Global Business Dialogue 2019

เรียนรู้โมเดลโตอย่างยั่งยืน ในงาน Global Business Dialogue 2019

มีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.3 พันล้านคน ภายในปี 2050 ในจำนวนนี้ 1 พันล้านคนจะอายุมากกว่า 65 ปี และสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น 60%

แต่นั่นหมายถึงการใช้ทรัพยากรด้านพลังงาน และอาหารเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เท่ากับว่าเราจะต้องมีโลกถึง 3 ใบ เพื่อรองรับความต้องการมหาศาลดังกล่าว

วิกฤตความยั่งยืนจึงกลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นต้องหันมาใส่ใจ และลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TM A) ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย จัดงานสัมมนา Global Business Dialogue 2019 ภายใต้หัวข้อ Designing New Growth model Towards Sustainability เพื่อเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับโมเดลการพัฒนาสู่ความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำระดับโลก ซึ่งนอกจากจะทำให้ธุรกิจมีส่วนช่วยเกื้อหนุนระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติแล้ว ยังเอื้อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วย

คิดแบบ Moonshot เพื่อหาคำตอบ

มาร์ค บัคลีย์ ผู้แทนด้านเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ มองว่า ณ ปัจจุบัน เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ด้วยวิธีเดิมๆได้อีก จึงต้องมองหาวิธีใหม่ๆ ผ่านการคิดแบบ Moonshot Thinking เพื่อหาคำตอบแบบก้าวกระโดด เพื่อโลกใบนี้ดีขึ้นภายในปี 2030

มร.บัคลีย์ มองว่า การประกาศเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs ของสหประชาชาติ (UN) ทั้ง 17 ข้อ เมื่อปี 2015 ถือเป็นการนำ Moonshot Thinking มาใช้แก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนทั้งในเชิงสังคม และสิ่งแวดล้อมที่โลกเผชิญอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน การก่อตั้งมูลนิธิ Futur/io, Germany ขึ้นในปี 2017 เป็นไปเพื่อเผยแพร่แนวความคิด Moonshot for Sustainable แก่ผู้นำองค์กรต่างๆ ในการออกแบบอนาคตของธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ SDGs เพื่อการเติบโตและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

กระบวนการของ Moonshot Thinking จะเริ่มต้นจากการสร้างเป้าหมายแบบก้าวกระโดด กล้าระดมใส่ไอเดียร่วมกันไม่ว่าท่แรกจะฟังดูบ้าบิ่นแค่ไหนก็ตาม จากนั้นจึงเข้าสู่การสร้าง Prototype และทดลอง และสื่อสารเรื่องราวออกไป

“คำว่า Moonshot เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ส่งจรวดไปสำรวจดวงจันทร์ เมื่อปี 1969 นั่นหมายถึงการคิดในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือไม่เคยมีใครตั้งเป้าหมายแบบนี้มาก่อน เป็นนำทรัพยากรที่ไม่เคยถูกคิดค้นหรือนำมาใช้ก่อน เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคไปให้ถึงจุดหมาย”

“โลกกำลังต้องการ Moonshot Thinking มาร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ข้อของ SDGs ด้วยการผสมผสานหลักการสร้างความยั่งยืนและการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้อย่างลงตัว เพราะโลกเราเริ่มขาดแคลนทรัพยากร ส่วนขยะที่ถูกทิ้งไปก็ยังอยู่ในโลก นั่นเป็นสาเหตุให้เราต้องหันมาใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในทุกภาคส่วน และเร่งคิดค้นนวัตกรรมมากู้วิกฤต และใช้ทรัพยากรที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจไปพร้อมๆกัน เหมือนที่องค์กรระดับโลกอย่างยูนิลีเวอร์ หรือเนสท์เล่ประสบความสำเร็จมาแล้ว”

Sea Change ใช้ทรัพยากรมหาสมุทรอย่างยั่งยืน

ในเวที Global Business Dialogue 2019: Designing New Growth Model Towards Sustainability ยังมีกรณีศึกษาจากองค์กรชั้นนำของโลกที่มาเผยถึงโมเดลการทำงานที่ตอบโจทย์ SDGs ในมุมของตัวเอง

คุณปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้จัดการด้านสิทธิมนุษยชน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU อธิบายว่าเพราะบริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเล จึงมีเป้าหมายการทำงานที่จะบรรลุข้อ 14 ของ SDGs เรื่องการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Life Under Water)

และให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กันไป จึงเป็นที่มาของฝ่ายสิทธิมนุษยชนในองค์กร ผ่านการร่วมกับฝ่ายบุคคลและฝ่ายจัดซื้อ

ปัจจุบัน TU ถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีโรงงาน 17 แห่งทั่วโลก มีการจ้างงานกว่า 49,000 คน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องทำงานร่วมกับเจ้าของเรือประมง และบริษัทจัดหาแรงงาน ทำให้ TU ต้องเดินหน้าผลักดันเรื่องการจัดหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม (Responsible Recruitment) เช่นกัน

“TU ต้องการเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก ผ่านกลยุทธ์ Sea Change ในด้านการทำทรัพยากรมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ผลักดันไม่ให้มีการจับปลามากเกินไป ห้ามการประมงผิดกฎหมาย มีการจ้างแรงงานถูกกฎหมาย ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม ไม่มีแรงงานภาคบังคับ

เราจึงทำงานร่วมกับบริษัทจัดหาแรงงานที่จะต้องมีการจ้างแรงงานอย่างถูกตามกฎหมาย โรงงานของ TU ก็มีระบบจัดการลดการปล่อยคาร์บอน และใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึงทำโครงการเพื่อรณรงค์เรื่องความสะอาดชายหาด และทำ Pre School ในบริเวณโรงงานให้กับบุตรหลานของพนักงาน”

หาประเด็นที่เชื่อมโยง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย

คุณปราชญ์ ได้ให้คำแนะนำถึงองค์กรต่างๆ ถึงวิธีคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า ควรหาประเด็นความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเอง และวางขอบเขตไปถึงลูกค้า ว่าให้ความสำคัญในประเด็นไหน

จากนั้นจึงขยับไปสำรวจซัพพลายเชนในแต่ละระดับชั้น ทั้งระดับคอร์ปอเรทและคู่ค้า ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือ หรือสนับสนุนทั้งงบประมาณและแนวทาง เพื่อให้กระบวนการทำงานไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้สำเร็จ หรือแม้กระทั่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนนอกขอบเขตของตัวเอง อาทิ จับมือกับผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันเพื่อผลักดันความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรม

“ที่ผ่านมา TU ได้จับมือกับคู่แข่งในตลาดเพื่อให้แต่ละบริษัทมีศักยภาพตามมาตรฐานการรับรองจาก MSC (Marine Stewardship Council) เรายังทำงานร่วม Calysta บริษัทชั้นนำด้านไบโอเทคโนโลยีในการวิจัยโปรตีนทดแทนเพื่อผลิตเป็นอาหารกุ้ง แทนการใช้โปรตีนจากปลาจำนวนมากมาแปรรูป วิธีนี้ก็จะช่วยลดการใใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปได้อีกทาง รวมถึงการทำโครงการ Global Ghost Gear Initiative ทำกิจกรรมเก็บอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งลงในทะเล ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ถือเป็น 70% ของขยะทะเลทั้งหมด”

และเพื่อสร้างความยั่งยืนควบคู่ไปกับสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน TU ยังมีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับการจัดซื้อแหล่งวัตถุดิบ จึงรู้ได้ว่าสัตว์ทะเลถูกจับบริเวณใด จากเรือลำไหน จับด้วยวิธีอะไร และมีการจ้างแรงงานแบบไหน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนครบในทุกมิติ

เทคโนโลยีชีวภาพในธุรกิจเคมีภัณฑ์

หนึ่งในผู้นำบริษัทเคมีคอลอย่างอินโดรามา เวนเจอร์ส ก็ได้ร่วมแบ่งปันแนวทางการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเช่นกัน

ดร. ดีพัก พาริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทต้องการปูทางธุรกิจในอนาคตสู่การเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ระดับโลก จึงมีนโยบายในการหาโซลูชั่นการผลิตสินค้าที่ดีที่สุด และเชื่อว่า Mega Trend ที่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนไปคือ “เทคโนโลยีชีวภาพ”

“ถ้าอยากจะอยู่รอดในโลกใบนี้ ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลง เพราะนับวันพลังงานฟอสซิลมีแต่จะน้อยลง ถึงเราจะมีการพัฒนาพลังงานจากแร่ยูเรเนียม และพลุโตเนียมก็ตาม แต่วันหนึ่งมันย่อมหมดไป เราจึงให้ความสำคัญกับ Reuse ,Recycle และ Up cycling”

หนึ่งในโปรเจ็กท์ Up cycling ของ อินโดรามา คือการร่วมมือกับ ไนกี้ และ โค้ก เพื่อเปลี่ยนระบบซัพพลายเชนในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ลงทุนสร้างโรงงานพลาสติกรีไซเคิล โดยนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า จนไปถึงเฟอร์นิเจอร์ และมีโครงการ Waste Recycle Bank เป็นตัวเชื่อม

“ส่วนด้านการผลิตเรามีการรีไซเคิลทรัพยากร ลดการใช้พลังงาน น้ำ และมีมาตรการตรวจวัดเพื่อลดการปล่อยมลพิษให้มากที่สุด”

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
Ascend

หัวเว่ย เปิดตัว Atlas และบริการคลาวด์ บน Ascend สร้างโซลูชั่น AI แบบครบวงจร

Next Article
Vaseline

Vaseline คุณค่าที่คนอื่นมองข้าม

Related Posts