จากสถานะสตาร์ทอัพสายโค-เวิร์คกิ้งสเปซสุดฮอต ที่มีแผนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบัน มูลค่าของ WeWork ที่เคยสูงถึง 47,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.45 ล้านล้านบาท) กลับวูบลงกว่า 70% แผนยื่นเรื่อง IPO ต้องเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนด ส่วน อดัม นิวแมนน์ ผู้ก่อตั้งต้องยุติบทบาทของตัวเองในฐานะซีอีโอ

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาภายในเวลาเพียงเดือนเศษ หลังยื่นเอกสารไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา?

นักลงทุนไม่ถูกใจสิ่งนี้

We Company เป็นผู้ให้บริการโค-เวิร์คกิ้งสเปซ ที่เติบโตไวมาก ใช้เวลาเพียง 9 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น มีสาขาที่ให้บริการและกำลังจะเปิด รวมแล้วกว่า 799 แห่ง ใน 124 เมืองทั่วโลก (ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการ เมื่อ 20 ส.ค. 2562)

แผนถัดมาของทีมผู้บริหาร นำโดย อดัม นิวแมนน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอในขณะนั้น คือการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้

แต่ข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารไฟลิ่ง (S-1) หนา 359 หน้า ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) ปรากฎช่องโหว่มากมาย อาทิ

  • ผลประกอบการที่ขาดทุน ในปี 2018 We Company มีรายได้ทั้งสิ้น 1,800 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ขาดทุนถึง 1,900 ล้านดอลลาร์
  • ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของ นิวแมนน์ และภรรยา เช่นโครงสร้างบริษัทที่เอื้อให้ผู้บริหารมีสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีเหนือผู้ถือหุ้นทั่วไป การมอบอำนาจในการบริหารให้ นิวแมนน์ แบบเบ็ดเสร็จ ขณะที่ภรรยาก็มีสิทธิ์ขาดในการตั้งซีอีโอคนใหม่ หาก นิวแมนน์ ไม่สามารถบริหารได้ หรือการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นๆที่เป็นความสนใจส่วนตัวของทั้งคู่ ฯลฯ
  • โมเดลธุรกิจที่ไม่มีวี่แววทำกำไร โดยเฉพาะสัญญาเช่าอาคารระยะยาวถึง 15 ปี แต่เปิดช่องให้สตาร์ทอัพหรือธุรกิจขนาดเล็กที่มาเช่าต่อย้ายออกได้ภายในหนึ่งเดือน

(อ่านเพิ่มเติม แกะรอย We Company สตาร์ทอัพสุดฮอตสาย Co-Working Space ก่อนเข้าตลาด)

แลร์รี่ เอลลิสัน ผู้ก่อตั้งบริษัท Oracle ยังได้ให้ความเห็นถึงโมเดลธุรกิจของ WeWork (รวมถึง sharing economy อีกรายอย่าง Uber) ด้วยว่า Almost Worthless หรือแทบจะไม่มีค่าเลย

นึกอะไรไม่ออก บอก SoftBank

ไม่ใช่เพียงแค่ เอลลิสัน เพราะหลังข้อมูลในเอกสารไฟลิ่งชุดนี้ถูกเผยแพร่ไปทางอินเตอร์เน็ต นิวแมนน์ และทีมผู้บริหาร ก็ถูกวิจารณ์หนักจากนักวิเคราะห์และสื่อแทบทุกฉบับ ซึ่งส่งผลต่อความกังวลของนักลงทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้

จน นิวแมนน์ ต้องเดินทางไปยังโตเกียว เพื่อเข้าพบ มาซาโยชิ ซอน ของ SoftBank หนึ่งในกลุ่มทุนหลักที่หนุนหลังมาตลอด เพื่อขอความช่วยเหลือทางใดทางหนึ่งระหว่าง

1) ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในการทำ IPO เพื่อให้แผนเข้าสู่ตลาดยังดำเนินไปได้ต่อ หรือ 2) อัดฉีดเงินสนับสนุนเพื่อให้บริษัทฯดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งจะยืดระยะเวลาในการเสนอขายหุ้นไปได้อีกระยะ

ซอน ซึ่งเคยตัดสินใจให้การสนับสนุน นิวแมนน์ หลังการพูดคุยได้ไม่ถึง 30 นาที เมื่อปี 2016 ยังเชื่อมั่นในตัวซีอีโอรายนี้ แต่ผู้บริหารคนอื่นๆของ SoftBank ไม่เห็นด้วย

ถอยทัพเพื่อซื้อใจนักลงทุน

เข้าสู่เดือนกันยายน นิวแมนน์ ตัดสินใจแก้ไขรายละเอียดในเอกสารไฟลิ่ง ก่อนจะเริ่มทำการโรดโชว์ เพื่อโน้มน้าวนักลงทุน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับเพื่อความเหมาะสมตามฟีดแบ็กที่ได้รับ

  • ยอมคืนเงินและส่วนแบ่งหุ้น มูลค่า 5.9 พันล้านดอลลาร์ ที่ได้มา จากการขายเครื่องหมายการค้า “We” ให้แก่ We Company บริษัทแม่ของ WeWork หลังการรีแบรนด์ เมื่อเดือนเมษายน
  • ใส่ชื่อ ฟรานเซส ฟราย ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และที่ปรึกษาบริษัทฯ เป็นสมาชิกบอร์ดบริหารคนแรกที่เป็นผู้หญิง
  • ลดอำนาจของ นิวแมนน์ จาก 20 เสียงโหวตต่อหุ้น เหลือ 10 เสียงโหวตต่อหุ้น
  • ไม่มีคนในตระกูลนิวแมนน์ ในบอร์ดบริหาร
  • ยกเลิกสิทธิ์ในการแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ของ รีเบคกาห์ ภรรยา นิวแมนน์
  • ลดราคาประเมินของบริษัทฯลง เหลือราว 1ถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของราคาประเมิน 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมกราคม

อวสาน นิวแมนน์

แม้ SoftBank จะยอมตกลงเป็นผู้ลงทุนหลักในการทำ IPO ตามแผนซื้อหุ้นบริษัทฯ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีก 750 ล้านดอลลาร์

แต่สุดท้าย เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.ย. พวกเขาก็ต้องประกาศเลื่อนแผนออกไปเป็นหลังเทศกาลรอช ฮาชชะนาห์ คือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพราะบริษัทยังระดมทุนได้ไม่ถึงหลัก 3 พันล้านดอลลาร์ตามต้องการ

หนักข้อไปกว่านั้น คือในช่วงบ่ายวันเดียวกัน Wall Street Journal ก็ตีพิมพ์รายงานพิเศษของ เอเลียต บราวน์ ที่พุ่งเป้าไปยังพฤติกรรมเสเพลของ นิวแมนน์ ทั้งเรื่องการสูบกัญชา และดื่มเตกิลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทโดยตรง หากเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้

รายงานดังกล่าวเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้ SoftBank ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแผน IPO ในสภาพที่ไม่พร้อม กดดันให้ นิวแมนน์ ต้องลงจากตำแหน่งซีอีโอ หากต้องการให้มีการลงทุนในบริษัทฯต่อ

แม้แต่ เจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan และ บรูซ ดันเลวี หนึ่งในบอร์ดของ WeWork และหุ้นส่วนใน Benchmark Capital ซึ่งหนุนหลังแนวทางการบริหารของ นิวแมนน์ มาตลอด ก็บอกกับซีอีโอหนุ่มว่าเห็นด้วยกับความต้องการของ SoftBank

จนเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา สมาชิกบอร์ดของ WeWork ก็เดินทางมาประชุมที่สำนักงานใหญ่ของ JPMorgan ที่เมดิสัน สแควร์ เพื่อโหวตอนาคตของ นิวแมนน์

และผลเป็นไปตามคาด คือซีอีโอหนุ่มต้องยอมลงจากตำแหน่ง โดยในรายงานระบุว่าแม้แต่ตัวของ นิวแมนน์ เองก็โหวตว่าเขาต้องลาออก เพื่อไปรับตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งไม่ีมีอำนาจในการบริหารแทน เช่นเดียวกับเสียงโหวตที่เหลือแค่ 3 เสียงต่อหุ้น

อนาคตของ “อดีต” สตาร์ทอัพสุดฮอต

ส่วนคนที่จะมาทำหน้าที่แทน นิวแมนน์ ได้แก่ เซบาสเตียน กันนิงแฮม และ อาร์ตี มินสัน สองผู้บริหารของบริษัทฯ

นอกจากการเปลี่ยนแปลงซีอีโอแล้ว WeWork ยังมีแผนจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในองค์กรอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายลง

ตั้งแต่ การชะลออัตราเติบโตของบริษัท เลิกจ้างพนักงานหลายพันคน เพื่อหันมาเน้นธุรกิจหลักคือการให้เช่าพื้นที่ออฟฟิศเป็นอันดับแรก รวมถึงการเลิกธุรกิจรองอื่นๆ เช่นโรงเรียนของ รีเบคกาห์ ภรรยาของนิวแมนน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเจรจาขอกู้จากสถาบันการเงินอีก 3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ SoftBank ก็อาจตัดสินใจอัดฉีดเงินเพิ่มในบริษัทอีก 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้ WeWork สามารถดำเนินงานต่อไปได้

ขณะที่สื่อหลายๆฉบับ โดยเฉพาะ Business Insider นั้นมองในแง่ลบกว่านั้น โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่บริษัทฯอาจต้องยื่นเรื่องขอพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายก็เป็นได้

6 ไอเดียด้านอสังหาฯ จาก 6 สตาร์ทอัพมาแรงสายพร็อพเทค

AHEAD TAKEAWAY

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ WeWork ในรอบหกสัปดาห์ที่่ผ่านมา อาจบอกเป็นนัยได้ว่า นักลงทุนเริ่มมีภูมิต้านทานกระแส hype ของคำว่า “บริษัทเทคโนโลยี” บ้างแล้ว หลังมีบทเรียนจากบริษัทอย่าง Theranos หรือแม้แต่ Uber

Theranos นั้นอาศัยบุคลิกโดดเด่นของ เอลิซาเบธ โฮล์มส์ ในการโฆษณาชวนเชื่อ ผสมกับความกลัวของนักลงทุนว่าจะตกรถ หากเทคโนโลยีของ Theranos เปลี่ยนโลกใบนี้ได้จริง

ขณะที่ Uber นั้นแม้จะไม่เข้าข่ายหลอกลวง แต่เมื่อพิจารณาจากโมเดลธุรกิจปัจจุบันที่ต้องแข่งขันกันด้านราคาเป็นหลัก เพื่อโน้มน้าวใจผู้บริโภคแล้ว โอกาสที่จะสร้างกำไรสูงๆจากมาร์จิน ตามแบบฉบับของบริษัทเทคฯอื่นๆแล้ว เป็นไปได้ยากมาก

กรณีของ WeWork ที่เป็น sharing economy ก็เช่นกัน

ค่าใช้จ่ายหลักของ WeWork คือ ค่าเช่าอาคาร และค่าดำเนินการต่างๆ ซึ่งไม่เป็น fixed cost แบบค่า R&D ของบริษัทเทคโนโลยร

แต่จะเพิ่มสูงขึ้นตามขนาดของบริษัทที่โตขึ้น นั่นหมายถึงแม้รายได้จะเพิ่ม เพราะขอบเขตการให้บริการที่กว้างขึ้น แต่ก็มีแต่จะทำให้ค่าเฉลี่ยส่วนต่างกำไรต่อสมาชิกหนึ่งรายลดลง

การถอยทัพชั่วคราวจากแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ WeWork ในครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ ว่าจะอาศัยเฉพาะความ hype ของกระแสเทคโนโลยี หรือภาพลักษณ์ของผู้บริหารไม่ได้อีกต่อไป

เพราะถ้าเทคโนโลยีที่นำเสนอใช้งานไม่ได้จริง หรือโมเดลธุรกิจที่มองมุมไหนก็ไม่เห็นโอกาสทำกำไรได้แล้ว โอกาสที่จะโดนหมัดสวนกลับไปเหมือน นิวแมนน์ ก็มีความเป็นไปได้สูง

เรียบเรียงจาก

How WeWork spiraled from a $47 billion valuation to talk of bankruptcy in just 6 weeks

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

9 วิธีออกแบบ Pitch Deck ให้โดนใจนักลงทุน แนะนำโดย Sequoia Capital