แค่เริ่มต้นก็แตกต่าง

ในงาน RISE Innovation Week 2019 วันแรกที่เป็นธีมของนวัตกรรมองค์กร (Corporate Innovation) ไรอัน หยาง (​Ryan Yang) ซีอีโอของ TSI ( Taiwan Startup Institute) หนึ่งในสปีกเกอร์หลัก เริ่มต้นการบรรยาย ด้วยภาพถ่ายสตาร์ทอัพ ที่เป็นผู้ชนะแบทช์ล่าสุดในโครงการที่เขาดูแล

ที่แปลกตาคือบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพในรูป แม้จะดูยิ้มแย้มเหมือนผู้ชนะทั่วไป แต่กลับดูอายุเยอะ และแต่งตัวรัดกุม กว่าภาพคุ้นเคยของคนทำสตาร์ทอัพที่มักเป็นคนรุ่นใหม่และดูวัยรุ่นกว่านี้

“เหมือนพ่อแม่ของสตาร์ทอัพมากกว่า ว่าไหม!?”

ไรอัน หยาง แซวโครงการที่เขาดูแล นั่นเพราะ TSI เป็นสถาบันเร่งสปีดผู้ประกอบการสตาร์ทอัพของรัฐบาลไต้หวัน ที่มีความพิเศษคือ เป็นแอคเซเลอเรเตอร์สำหรับอาจารย์ และนักวิจัยเท่านั้น

จากหิ้งสู่ห้างด้วยพลัง Deep Tech

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่พบกับความท้าทาย ในการนำความรู้และงานวิจัยต่างๆในรั้วมหาวิทยาลัยมาใช้ในโลกธุรกิจ

รัฐบาลไต้หวัน ตัดสินใจสร้าง TSI ขึ้นเมื่อราว 3 ปีที่แล้ว ให้เป็นแอคเซเลอเรเตอร์ สำหรับอาจารย์ และนักวิจัย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโลกการศึกษาและธุรกิจ

หลักการของ TSI ยืนพื้นบนความเชื่อ ว่าอนาคตของธุรกิจใหม่ๆ นั้นจะผูกอยู่กับเทคโนโลยีที่มีความลึกและซับซ้อนขึ้น (​Deep Tech เช่น AI, IoT ) ซึ่งปกติมหาวิทยาลัย และนักวิจัย ควรจะมีความรู้ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้

แต่ที่ผ่านมา Know How เหล่านี้ ไม่ค่อยถูกนำไปใช้ในนอกรั้วมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ เป็นข้อพิสูจน์ว่า ลำพังเทคโนโลยีอย่างเดียว นก็ไม่สามารถสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิด T M P T

  • Technology – เทคโนโลยี
  • Market – ตลาด
  • Product – สินค้า
  • Team – ทีมงาน

ติดอาวุธทางธุรกิจให้อาจารย์

ไรอัน หยาง อธิบายว่าเมื่ออาจารย์ หรือนักวิจัยที่มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจถูกคัดเลือกเข้าโครงการช่วงแรกของ TSI

นั่นหมายความว่า มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว สิ่งที่ทีมงานแอคเซเลอเรเตอร์ของเขาต้องทำคือช่วยให้อาจารย์และนักวิจัยเหล่านี้ รู้จักที่จะหา Market – ตลาด เพื่อนำเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อเป็น Product – สินค้า

ซึ่งรูปแบบการช่วยเหลือนั้นจะมีทั้งการทำเทรนนิ่ง หรือให้อาจารย์ได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ จริงๆก่อนจะนำเสนอผลงานแบบสตาร์ทอัพ หรือ พิชชิ่ง นั่นเอง

โดยทีมที่ได้รับการเลือกให้ไปต่อนั้น จะมีสิทธิได้รับเงินลงทุนสูงสุดถึง 100 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือ ราว 98 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้าง Team – ทีมงาน เพื่อสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง

พิสูจน์ตัวเองรันเวย์ 2 + 2 ปี

ซีอีโอของ TSI อธิบายต่อว่า เมื่อได้รับเงินลงทุนก้อนแรกแล้ว อาจารย์หรือนักวิจัยเหล่านั้น จะต้องออกมาเป็นซีอีโอและสร้างบริษัทของตัวเองขึ้นให้ได้จริงๆ โดยทีมงานอาจเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือจากที่อื่นๆ ก็ได้ตามความเหมาะสม

ขณะที่ TSI จะมีทรัพยากรตรงกลางคอยช่วยเหลือเรื่องบัญชี กฎหมาย หรือ คอนเนคชั่นต่างๆ เบื้องต้น แต่สุดท้ายแล้วอาจารย์และนักวิจัยในโครงการนี้ต้องพยายามสร้างต่อเอง เหมือนบริษัทสตาร์ทอัพอื่นๆทำกัน

โดยมหาวิทยาลัย และสถาบัณการศึกษาในไต้หวัน 19 แห่ง ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ TSI จะยินยอมให้อาจารย์และนักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือก สามารถลาไม่รับเงินเดือน (Leave without Pay) ได้ 2 ปี เพื่อไปพิสูจน์ตัวเอง

และอาจลาเพิ่มได้อีก 2 ปี ในกรณีที่ต้องการเวลาเพิ่ม เนื่องจากเทคโนโลยีเชิงลึกหลายอัน เช่น เรื่องยา อาจต้องการเวลาในการพัฒนานาน

ถ้าอาจารย์หรือนักวิจัยสามารถสร้างบริษัทได้สำเร็จ สถาบันต้นสังกัดจะได้รับหุ้นในบริษัทนั้นเป็นผลตอบแทน รวมทั้งโอกาสสำหรับนักศึกษาที่จะมีที่ทำงานต่อ เพราะความใกล้ชิด

แต่ถ้าหากทำไม่สำเร็จ ต้นสังกัดก็เหมือนได้อาจารย์หรือนักวิจัยที่ครบเครื่อง และเก่งขึ้นคืนสู่องค์กรในเวลาแค่สองปี เพราะผ่านคอร์สผู้ประกอบการของจริง เป็น win-win สำหรับทุกฝ่าย

ฟังดูดี แต่ไม่ง่าย เต็มไปด้วยหลายอย่างให้เรียนรู้

ไรอัน หยาง บอกว่าประสบการณ์ร่วมสองปี ในตำแหน่งนี้ ทำให้เขาเรียนรู้และพบกับความท้าทายต่างๆ มากมาย

เช่น ในช่วงเริ่มต้นจะทำอย่างไรให้บรรดาโปรเฟสเซอร์นักวิจัยเก่งๆ ที่มีสถานะความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงอยู่แล้ว อยากมาเข้าโครงการ

สิ่งที่ ไรอัน ได้เรียนรู้ ก็คือบางทีแรงกระตุ้นที่ได้ผล อาจไม่ใช่แค่เงินเท่านั้น แต่เป็นโอกาสในการนำสิ่งที่พวกเขาถนัด ไปสร้างอิมแพคในแง่บวกให้กับสังคมได้จริงๆ ต่างหาก หรือแม้แต่การเปิดโอกาสให้กลับไปทำงานแบบเดิมได้ หากทำไม่สำเร็จ เพื่อลดความเสี่ยง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจ

ตรงนี้เองนำมาสู่บทเรียนอีกอันที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเขาพบว่าจริงๆ แล้ว เป็นไปได้ว่า อาจารย์และนักวิจัย อาจไม่เหมาะเป็นซีอีโอ (Chief Executive Officer)เท่าไหร่ แต่อาจเหมาะที่จะเป็น ซีทีโอ (Chief Technology Officer) หรือ ซีเอสโอ (Chief Science Officer) มากกว่า

เป็นผลให้ในช่วงหลังๆ TSI พยายามเปลี่ยนมากระตุ้นให้ อาจารย์และนักวิจัย หาซีอีโอให้สำเร็จ เพื่อจะได้ไม่ต้องปล่อยมือจากวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เป็นจุดแข็งของเขาและบริษัท

ขณะเดียวกันก็มีคนผลักดันบริษัทที่บู๊กว่า เพราะไม่มีงานสำรองเมื่อครบสองปีเหมือนพวกเขานั่นเอง

AHEAD TAKEAWAY

น่าสนใจแบบนี้ทำในเมืองไทยได้ไหม

ทีมงาน AHEAD ASIA ลองนำประเด็นนี้ไปพูดคุยกับ อาจารย์อาร์ต ไกรวิน วัฒนะรัตน์ อดีตอาจารย์ด้านธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว ที่ลาออกจากการเป็นอาจารย์ มาร่วมก่อตั้งและเป็นซีอีโอของ AHEAD ASIA ที่ขึ้นเวทีสัมภาษณ์ ไรอัน หยาง ต่อในงาน

ปัจจุบัน อ.อาร์ต ยังเป็น ผู้สอน ผู้ร่วมออกแบบคลาสการเรียนการสอน จนถึง โปรแกรมแอคเซเลอเรเตอร์ ให้องค์กรใหญ่ๆเป็นการภายใน เช่น SCG, PTTCG, PEA, MEA, TCP หรือสำหรับสตาร์ทอัพทั่วไปทั้งของภาครัฐ และเอกชนอย่าง Digital Startup, Startup Ready และ Krungsri RISE เป็นต้น

จึงน่าจะเข้าใจและพอเห็นภาพว่าโปรแกรมแบบ TSI นั้น สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่

ควรทำได้หากปรับให้เหมาะ

อ.อาร์ต ให้ความเห็นถึงกรณีนี้ ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ และน่าทำ โดยต้องเริ่มต้นจากการเลือกอุตสาหกรรม ที่สอดคล้องกับทรัพยากรและยุทธศาสตร์ของประเทศ ให้ดีก่อน ว่าอยากเดินไปทางไหน

เหมือนที่ 2 ใน 5 โฟกัสหลักของ TSI จิ้มไปที่ธีม Asia Silicon Valley ซึ่งเน้นด้าน IoT ขณะที่อีกธีมคือ Intelligent Machinery การผลิตอย่างชาญฉลาด เพราะประเทศไต้หวันนั้นมีฐานด้านนี้อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ควรเริ่มกระตุ้นให้มีการใช้ Deep Tech เช่น AI, Big Data, Robotic, Machine Learning, AR/VR, Drone หรือ BioTech มาจับกับอุตสาหกรรมหลัก เพื่อหาวิธีนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย มาใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่น่าจะเป็นเสาหลักและอนาคตของประเทศ

อ.อาร์ต อธิบายให้เห็นภาพเร็วๆ เป็นธีมต่างๆ เช่น “Fantastic Future Food” เพื่อคิดว่าจะใช้ Deep Tech มาพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอย่างไร เหมือนที่ EatLab สตาร์ทอัพไทยพยายามนำ AI มาใช้ตรงนี้

(อ่านเพิ่มเติม มองโอกาสธุรกิจผ่านสายตา AI กับ ดร.ชนิกานต์ ว่องวิริยะวงศ์)

ธีม “Excellent Experiences for Everyone” เราจะเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Big Data, AR/VR หรือ Drone มาพัฒนาประสบการณ์ต่างๆโดยเฉพาะในหมวดท่องเที่ยว และสาธารณสุข ซึ่งไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ให้ยิ่งมีประสบการณ์ที่ดีขึ้นอีกได้ไหม

หรือ “World-class & Wonderful Wellness” นำเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างเช่น Blockchian หรือ Big Data มาทำฐานข้อมูลคนไข้ หรือสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อพัฒนาการรักษาในอนาคต เป็นต้น

“ต้องมั่นใจก่อนว่า จะเข้าเส้นชัยของเราเอง เพราะผมไม่เห็นประโยชน์อะไร จากการเข้าเส้นชัยของคนอื่น” อาจารย์อาร์ตทิ้งท้ายประเด็นนี้

ช่วยค่าแรง แชร์ค่าเรียน

อ.อาร์ต ชวนคิดว่า ค่าตอบแทนของอาจารย์มหาวิทยาลัย ในประเทศไทยที่ไม่สูงมากนักนั้น อาจมีส่วนให้อาจารย์หรือนักวิจัยตัดสินใจเข้าโครงการนี้เช่นนี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้ายิ่งสามารถกลับมาเป็นอาจารย์เช่นเดิมได้

หรือหากคิดว่ากรณีที่จะต้องส่งอาจารย์ไปเรียนปริญญาเอกอยู่แล้ว ซึ่งมักกินเวลา 4-5 ปี และหลายครั้งเงินออกนอกประเทศไปหมด

แต่การให้เงินลงทุนก้อนแรก ที่ในเมืองไทยมักมี Ticket Size อยู่ที่ประมาณ 1-3 ล้านบาท อาจน้อยกว่าการส่งคนเรียนต่างประเทศ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

และเป็นไปได้ไหมว่า อาจารย์และนักวิจัยที่ผ่านโปรแกรมแบบนี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากโลกธุรกิจจริงๆนั้น อาจได้รับการยอมรับเท่าวุฒิการศึกษา หรือวิทยฐานะแบบดั้งเดิม ที่มีผลกับอาชีพการงานโดยตรง เพราะการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องปรับตัวให้รับกับยุค Disruption เช่นกัน

“แน่นอนว่าการมี อาจารย์ที่จบ PhD เยอะๆมันดีอยู่แล้ว แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าปริญญาเอกอย่างเดียว สามารถตอบโจทย์การศึกษาในอนาคต

เพราะ PhD เองก็คือวิธีเรียนแบบเก่า ที่วันนี้เราชอบวิจารณ์กันไม่ใช่เหรอ เราเอาไข่มากองไว้ในตระกร้าใบเดียวรึเปล่า

ผมเคยผ่านตาว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ TQF มีความพยายามคล้ายๆ AQF ของออสเตรเลียที่เปิดให้ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมจริงเอาประสบการณ์มาเทียบเป็นวุฒิ พร้อมฝึกการสอนแล้วเข้าแทร็คอาจารย์ได้

ขณะเดียวกันโครงการแบบ TSI อาจเพิ่มทางเลือกการเติบโตในสายงาน ให้อาจารย์ในปัจจุบันนอกจากการขึ้นเป็นผู้บริหารเท่านั้น รึเปล่า”

เปลี่ยน mindset อาจารย์ต้องเจอของจริง

“สองปีกว่าๆ ที่ผมออกมาทำเองจริงๆ เรียนรู้เยอะมาก สารภาพเลยว่าสอนผิดไปเยอะเลย” อดีตอาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคมยอมรับว่า ในตำรากับความเป็นจริงบางครั้ง มันไม่เหมือนกัน

ก่อนจะอธิบายต่อ ว่าเขาใช้ความเข้าใจตรงนี้ ไปออกแบบโปรแกรม การเรียนการสอนในเรื่อง Digital Transformation ให้ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงมากมาย

“พวกผู้บริหารก็เหมือนอาจารย์ มาบอก มาสอนกันเฉยๆ ไม่เชื่อหรอก ต้องทำยังไงก็ได้ให้เขาได้รับประสบการณ์ และฉุกคิดเอง” ทำให้ทุกคลาส หรือ โปรแกรมที่เขามีส่วนในช่วงหลัง จึงมักออกแบบให้เป็น Workshop, Project-Based หรือการทำงานร่วมกับคนที่เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ซึ่งฟีดแบคดีกว่า

อ.อาร์ต ชี้ว่าถ้าการออกมาสร้างธุรกิจเอง สามารถเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการสอนของเขาได้ ก็น่าจะเปลี่ยนอาจารย์หรือนักวิจัยคนอื่นได้เช่นกัน

ซีอีโอที่ห่วย อาจารย์ที่เก่ง

สุดท้าย อ.อาร์ต ยอมรับประสบการณ์สองปีที่ผ่านมาสอนให้เขาเป็นอาจารย์ที่เก่งขึ้นพอสมควร หากเทียบกับพัฒนาการด้านการเป็นซีอีโอ

“ผมยังเป็นซีอีโอที่ห่วยอยู่เหมือนเดิม แม้จะไม่แย่เท่าช่วงแรก แต่เอาจริงๆ ยังไม่ได้เรื่องเท่าไหร่”

อ.อาร์ต บอกว่า ประสบการณ์ตรง ทำให้เขาเข้าใจว่าทำไม ไรอัน หยาง ถึงบอกว่าในช่วงหลัง TSI พยายามให้ซีอีโอ และให้ตัวอาจารย์หรือนักวิจัย เป็นคนดูด้านเทคโนโลยีแทน เพราะนอกจากเป็นการใส่คนให้ถูกงาน ยังอาจทำให้โมเดลนี้ยั่งยืนมากกว่า

ถ้าอาจารย์หรือนักวิจัย ยังได้ทำสิ่งที่ถนัดอยู่ ไม่ต้องปล่อยมือจากเทคโนโลยี แต่เข้าใจและรู้จักวิธีการสร้างคนมาช่วยผลักดันเทคโนโลยีให้เป็นธุรกิจได้แล้ว

อาจเป็นไปได้ว่าในอนาคต เราอาจเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ จำนวนไม่น้อย แปะป้ายว่า “Made in Taiwan” เหมือนครั้งหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าเคยเป็นอย่างนั้น และมีส่วนทำให้คนทั่วโลกสับสนว่าเป็นไต้หวัน เมื่อเราบอกว่า ไทยแลนด์

10 วิธีการสร้างนวัตกรรมง่ายๆ แบบ AHEAD.ASIA

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า