบังคับให้ผู้ใช้รถในประเทศเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้แบบ 100% เพราะสิงคโปร์มีเครื่องมือสำคัญอย่างกฎหมายใบอนุญาตการครอบครองรถ (car ownership license) ซึ่งจะต้องต่ออายุทุก 10 ปี

แต่ที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ

ผลสำรวจจาก Royal Dutch Shell เมื่อเร็วๆนี้ พบว่าชาวสิงคโปร์ 52% ลังเลหรือไม่คิดจะซื้อ EV เพราะความกังวลเรื่องสถานีชาร์จซึ่งมีไม่เพียงพอ (จุดชาร์จแห่งแรกในสถานีเพิ่งติดตั้งในปั๊มน้ำมัน เมื่อเดือนสิงหาคม และมีแผนจะเพิ่มจนครบ 10 จุดภายในเดือนตุลาคม)

ส่วนเรื่องการชาร์จจากที่พักนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจุบัน 85% ของประชากรสิงคโปร์กว่า 5.5 ล้านคน ยังอาศัยอยู่ในแฟลตซึ่งเช่าซื้อจากรัฐ

และด้วยจำนวนรถยนต์ในปัจจุบัน การแบ่งปันพื้นที่ที่มีจำกัด (สิงคโปร์เป็นชาติที่มีอัตราประชากรหนาแน่นสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโมนาโก) มาเป็นที่จอดรถ ก็ถือเป็นเรื่องยากแล้ว

ในแง่ของการบริหารจัดการ บางทีการที่รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้สนับสนุน EV เพราะมองว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก เมื่อเทียบกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ

สิงคโปร์ นั้นมีพื้นที่เพียง 718.3 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือใหญ่กว่าเกาะภูเก็ต (543 ตารางกิโลเมตร) ไม่มาก แต่มีประชากรมากกว่านับสิบเท่า (5.5 ล้านคน ต่อ 4 แสนคน)

ความหนาแน่นของประชากรต่อตารางกิโลเมตรจึงค่อนข้างสูง และมีข้อจำกัดมากในเรื่องพื้นที่ใช้สอย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีกฎหมายจำกัดจำนวนรถยนต์ (ปัจจุบัน อยู่ระหว่างระงับการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2018) เพื่อตัดปัญหาเรื่องที่จอดรถ ซี่งเป็นการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยให้กับคนกลุ่มน้อย

และหันไปเน้นพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะแทน โดยมีเป้าหมายคือร่นระยะเวลาเดินทางบนเกาะ ต่อหนึ่งเที่ยวให้ไม่เกิน 45 นาที ภายในปี 2040 ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ก็กำลังหนุนโปรเจกต์อื่นๆควบคู่กันไป เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น เช่น รถบัสไร้คนขับ ที่กำลังพัฒนาร่วมกับ Volvo, แท็กซี่บินได้ (Flying Taxi) ฯลฯ

เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถส่วนตัว ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากตรงนี้ก็จะลดลงไปเอง

AHEAD TAKEAWAY : เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐหนุน EV

แน่นอนว่าในแง่สิ่งแวดล้อม รถพลังงานไฟฟ้า นั้นดีกว่า รถเครื่องยนต์สันดาป อยู่แล้ว

แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็คือการสนับสนุนให้ใช้รถส่วนตัว มากกว่าระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาอื่นๆแทนนั่นเอง

เร็วๆนี้ รัฐบาลนอร์เวย์ ชาติที่มีอัตราส่วน EV บนท้องถนนสูงติดลำดับต้นๆของโลก ถูกวิจารณ์ว่านโยบายปัจจุบันที่เน้นสนับสนุนรถพลังไฟฟ้า เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้คนในประเทศใช้งานรถส่วนตัวมากกว่าระบบขนส่งสาธารณะ

ทั้งที่ผลสำรวจเมื่อสิบปีก่อน เกินกว่าครึ่งของประชากรที่ไม่มีรถ เลือกเดินทางด้วยการเดิน ขี่จักรยาน หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่เมื่อรถพลังไฟฟ้ามีราคาไม่แพง และให้ความสะดวกกว่าในหลายโอกาส คนจึงเริ่มโน้มเอียงไปทางการซื้อมาใช้งานเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวมากกว่าเดิม

บยาร์ท โฮล์ทส์มาร์ค จากหน่วยงานด้านสถิติของนอร์เวย์ คือหนึ่งในคนที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ของรัฐบาลนอร์เวย์ แทนที่จะหันไปทุ่มการวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยาน และจักรยานยนต์ไฟฟ้า

“การกระตุ้นให้คนขับรถส่วนตัว มันมีผลกระทบต่อสังคมหลายด้าน ทั้งเรื่องการจราจรที่ติดขัด และอุบัติเหตุ”

ขณะที่ศูนย์วิจัยด้านพลังงานของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ก็นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่าการสนับสนุน หรือปล่อยให้มีการใช้รถส่วนตัวอย่างเสรี มีแนวโน้มที่จะสร้างความแออัดให้เกิดขึ้นทั้งบนท้องถนนและที่จอดรถ

และยังเป็นการบังคับให้รัฐต้องตัดถนนเพิ่ม รวมถึงสร้างสาธารณูปโภคอื่นๆ (ปั๊มน้ำมันหรือสถานีชาร์จ) แบบขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับปริมาณรถที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนต้องการความสบายและเป็นส่วนตัว โดยไม่ได้คิดถึงส่วนรวมนั่นเอง

 

เรียบเรียงจาก

Singapore Says Musk’s Electric Cars Are About ‘Lifestyle,’ Not Climate

Climate impacts

Electric Car or Mass Transit? Tesla and Singapore Clash Over Climate Change

Shifting the focus: energy demand in a net-zero carbon UK

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า