Surface Neo และ Duo ดีไวซ์พับได้สองแบบที่เปิดตัวพร้อมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ตัวอื่นๆ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา น่าจะถือเป็นไฮไลท์สำคัญในงาน Microsoft event 2019 ที่มาพร้อมกับคำถามว่ายักษ์ใหญ่รายนี้ ต้องการกลับมาแก้ตัวในตลาดสมาร์ทโฟน หลังถอนตัวไปเมื่อสามปีก่อนรึเปล่า?

Neo และ Duo

Neo คือแท็บเล็ตหน้าจอ LCD คู่ขนาด 9 นิ้ว แบบพับได้ 360 องศา บนความหนาเพียง 5.6 มม. มาพร้อมปากกา Surface Pen และคีย์บอร์ดถอดออกได้ ยึดด้วยแม่เหล็ก ส่วนระบบปฏิบัติการ เป็น Windows 10 X ซึ่งออกแบบสำหรับดีไวซ์ที่ใช้งานสองจอโดยเฉพาะ

ขณะที่ Duo เป็นดีไวซ์จอพับขนาดใส่ในกระเป๋ากางเกงได้ ที่รันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (ตอนพับ หน้าจอจะมีขนาด 5.6 นิ้ว เมื่อกางออกจะได้จอขนาด 8.3 นิ้ว) ที่โทรเข้าออกและส่งข้อความ SMS ได้

แต่จอพับของ Neo และ Duo นั้น ต่างจาก Galaxy Fold หรือ Mate X ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพราะไม่ใช่จอขนาดใหญ่ที่พับได้ แต่เป็นสองจอที่เชื่อมต่อกัน

พานอส พานาย ซีพีโอ (Chief Product Officer) ของบริษัทฯ กล่าวถึง Duo ว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะผลักดันอุตสาหกรรม (industry-pushing technology)

“นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดึงส่วนที่ดีที่สุดของ Microsoft มารวมกัน และเราก็ร่วมมือกับ Google เพื่อดึงส่วนทีดีที่สุดของแอนดรอยด์มาใส่ไว้ด้วย”

ทั้ง Neo และ Duo มีกำหนดวางตลาดในช่วงปลายปี 2020

AHEAD TAKEAWAY

โอกาสที่สองในตลาดสมาร์ทโฟน?

ย้อนกลับไปในปี 2013 เมื่อครั้งที่ สตีฟ บอลเมอร์ ซีอีโอคนก่อนพยายามนำบริษัทฯเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟน ด้วยการซื้อฝ่ายธุรกิจแฮนด์เซตจาก Nokia ในราคา 9.5 พันล้านดอลลาร์

สัตยา นาเดลลา คือหนึ่งในคนที่ยกมือคัดค้าน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ โปรเจกต์ของ บอลเมอร์ ได้เดินหน้าต่อ และลงเอยด้วยความล้มเหลวของ Microsoft ในตลาดที่พวกเขาเป็นผู้ตาม

ที่ผ่านมา นาเดลลา และผู้บริหารคนอื่นๆ เคยตอบคำถามว่าบริษัทฯ จะกลับสู่ตลาดสมาร์ทโฟน ก็ต่อเมื่อมีโปรดักท์ที่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆในท้องตลาดจริงๆ

และสามปีหลังถอนทัพไปจากตลาด Microsoft ก็กลับมาจริงๆ พร้อมกับดีไวซ์ที่ใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนอีกครั้ง (โทรเข้าออกได้ ส่งข้อความได้)

แม้ พานอส พานาย ซีพีโอของบริษัทฯ พยายามเลี่ยงจะเรียก Duo ว่าเป็นสมาร์ทโฟน แต่เลือกใช้คำว่าเป็นหนึ่งดีไวซ์ของตระกูล Surface ก็ตาม (“Make no mistake, this product is a Surface.”)

ขณะที่ทาง Wired กล่าวว่า พานาย กล่าวเองด้วยซ้ำ ว่าไม่อยากให้คนเรียก Duo ว่าเป็นโทรศัพท์

(อ่านเพิ่มเติม นักวิเคราะห์ชี้สมาร์ทโฟนใกล้ถึงทางตัน)

ทำไมต้องจอพับ?

เหตุผลหลักๆ น่าจะเป็นเพราะการออกแบบสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน เริ่มถึงทางตันแล้ว หลังต้องขยายขนาดจอขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มคาบเกี่ยวกับแท็บเล็ท

การต่อยอดไปสู่จอพับได้ จึงเป็นทางออกในการต่ออายุอุตสาหกรรมนี้ไป จนกว่าจะมีดีไวซ์ใหม่ๆ (เช่น สมาร์ทกลาส) มาแทนที่

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของจอพับได้ในปัจจุบัน คือความแข็งแรงทนทาน เพราะทั้ง Galaxy Fold และ Mate X ที่เปิดตัวไปเรียบร้อย มีหน้าจอที่ทำจากโพลีเมอร์ (พลาสติก) เนื่องจากกระจกแบบกอริลลากลาส ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของจอสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ยังไม่สามารถดัดให้โค้งงอในระดับเดียวกันได้

ด้าน จอห์น เบย์น รองประธานอาวุโสของ Corning Gorilla Glass กล่าวในงาน India Mobile Conclave 2019 เมื่อเดือนเมษายน แสดงความมั่นใจว่า “ในระยะยาว” กระจกมีศักยภาพมากกว่าสำหรับการเป็นวัสดุสำหรับดีไวซ์ที่โค้งงอได้

แต่ ณ ปัจจุบัน กอริลลา กลาส ที่ดัดให้โค้งงอได้นั้น ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และยังไม่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง

ขณะที่ Neo และ Duo เลือกใช้แนวคิดที่จับต้องได้มากกว่า คือการแยกเป็นสองจอ แต่ยังคงใช้งานร่วมกันได้แทน

โยนหินถามทางหรือเอาจริง

ไดนา เบสส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg ตั้งคำถามถึงการเปิดตัว ทั้ง Duo และ Neo ว่าเจตนาจริงๆของ Microsoft คืออะไรกันแน่?

ระหว่างการใช้เป็นโชว์เคส ว่าบริการคลาวด์ของบริษัทฯ ทำอะไรได้บ้างในโลกของสมาร์ทดีไวซ์

หรือเป็นความต้องการที่จะกลับสู่ตลาดสมาร์ทโฟนแบบจริงจัง เพื่อแก้ตัวจากความล้มเหลวคราวก่อน

(อ่านเพิ่มเติม ถอดรหัสการคืนชีพของ Microsoft)

เพราะปัจจุบัน Microsoft มีประสบการณ์ในด้านฮาร์ดแวร์มากขึ้น หลังแล็ปท็อปและแท็บเล็ต ในตระกูล Surface เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฮเอนด์ ซึ่งต้องการฟีเจอร์สำหรับทั้งใช้ส่วนตัวและทำงานเป็นหลัก

ซึ่งก็อาจจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ Apple ถือครองอยู่ นั่นคือไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าตลาดในด้านของปริมาณ เหมือน Samsung หรือ Huawei แต่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงแทน

เบสส์ มองว่าสุดท้ายแล้ว ด้วยคาแรกเตอร์ นาเดลลา น่าจะไม่เลือกชอยส์หลังที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมา ก็อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าตัวในการเป็นซีอีโอมือทองผู้กอบกู้บริษัทก็ได้

เพราะความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทฯ ในยุคของ บอลเมอร์ ก็คือการพยายามจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับทุกคน ทั้ง Zune, Windows Phone หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่พอไปได้อย่าง Xbox

ขณะที่แนวทางของ นาเดลลา คือการนำบริษัทกลับไปสู่แนวทางเริ่มต้นเหมือนยุคของ บิล เกตส์ คือธุรกิจที่พวกเขาอยู่แถวหน้าในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ (Windows) ในยุคของ เกตส์ หรือ คลาวด์เซอร์วิส (Azure) ในยุคของ นาเดลลา

และการที่บริษัทไต่ไปถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ ก็มาจากการเดินหน้าอย่างรัดกุมไม่ผลีผลามนั่นเอง

“หลายๆบริการของเราเป็นธุรกิจที่น่าเบื่อ แต่มันทำกำไรได้ และสำหรับ Microsoft แล้ว พูดสั้นๆง่ายๆ มันก็คือบริษัทของเรากำลังทำกำไรได้และประสบความสำเร็จนั่นแหละ”

เรียบเรียงจาก

An interview with John Bayne, SVP & GM, Corning® Gorilla® Glass at India Mobile Conclave 2019

MS Looks to Rewrite History on Its Phone Business

The Most Valuable Company (for Now) Is Having a Nadellaissance

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Microsoft ทะลุล้านล้านดอลลาร์อีกราย พร้อมขยับเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลก