การตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้า นับวันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะ ซื้อ/ไม่ซื้อ ใช้/ไม่ใช้ สินค้าและบริการของเรามากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ หรือแม้แต่องค์กร จึงต้องหาคำตอบให้กับ Pain Points เหล่านี้ “ให้ไว” ก่อนจะมีใครชิงความได้เปรียบนั้นไปได้

แต่การรีบเสนอโซลูชั่นที่ไม่ผ่านการขัดเกลาก่อน ก็อาจเป็นปัญหาย้อนหลังได้ ถ้านั่นยังไม่ใช่คำตอบที่ลูกค้าต้องการจริงๆ

ส่วนการเบรนสตอร์มแบบเดิมที่ใช้กันมานั้น ก็มักใช้เวลานาน แถมหลายครั้งยังได้แต่ไอเดียที่ฟุ้งซ่าน นำมาใช้งานจริงไม่ได้

ทางออกคือ Ideation การระดมไอเดียที่ใช้เวลาน้อยกว่า โดยเจาะไปที่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ซึ่งอาจได้ข้อสรุปในการคุยในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

เตรียมตัว

นอกจากคนที่เป็นคีย์แมน และมี insights ของลูกค้าอยู่แล้ว เช่น นักออกแบบ, นักพัฒนา, มาร์เก็ตติ้ง เมเนเจอร์, โปรดักท์ เมเนเจอร์, โปรเจกท์ เมเนจอร์ ฯลฯ แล้ว

อุปกรณ์ที่ควรมี คือ ปากกา, มาร์คเกอร์ (ปากกาเมจิก), กระดาษสติ๊กกี้โน้ต (Post-It), ไวท์บอร์ด

และที่สำคัญที่สุด คือวิธีคิดที่เปิดกว้างพร้อมรับฟังผู้อื่น เพราะต่อให้ไอเดียดีแค่ไหน แต่ถ้าถูกสกัดไว้ด้วยอคติ ก็ไม่มีทางเป็นจริงได้

เพื่อให้การทำ Ideation ไหลลื่นและได้ผลดี ทุกคนในที่ประชุม ควรปฏิบัติตามกฎพื้นฐานสี่ข้อนี้

  • อย่าด่วนตัดสินไอเดียใดๆ
  • ไม่มีไอเดียไหนที่แย่ มีแค่ไอเดียที่ใช้ได้จริง ณ ตอนนั้น หรือยังไม่ใช่
  • การหยิบไอเดียคนอื่นมาสานต่อหรือปรับปรุงก็ทำได้
  • เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ

เมื่อคนพร้อม เครื่องมือพร้อม ก็จะเข้าสู่กระบวนการกัน

#1
หา Pain Point ที่แท้ทรู

เป็นปกติ ถ้า pain points ที่เกิดไม่ได้มีแค่เรืองเดียว แต่คงเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณจะจัดการเคลียร์เรื่องพวกนี้ไปพร้อมๆกันในคราวเดียว

วิธีที่ดีที่สุดคือทยอยแก้จากเรื่องใหญ่ไปเรื่องเล็ก แต่การจะทำแบบนั้นได้ ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ก่อน เพื่อหาว่าเรื่องไหนต้องแก้เป็นอันดับแรก

การจะประเมินว่าเรื่องไหนสำคัญ บางครั้งนอกจากประสบการณ์แล้ว ข้อมูล insights ต่างๆของผู้บริโภคก็เป็นเรื่องสำคัญ และถ้าคุณมีชุดข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือ ก็ควรนำเสนอให้ให้คนอื่นๆที่มาร่วมระดมสมองได้ศึกษาด้วย

เช่น Personas (คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร ต้องการอะไร และทำไมถึงต้องเลือกใช้บริการ/ซื้อสินค้าของเรา)

Empathy Map (ความต้องการของลูกค้า ว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรกับสินค้าและบริการของเรา)

Journey Map (ที่ผ่านมา ลูกค้าประทับใจเราเพราะอะไร หรือไม่ชอบสินค้าเราเพราะอะไร)

ไปจนถึงมุมของฝั่งคนทำงาน อย่าง Service Blueprint (กระบวนการทำงาน) ว่ามีเรื่องติดขัดตรงไหน ถึงกระทบกับผู้บริโภค ฯลฯ

เมื่อหาได้แล้วว่า เรื่องไหนเป็นปัญหาที่ควรแก้ก่อน ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือการหาไอเดียที่จะตอบโจทย์เรื่องนั้น

#2
ไอเดียใครไอเดียมันใน 5 นาที

การเบรนสตอร์มแบบเดิมๆ มีข้อเสียที่ใหญ่มากๆ คือใครเสียงดังกว่า พรีเซนต์เก่งกว่า หรือแม้แต่มีอำนาจมากกว่า ในที่ประชุม มักเป็นผู้ชนะ

แต่ในกรณีของการทำ Ideation นั้น ต่างออกไป เพราะจะวัดกันว่าไอเดียของใครน่าสนใจกว่าเป็นหลัก

ในการระดมสมองด้วยวิธีนี้ ทุกคนที่เข้าร่วมจะมีเวลาคนละ 5 นาทีในการเขียนไอเดียตัวเอง ลงบน Post-It และห้ามแชร์ให้คนอื่นๆในห้องเห็น จนกว่าจะถึงเวลาพรีเซนต์

เหตุผลที่ห้ามแชร์ก่อนถึงเวลาพรีเซนต์ เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิด ‘Group Think’ หรือปรากฎการณ์ทางจิตวิทยา ที่เรามักโน้มเอียงตามคนอื่น หลังจากเห็นไอเดียของเค้าแล้ว

#3
ขายไอเดียคุณให้คนในที่ประชุม

เมื่อทุกคนเขียนไอเดียของตัวเองลงกระดาษโน้ตแล้ว ให้ทยอยออกมาพรีเซนต์สิ่งที่ตัวเองคิดต่อหน้าคนอื่นๆสั้นๆ ภายในหนึ่งนาที แล้วเอา Post-It ที่เขียนไอเดียพวกนั้นไว้ แปะบนไวท์บอร์ดหน้าห้อง

อย่างที่บอกว่าไม่มีไอเดียไหนที่ไม่ดี ฉะนั้น อย่าเพิ่งหวั่นไหวถ้าไอเดียที่นำเสนอถูกทักท้วงจากคนในห้อง ยกเว้น มีคำถามปลายเปิดที่เป็นประโยชน์จริงๆซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงต่อได้

#3.5
วนลูปข้อ 2 และ 3 อีกครั้ง

หลังแลกเปลี่ยนไอเดียกับคนอื่นๆไปแล้ว บางทีคุณอาจเกิดความคิดใหม่ๆขึ้น หรืออาจจะอยากแก้ไขไอเดียของตัวเอง หรือแม้แต่คนอื่นๆให้ดีขึ้น

การแยกย้้ายกันไปคิดและเขียนลง Post-It เพื่อนำกลับมาเสนออีกรอบ จะช่วยคัดกรองให้ไอเดียที่ออกมาสมบูรณ์ขึ้น

ถึงตรงนี้ ถ้าคุณอยากจะลอกการบ้านเพื่อน หรือหยิบจับมาดัดแปลงอะไร สามารถทำได้หมด โดยไม่มีข้อจำกัด

#4
คัด จัดอันดับ เพื่อหาข้อสรุป

หลังจากคั้นไอเดียมาจนคิดว่าน่าจะครอบคลุมหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่แต่ละคนจะหยิบมาร์คเกอร์ขึ้นมาสามสี เพื่อเขียนบน 3 ไอเดียที่รู้สึกชอบที่สุด ซึ่งจะนำมาใช้ในการนับคะแนน หา 3 ไอเดียที่มีคะแนนสูงสุด สำหรับยกมือโหวตในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง

แม้คะแนนที่นับจาก Post-It อาจจะดูเป็นเอกฉันท์แล้ว แต่การยกมือโหวตในขั้นตอนสุดท้าย ควรเป็นสิ่งที่ทำทุกครั้ง เพื่อเป็นมาตรฐาน เพราะในโอกาสต่อๆไป คุณอาจจะเจอไอเดียที่มีคะแนนสูสีกันจนต้องยกมือโหวตตัดสินก็ได้

#5
ปั้นแผนงานจากข้อสรุป

เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ถึงตรงนี้คนที่ไม่ได้มีบทบาทเป็นคนตัดสินใจแผนงานโดยตรง สามารถแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองต่อได้

แต่คนที่เป็นแกนหลักนนั้น จะยังต้องนั่งคุยกันต่อ เพื่อวางแผนงานจากข้อสรุปที่ได้ต่อไป

AHEAD TAKEAWAY

บางครั้ง การต้องเร่งคั้นไอเดียในเวลาจำกัด (ข้อ 2) ก็เป็นเรื่องยากถ้าคุณไม่พร้อมด้วยหลายๆกรณี

เพื่อให้การระดมไอเดียเป็นไปอย่างราบรื่น ลองใช้ิวิธีเหล่านี้ดู เพื่อดึงความคิดในคลังสมองคุณออกมา

Mind Mapping

เริ่มจากเขียนถึงไอเดียหลักไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ แล้วเขียนสิ่งที่เกี่ยวข้องไว้รอบๆ แล้วค่อยลากเส้นเชื่อมโยง เพื่อหาความเกี่ยวข้องของแต่ละเรื่องเข้าด้วยกัน อาจจะใช้เวลาซัก 3 นาที คิดให้ออกซัก 30 อย่าง จากนั้นค่อยส่งให้เพื่อนตรวจดู

ใช้สมองซีกขวา

สมองซีกขวานั้นเป็นด้านที่ใช้สำหรับความคิดสร้างสรรค์ ลองอุ่นเครื่องมันด้วยการเขียน pain point ไว้บนสุด แล้วตามด้วย “อะไรก็ได้ที่วาบเข้ามาในความคิด” ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ตรงนี้อาจจะต่างจากวิธีหลัก ตรงเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่ก็เพื่อเอาไอเดียที่กระจัดกระจายนั้นมากรองใช้งานอีกที

#เปลี่ยนมุม เปลี่ยนความคิด
การนั่งนิ่งๆที่โต๊ะเดิม บางครั้งก็ทำให้เราคิดอะไรไม่ออก ทางแก้คือต้องลองเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง เช่น ท่านั่ง สถานที่ บริบท เพื่อปลดล็อกมุมมองใหม่ๆ

มองโลกแง่ดี มองโลกแง่ร้าย

เป็นการสร้างบทสนทนาตอบโต้กัน เพื่อหาข้อดีข้อเสียของเรื่องที่กำลังหาคำตอบ

เริ่มจากการจับคู่กับอีกคน และแบ่งบทบาทกัน โดยคนมองแง่ดีจะเริ่มเสนอไอเดียก่อน จากนั้นคนมองแง่ร้าย จะหาข้อเสียมาหักล้าง ทำให้คนมองแง่ดีต้องหาโซลูชั่นให้ได้ เป็นการโต้ตอบกันไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าใกล้คำตอบสุดท้ายให้มากที่สุด

(อ่านเพิ่มเติม 7 อุปสรรคที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของคุณ)

เรียบเรียงจาก

Ideation: Solving Pain Points Fast

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

5 วิธีปลดล็อคไอเดียในหัวให้กลายเป็นจริง